Areeya Metaya Blog

ฉันฝันว่าสักวันจะตื่นขึ้นมาพบกับโลกที่ไร้ซึ่งความวิตกกังวลใดๆ โลกไม่ต้องพยายามต่อสู้ดิ้นร้นเพื่อความอยู่รอด โลกที่เต็มไปด้วยพืชพันธ์ธัญญาหารโดยไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ โลกที่ฉันจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้โดยไม่มีการแบ่งแยก โลกที่จะทำให้ฉันรู้สึกมีคุณค่าแม้ว่าฉันจะเป็นแค่คนทำความสะอาดถนน โลกที่ทุกคนจะรักใคร่กลมเกลียวมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ราวกับเป็นพี่เป็นน้องกัน

.

มันคงจะเป็นแค่ความฝันในจินตนาการของคนสติเฟื่องเท่านั้น หากวันนี้เราได้แต่ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนด โดยมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เพียงเพื่อไขว่คว้าหาเครื่องปลอบประโลมที่เรียกว่าความสุขแบบปลอม ๆ เพียงเพื่อประทังจิตวิญญาณให้ยังสามารถเป็นเครื่องจักรที่ว่าง่ายไปจนกว่ามันจะเสื่อมสภาพใช้การไม่ได้ และก็ต้องยอมจำใจส่งมอบความกลัวนี้ให้กับลูกหลานต่อไปอย่างรู้จักจบสิ้น

หากท่านคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน ท่านอาจจะเป็นคนชั้นกลางที่มีกินมีใช้ไม่ขัดสน แต่ท่านลองสำรวจความรู้สึกลึก ๆ แบบไม่หลอกตัวเองดูอีกทีสิว่า ท่านยังมีความกลัวหลงเหลืออยู่ไหม ความกลัวที่มันแอบซ่อนอยู่ในทุกอณูของชีวิต ท่านยังกลัวไหมว่ากิจการของท่านจะไม่เจริญก้าวหน้า กลัวไหมว่าจะสู้กับคู่แข่งไม่ได้ กลัวไหมว่าหากวันหนึ่งต้องประสบกับวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดฝันท่านอาจจะไม่เหลืออะไรเลย ฯลฯ

ซึ่งที่มาของความกลัวนี้มันได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากใครคนหนึ่ง ซึ่งเขาได้ส่งมอบความกลัวนี้มาในรูปของ สิทธิเสรีภาพ, กรรมสิทธิการถือครองโดยชอบธรรม, ความยุติธรรม, ข้อกำหนดต่างๆที่เป็นไปเพื่อความสุข ซึ่งหากมองเผินๆดูเหมือนทุกเรื่องที่ยกมาล้วนเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่ที่จริงมันเป็นไปเพื่อเอื้อต่อกลไกที่เขาสร้างขึ้นมาทั้งสิ้นเช่น เสรีภาพทางการค้า(ทุนนิยม)ซึ่งผู้ที่ได้เปรียบคือผู้ที่มีทุนมาก ยิ่งมีทุนมากก็ยิ่งทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบมาก ยิ่งเอาเปรียบมากก็ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาก และนี่คือสาเหตุของปัญหาต่างๆที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความยากจน ปัญหาสังคมและศีลธรรม ปัญหายาเสพติด ฯลฯ


หากเราเห็นปัญหาแล้วเราจะต้องทำอย่างไร..? ในเมื่อคนทั้งโลกเขาก็ทำกันแบบนี้ คำตอบคือเราคงต้องลองเปิดใจมองหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่วิธีเดิมๆ จากที่โลกใช้การขับเคลื่อนด้วย “ความกลัว” กลัวจะได้น้อย กลัวจะแพ้ กลัวไม่มั่คง กลัวจะไม่พอ กลัวจะสูญเสีย ฯลฯ ลองเปลี่ยนมาเป็นด้านตรงข้ามอย่างเช่น การให้การแบ่งปัน(Share) การดูแลเอาใส่ต่อทุกบริบททางสังคม(Care) การบริสุทธิ์ใจโปร่งใส(Fair) หรือที่เรานิยามสั้นๆว่า “อารยธรรมแห่งความเมตตา” ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้นำทางจิตวิญญาณในอดีตได้เคยเบิกทางและพยายามทำให้เกิดสังคมแบบนี้มาแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเราก็ถูกสร้างความกลัวที่มาในรูปของการพึ่งพาทางจิตวิญญาณซ้ำเติมให้เรายิ่งบอบซ้ำและไร้อิสรภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก



อนิจาเราไม่เคยรู้เลยว่ากำลังโดนหลอก เราไม่เคยรู้เลยว่าเราสามารถออกจากวงจรอัปยศนี้ได้ เราไม่รู้เลยว่าเราสามารถสร้างสมการแห่งการมีชีวิตใหม่ได้ เพียงแค่พร้อมใจกันลงมือทำสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น หากมองไปในอนาคตอีก 100 ปี ข้างหน้า วันที่ลูกหลานของเราค้นพบความลับเหล่านี้ เขาคงจะแอบตำหนิพวกเราที่วันนี้เรารู้แล้วว่าอะไรคือปัญหา แต่เราก็ได้แต่นิ่งดูดายไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อพวกเขา


บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาช่วยกันสร้างแบบแผนใหม่ที่เป็นอิสระ มาช่วยกันปลดเปลื้องพันธการที่ร้อยรัดเราไม่ให้สามารถมีเสรีภาพในความหมายที่แท้จริง ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาประกาศภารดามใหม่ของมวลมนุษยชาติร่วมกัน และนี่คือจุดเริ่มของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยพลังแห่งปัญญา นี่คือจุดเริ่มต้นของอารยธรรมในฝันที่จะเป็นที่พักพิงของเราทุกคน นี่คือ “ชุมชน อารียา เมตายา”


อารียา เมตายา


ปล.ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านต่างๆ, เป็นผู้มีฐานะดีหรือด้อยโอกาส, เป็นผู้มีบทบาทหน้าที่หรือมีอำนาจในภาคส่วนต่างๆ ขอเชิญมาช่วยกันสร้างอารยธรรมแห่งการให้นี้ร่วมกัน ได้ที่นี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *



  • บทความล่าสุด

  • TAG

  • เมษายน 2021
    จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
     1234
    567891011
    12131415161718
    19202122232425
    2627282930