“เราจะสร้างอารยธรรมโลกยุคศิวิไลซ์”

ในแต่ละยุคแต่ละสมัยมักจะมีเรื่องราวพิเศษๆที่ทุกคนกล่าวขวัญถึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งถ้ามันพิเศษจริงทุกคนจะพร้อมใจกันเรียกเหตุการณ์นั้นว่า“ตำนาน”  และที่มาของแต่ละตำนานก็คงไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย มันคงต้องประกอบไปด้วยความพยายาม ความมานะบากบั่น ความอดทน ความเสียสละขั้นสูงสุด เพื่อให้สมกับที่ผู้คนเรียกขาลมันว่า “ตำนาน” และวันนี้วันที่โลกของเรากำลังดำเนินมาถึงทางตัน โลกที่กำลังใกล้จะถึงจุดแตกหักด้วยวิกฤตการณ์แบบรอบด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและจริยธรรม ฯลฯ เราคงเป็นคนกลุ่มเล็กๆที่ตระหนักในเรื่องราวเหล่านี้และไม่อาจจะทนนิ่งดูความหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งกับตนเองและลูกหลานได้ นี่คงเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์อารยธรรมของโลกใหม่ให้บริบูรณ์หรือที่เรียกว่า “โลกยุคศิวิไลซ์”

ความเป็นมา (Pain & Problem)

Areeya Metaya

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันโลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาแบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาการศึกษา ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสุขภาวะทั้งทางกายและใจ ฯลฯ และถ้าหากวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงของทุกๆ ปัญหาก็มักจะมีรากเหง้ามาจากเรื่องความบกพร่องทางศีลธรรมของคนในสังคม เพราะความบกพร่องทางศีลธรรมทำให้คนเห็นแก่ตัว(ความโลภ) เอารัดเอาเปรียบ ไม่สนใจใส่ใจถึงผลกระทบใดๆ เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง มันจึงมีผลสืบเนื่องส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าเราเข้าใจสาเหตุของปัญหาเราก็พอจะสามารถหาวิธีแก้ไขได้…

ที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ว่าการจะแก้ไขปัญหาด้วยการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนจิตสำนึกของคนในสังคมนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะดูเหมือนไม่มีทางที่จะทำให้ทุกคนเลิกผลิตก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซต์ที่เป็นสาเหตุของสภาวะเรือนกระจก ดูเหมือนจะไม่มีทางทำให้ทุกคนเลิกใช้สารเคมีกับทุกๆกระบวนการการผลิต  ดูเหมือนจะไม่มีทางทำให้คนทั้งโลกเลิกเผาผลาญทรัพยากรซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ดูเหมือนไม่มีทางที่จะบอกให้ทุกคนเลิกกอบโกยผลประโยชน์ โดยไม่สนใจลูกหลานในอนาคตว่าจะอยู่กันอย่างไร

Areeya Metaya
Areeya Metaya

และดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้คนทั้งโลกรักกัน ตอนนี้เรากำลังหมดหนทาง ทั้งผู้ที่พยายามจะแก้ไขปัญหาและผู้ที่ไม่เคยสนใจปัญหา

การจะแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบเราคงต้องเอาสาเหตุมาเรียบเรียงเพื่อค้นหาวิธีแก้ไขไปทีละขั้นทีละตอน ถ้าเราสรุปเบื้องต้นว่า “ความโลภ” คือสาเหตุของปัญหาเราคงต้องถามต่อว่า แล้วอะไรคือสาเหตุของความโลภ คำตอบ ที่ได้คือ “ความกลัว”

ความกลัวคือรากเหง้าของความโลภ เพราะเรากลัวจะขาดแคลนเราจึงกอบโกย เพราะเรากลัวคนอื่นจะกอบโกยเราจึงต้องยิ่งกอบโกย เพราะเรากลัวชีวิตเราจะไม่มั่นคงเราจึงพยายามทำทุกวิถีทางให้มันมั่นคง ฯลฯ แล้วเราจะแก้ไขความกลัวนี้ได้อย่างไร อะไรคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ความกลัวนั้นหมดไป คำตอบที่ได้คือเราจะต้องทำให้ทุกคนในสังคมเกิดความบริบูรณ์ทั้งกายและใจ

Areeya Metaya
Areeya Metaya

ตามหลักคิดง่ายๆหากทุกคนในสังคมมีความ “บริบูรณ์” ทั้งทางกายและทางใจ กล่าวคือมีกินมีใช้ไม่อดอยาก ทุกคนในสังคมมีปัจจัยพื้นฐานครบถ้วนบริบูรณ์ ชีวิตไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องใดๆ หากเจ็บไข้ได้ป่วยจะเอาเงินมาจากไหน หากแก่ชราทำงานไม่ได้จะมีชีวิตอยู่อย่างไร ฯลฯ

ดังนั้นจึงสรุปว่าเราจะต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยการสร้างความบริบูรณ์ นี้ก่อน แต่โจทย์ใหญ่คือเราจะทำให้ความบริบูรณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งเป็นความบริบูรณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกคนในสังคมไม่ใช่แค่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นด้วย

Areeya Metaya

หลักการและเหตุผล (Solution)

นับตั้งแต่เริ่มมีอินเตอร์เน็ตและเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์จนกระทั้งมีการใช้โทรศัพท์ประเภทสมาร์ทโฟนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กิจการยักษ์ใหญ่บางประเภทถูกโค่นล้มจนกลายเป็นอดีตภายในพริบตา บางองค์กรกลับเจริญเติบโตจนมีมูลค่าทรัพย์สินแซงหน้าธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนมากกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า มีธุรกิจเกิดใหม่จากกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้หลายล้านธุรกิจ เรื่องที่สำคัญที่สุดของกรณีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือ ปัจจัยนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบมหภาคให้กับโลกใบนี้ได้อย่างไรโดยใช้เวลาแค่ไม่ถึง 20 ปี เราจึงให้ความสนใจกับกรณีนี้เป็นพิเศษว่าเราอาจจะสามารถเอากระบวนการนี้มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่กำลังรุมเร้าโลกของเราในปัจจุบันนี้ (แบบมหภาค) ได้

แน่นอนคำตอบที่ได้คือ “เทคโนโลยี” และสิ่งนี้น่าจะทำให้เรา สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้นได้อย่างรวดเร็วและได้ขอบเขตที่กว้างไกล ที่ผ่านมาโลกได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการตลาดหรือด้านที่ทำให้คนสามารถโลภได้มากขึ้น บริโภคได้มากขึ้น ง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น แต่ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านตรงกันข้ามกับข้างต้นนั่นคือ การส่งเสริมให้ผู้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากขึ้น แบ่งปันกันมากขึ้น ใส่ใจดูแลทุกบริบทของสังคมมากขึ้น สามารถตรวจสอบความไม่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น ฯลฯ

Areeya Metaya

ประกอบกับช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีหลายตัวที่เคยเป็นแค่แนวความคิด เป็นแค่การทดลองเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ ได้ถูกพัฒนามาถึงจุดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงเช่น เทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” Artificial Intelligence (Ai) ซึ่งในอนาคตการตรวจวัดค่าความผิดปรกติหรือค่าความเป็นไปได้ต่าง ๆ จะมีการนำAi มาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น, เทคโนโลยี “อ้างอิงข้อมูลแบบปัจเจก”หรือ Blockchain ปัจจุบันเราจะเริ่มเห็นมีการเอาเทคโนโลยีบล๊อคเชนมาใช้กับสังคมด้านต่างๆบางแล้วเช่นการเกษตร การแพทย์ ฯลฯ จากแต่เดิมที่จำกัดอยู่เฉพาะในวงการการเงินดิจิตัลหรือ ICO (Initial Coin Offering), เทคโนโลยีการประเมินผลและจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (Big DATA & Data Mining) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่า การเป็นผู้ครอบครองฐานข้อมูลขนาดใหญ่คือมหาอำนาจที่แท้จริง แต่ถ้าฐานข้อมูลเหล่านั้นตกอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการแต่ผลประโยชน์ ผู้ที่จะเสียประโยชน์มากที่สุดก็คือประชาชนผู้ที่ไม่เคยรู้กลไกการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลเหล่านั้นเลย ดังนั้นวันนี้มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปฏิวัติการนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ในสังคม

การดำเนินงาน (Operations)

นี่คือที่มาของการเริ่มก่อตั้ง บริษัท อารียา เมตายา(วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาซอฟแวร์ที่มีเป้าหมายการดำเนินงานสูงสุดคือ “เราจะสร้างสรรค์อารยธรรมโลกใหม่ให้บริบูรณ์ด้วยความรักความเมตตา” ภายใต้นโยบายการดำเนินงานหลักสามประการคือ

1) ใส่ใจต่อผลกระทบกับทุกบริบทของสังคม (Care)
2) แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน (Share)
3) โปร่งใสและบริสุทธิ์ ยุติธรรม (Fair)