หนังสืออารียา เมตายา จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ เล่ม 2 (ปกอ่อน)

450.00฿

สินค้าหมดแล้ว

คำอธิบาย

คํานิยม (ประมวล เพ็งจันทร์)

กับหนังสืออารียา เมตายา เล่มที่ ๒ “จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ” คือตำนานพระเจ้าเลียบโลกของพวกเรา ผู้เกิดมาหลังกึ่งพุทธกาล ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ในสังคมไทยได้บอกให้รู้ว่า หลังพุทธปรินิพพานไปแล้วนับพันปี ได้มีพุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งสร้างบ้านแบ่งเมืองขึ้นบนแผ่นดินที่เรียกชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ ในปัจจุบันนี้ และพร้อมกับการสร้างบ้านแบ่งเมืองให้เป็นที่อยู่อาศัยทางกายภาพนั้น บรรพชนเหล่านั้นได้สร้างตำนานเมืองให้เป็นที่อยู่อาศัยในทางจิตวิญญาณด้วย

ความหมายและคุณค่าของตำนานเมืองอยู่ที่การบอกเล่าให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาสู่ดินแดนอันเป็นที่ตั้งแห่งเมืองนี้และได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า ณ ที่แห่งนี้ ต่อไปในอนาคต จะเป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารต่างๆ  พร้อมทั้งจะมีความเจริญรุ่งเรืองด้วยศิลปะวิทยาการต่างๆ อันจะทำให้ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ผู้อยู่อาศัยในเมืองนี้ มีความร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองของพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมและพระองค์ได้ทรงแสดงหมุดหมายแห่งเมืองไว้ด้วยสัญญาลักษณ์ต่างๆ อาทิประทับรอยพระพุทธบาทไว้ หรือหลักฐานอื่นไปอันเป็นเครื่องยืนยันว่า พระพุทธองค์เคยเสด็จมา ณ ที่นั้นๆ

ตำนานประจำถิ่นจะบอกเล่าเรื่องราวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ให้เชื่อมโยงกับหลักฐานทางภูมิลักษณะของถิ่นนั้นๆ เช่น ก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายหมอนได้ถูกแสดงให้มีความหมายว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาได้มาบรรทม ณ ที่แห่งนี้ แล้วหมอนที่พระพุทธองค์ทรงหนุน ได้กลายมาเป็นก้อนหินก้อนนี้

หัวใจสำคัญของตำนานประจำถิ่นเหล่านี้คือการเชื่อมร้อยจิตใจของผู้คนให้ผูกสัมพันธ์กับองค์พุทธะ เพื่อให้เหล่าอาณาประชาราษฎร์ได้มีศรัทธามั่นคงในวิถีแห่งทานศีลภาวนาซึ่งจะนำพาไปสู่เป้าหมายคือการได้ประจักษ์แจ้งสภาวะอันมีอยู่ในตน ซึ่งถูกเรียกโดยชื่อที่แตกต่างกัน อาทิเช่น พุทธภาวะ จิตพุทธะ จิตประภัสสร จิตรเดิมแท้ จิตต้น จิตพระเจ้า ตำนานแต่ละถิ่นเหล่านี้ ต่อมาได้ถูกรวบรวมแล้วเรียบเรียงให้มีความไพเราะงดงามทางวรรณศิลป์ภายใต้ชื่อว่า ”ตำนานพระเจ้าเลียบโลก”

ตำนานพระเจ้าเลียบโลกเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่ายิ่ง เพราะเป็นบ่อเกิดและที่มาของความหมาย และคุณค่าทางความเชื่อเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทพระธาตุเจดีย์ และปูชนียสถานต่างไปทั่วประเทศไทย

ตำนานพระเจ้าเลียบโลก ได้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งพาอาศัยในทางจิตวิญญาณของบรรพชนไทยในอดีตกาลที่ผ่านมา เป็นเหมือนบ้านอยู่อาศัยให้ปลอดพ้นจากภัยคือความโลภ ความโกรธและความหลงมาเป็นเวลานาน แต่มาบัดนี้บ้านหลังนี้ได้ชำรุดทรุดโทรมจนมิสามารถบังฝนคือความโลภ บังแดดคือความโกรธและบังลมคือความหลงได้ดังแต่ก่อนเสียแล้ว เรื่องราวที่ถูกบอกเล่าถึงการเสด็จมาของพระพุทธองค์เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเหลวไหลไร้สาระ หินที่เป็นอยู่ก็เป็นแค่หินมิใช่รอยพระพุทธบาท ไม่ใช้หมอนที่พระพุทธองค์เคยหนุนนอนอีกต่อไป นี่คือเรื่องราวของผู้คนหลังกึ่งพุทธกาล

ตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่เหล่าบรรพชนได้สร้างสรรค์ไว้ได้เลือนหายไปจากสำนึกรู้ของพวกผู้เกิดมาหลังกึ่งพุทธกาล อารียา เมตายา เป็นตำนานนิยายบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นตำนานธรรมของผู้คนแห่งยุคหลังกึ่งพุทธกาล นี้คือเรื่องราวอันเป็นตำนานธรรมของพวกเราทุกๆ คน

ความหมายที่แท้จริงของตำนานธรรมมิได้อยู่ที่เรื่องราวและเหตุการณ์ของวัตถุภายนอก หากแต่เป็นเรื่องราวและเหตุการณ์ภายในใจของตัวเราเอง

ตำนานพระเจ้าเลียบโลกเป็นตำนานธรรมของผู้คน ซึ่งมีชีวิตอยู่ด้วยจิตวิญญาณที่ผูกสัมพันธ์อยู่กับพระเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นแสงสว่างอยู่ภายในใจของแต่ละคน ความหมายและคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ของบรรพชนเหล่านั้นคือการได้รู้แจ้งในอริยสัจธรรมอันเป็นสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่ภายในใจตนเอง

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นสัจจะภาวะอันประเสริฐ (อริยสัจ) ภายในใจตน และสัจจะภาวะความหมายเป็นวิมุตติวิสัย (Subjective) แต่เมื่อมาถึงยุคสมัยของพวกเราผู้มีชีวิตอยู่แล้วกึ่งพุทธกาล อริยสัจถูกทำให้มีความหมายแปรเปลี่ยนไปเสพสัจจะภาวะเชิงวัตถุวิสัย (Objective) พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่อแสวงหาความหมายและคุณค่าจากโลกภายนอกอันเป็นวัตถุวิสัย และด้วยความมุ่งหมายไปสู่โลกแห่งวัตถุภายนอกนี้นี่เอง ที่ทำให้พวกเราต้องเผชิญกับโลกที่มืดมัวและพร่าเลือน

การแปรเปลี่ยนความหมายจากจิตวิสัย ให้เป็นวัตถุวิสัยนี้ ให้ดูตัวอย่างได้จากความหมายของกาลเวลา (Time) เวลาในความหมายแบบพุทธดั้งเดิมนั้นเป็นไปในมิติขวางจิตวิสัยกล่าวคือ ความหมายของเวลาเป็นเรื่องของจิตวิญญาณภายในตนเอง ตัวอย่างเช่นเวลาในภพภูมิต่างๆ จะมีความหมายแตกต่างกัน กล่าวคือความยาวนานของกาลเวลาจะไม่เท่ากัน ดังมีคำกล่าวว่า หนึ่งวันของเทวดาบนสวรรค์ยาวนานกว่าเวลานับร้อยปีของมนุษย์โลกนี้ ทั้งนี้เพราะสภาวะจิตของเทวดาและมนุษย์แตกต่างกัน

แต่เมื่อมาถึงยุคสมัยปัจจุบันของพวกเรา เวลาถูกทำให้มีความหมายเป็นวัตถุวิสัย กล่าวคือความหมายของเวลาเป็นเรื่องของเรื่องวัตถุภายนอก คือถูกกำหนดหมายจากการโคจรของโลกวัตถุ จึงมิใช่การโคจรของจิตวิญญาณตามคติพุทธแบบเดิม

ความหมายของเวลามิได้อยู่ที่การหมุนเปลี่ยนของจิตใจ แต่ไม่อยู่ที่การหมุนเปลี่ยนของวัตถุภายนอก ความหมายและคุณค่าของเวลาที่เป็นจิตวิสัยได้เลือนหายไปจากความสำนึกรู้ของพวกเรา และเพราะการสูญเสียความสำนึกรู้นี้ที่นำให้พวกเราต้องมีชีวิตอยู่ในความหมายของวัตถุวิสัย อันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การประจักษ์แจ้งพุทธภาวะในตนเองเป็นไปได้ยากยิ่ง

พุทธตำนานนั้นเป็นเรื่องราวอันมีความหมายทางจิตวิสัย ดังนั้น เมื่อมาศึกษาพุทธตำนานเพื่อค้นหาความหมายทางวัตถุวิสัยจึงพบแต่ความหมายอันไร้สาระ “อารียา เมตายา” คือคำเชิญชวนผู้อ่านให้กลับมาสัมผัสรู้ความหมายทางจิตวิสัยภายในตนเอง กลับมาศึกษาเรียนรู้ตำนานพระเจ้าเลียบโลกแห่งยุคหลังกึ่งพุทธกาล เป็นตำนานธรรมภายในใจของตนเอง

อารียา เมตายา จะนำพาผู้อ่านไปสัมผัสความหมายแห่งพุทธภาวะ คือจิตรู้ซึ้งสถิตอยู่ภายในตัวของท่านเอง แม้ท่านจะยังไม่รู้เห็นแต่พุทธภาวะนั้นมีอยู่แล้วในตัวท่านตั้งแต่ต้น การมีอยู่ของพุทธภาวะนั่นอุปมาได้กับความหมายของการมีอยู่แห่งดวงอาทิตย์เมื่ออยู่ภายในบ้านที่มีหลังคาและฝาผนังบ้านที่ปกปิดมิดชิด เราไม่อาจมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ แต่เราก็รู้ได้ว่ามีดวงอาทิตย์ส่องมาจากฟากฟ้าอันไกลโพ้น แสงสว่างที่ส่องให้ตามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ก็เป็นแสงแห่งดวงอาทิตย์ ไออุ่นที่สัมผัสได้ด้วยกายก็เป็นไออุ่นจากดวงอาทิตย์ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ความหมายแห่งพุทธภาวะก็เป็นฉันนั้น

พุทธภาวะหรือจิตรู้นี้ แม้จะยังไม่ได้ประจักษ์แจ้ง เพราะยังมีเมฆหมอกแห่งความคิดเคลือบแคลงสงสัยห่อหุ้มปกคลุมอยู่

แต่ขอให้รู้เถิดว่า ความรู้สึกนึกคิดจำได้หมายรู้ต่างๆ อันปรากฏอยู่ ณ ขณะปัจจุบันนี้ ล้วนมีมาจากพุทธภาวะ เหมือนดั่งแสงสว่างและไออุ่นมีมาจากดวงอาทิตย์ ฉะนั้น

อารียา เมตายา คือยานที่จะนำพาผู้อ่านไปท่องโลกอันเป็นจิตวิสัย ดังนั้นจึงไม่ควรอ่านเพื่อสืบค้นความหมายของโลกอันเป็นวัตถุวิสัย ด้วยข้อสงสัยว่าอะไรที่ไหนอย่างไรและเมื่อไหร่ ขอให้อ่านจากตัวอักษรของหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นเครื่องนำพาไปสู่การอ่านความหมายภายในใจตนเอง

นี้คือตำนานธรรมของตัวเราเอง ตัวเราเองนี้แหล่ะคือวีรบุรุษ วีรสตรี ที่กำลังทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อปกป้องคุ้มครองโลกนี้ให้รอดพ้นจากภัยอันตราย และนำโลกให้เป็นบ้านแห่งศานติสุขของสรรพชีวิตทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง

บ้านแห่งศานติสุขจะบังเกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยพลังอำนาจแห่งเมตตาธรรมและการุณธรรมของพวกเราแต่ละคนทุกคน ขอให้อารียาเมตายา จงได้เป็นบ่อเกิดแห่งเมตตาธรรมและการุณธรรมของผู้อ่านทุกท่าน

.
ประมวล เพ็งจันทร์
13 ตุลาคม 2565
https://youtu.be/WYYrc8mikcw

 


คํานิยม (เมตตา อุทกะพันธุ์)

หนังสือเล่มนี้ “อารียา เมตายา 2” เขียนโดยพระพุทธเจ้า ที่เรารู้จักกันดี คือ พระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งเดิมเชื่อว่าจะกลับมาอุบัติหลังจากพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมได้สูญสลายไปแล้วจากโลก และต้องรอเวลาจนถึงช่วงที่โลกวิวัฒนาการจนมนุษย์มีอายุประมาณ 80,000 ปี ซึ่งนึกภาพไม่ออกเลยว่ายาวนานขนาดไหน

เป็นข่าวดีที่ทราบจากหนังสือ “อารียา เมตายา 2” ซึ่งเขียนโดยพระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรยว่า มนุษย์ไม่ต้องรอยาวนานขนาดนั้น เพราะพระศรีอริยเมตไตรยได้อุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ ในยุคปัจจุบันนี้ และเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ทำไมจึงต้องรีบมาอุบัติก่อนเวลาที่กำหนดไว้ เหตุผลสำคัญคือ โลกในยุคปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเวลาอันตรายอย่างสุดขีด พร้อมจะแตกสลายลงในเวลาไม่นานนี้ อันเนื่องมาจากพลังงานด้านลบที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือยไม่ระมัดระวัง สร้างมลพิษให้เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างเกินขนาดที่ธรรมชาติจะรับได้ อีกทั้งจิตวิญญาณของมนุษย์เองก็ตกต่ำลงอย่างมากมาย อันเกิดจากความเสื่อมทางด้านคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ที่เกิดจากความชั่วร้ายที่มาจากจิตใจที่ต่ำทรามของมนุษย์ สงครามมีทั่วโลก ในทุกหย่อมหญ้า รูปแบบของสงครามก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นสงครามเชิงเศรษฐกิจ การแก่งแย่งทรัพยากรของโลกที่มีจำนวนจำกัด ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นสร้างความเดือดร้อนให้มนุษย์ทั่วโลก ยิ่งกว่าสงครามนิวเคลียร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก ซึ่งมีผลต่อการดำรงอยู่อย่างสมดุลของโลก เป็นเหตุนำมาซึ่งการล่มสลายของโลกก่อนเวลาอันควร

ด้วยเหตุนี้พระศรีอาริยเมตไตรยจึงจำเป็นต้องลงมาอุบัติในยุคนี้ เพื่อแก้ปัญหาให้กับโลกโดยเร่งด่วน นำเอาความเป็นอยู่ในแบบที่เราเคยได้ยินกันมาที่เรียกกันว่าโลกยุคพระศรีอารย์หรือยุคศิวิไลซ์ ที่ผู้คนจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเป็นธรรมชาติที่มีความสุข สงบ ศานติกันถ้วนหน้า ดำรงอยู่อย่างพี่น้องผองเพื่อนที่มีความรักความเมตตาต่อกัน อยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แลกเปลี่ยนสินค้าที่ตนผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้เงินทอง ไม่มีใครรวยใครจน ทุกคนเสมอภาคกันหมด ไร้การเบียดเบียน ไร้การแบ่งแยกและแก่งแย่ง ซึ่งดูเหมือนเป็นสังคมอุดมการณ์ที่ดูจะเป็นไปได้ยาก แต่จริงๆ สังคมอุดมการณ์ดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นแล้วในเวลาอันไม่นานเกินรอ รุ่นเรา รุ่นลูก รุ่นหลานของเราจะได้พบเจอแน่นอน

ดิฉันอ่านหนังสือ “อารียา เมตายา 2” ด้วยความทึ่งในการเล่าเรื่อง และเกิดความมั่นใจว่าผู้เล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้ คือ พระศรีอริยเมตไตรย เพราะเหตุการณ์ที่ท่านเล่าไว้ในสมัยพุทธกาลคือเมื่อประมาณ 2500 ปีมาแล้ว ที่ได้กลับไปพบเจอพระพุทธเจ้าสมณโคดมก็ดี พุทธประวัติที่เกิดในประเทศไทย มิใช่ประเทศอินเดีย โดยมีหลักฐานคือชื่อตำบล อำเภอ หรือซากปรักหักพังของโบราณสถาน ที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เห็น เป็นหลักฐานว่า สถานที่ๆ พระพุทธเจ้าสมณโคดม ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน อยู่ในประเทศไทยเรานี้เอง

พุทธประวัติที่ผู้เขียน คือ พระศรีอริยเมตไตรย บรรยายไว้ เกี่ยวกับตอนสำคัญๆ ตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้แบบไหน อย่างไร การสอนธรรมด้วยระบบจิตสู่จิต ที่ทำให้ผู้คนบรรลุธรรมกันอย่างมากมาย และง่ายดาย ซึ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่รายละเอียดที่พระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรยนำมาเล่ากลับดูเป็นจริง และดูสมเหตุสมผลที่เป็นไปได้ทั้งสิ้น

ภารกิจสำคัญที่พระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย ต้องลงมาอุบัติในช่วงเวลานี้ก็เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของโลก คือ การยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการล่มสลายของโลกอันเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นเหตุให้โลกขาดสมดุล และพร้อมจะล่มสลาย ถ้าไม่มีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนทันการณ์

คำถามคือ การเปลี่ยนจิตวิญญาณให้คนจำนวนอย่างน้อย 5000 ล้านคนจาก 7000 ล้านคน มาเป็นจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า หรือจิตวิญญาณของพระเจ้า เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ แต่สำหรับดิฉันแล้วขอบอกว่าเป็นไปได้ และต้องเป็นไปได้แน่นอน ถ้าไม่เชื่อคุณต้องลงมืออ่านหนังสือเล่มนี้เอง แล้วคุณจะทึ่งกับข้อมูลหลายๆ อย่างที่เขียนโดยผู้ชายที่ดูภายนอกก็เป็นเพียงคนธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งไม่เคยศึกษาพุทธศาสนามาก่อน แต่เขาสามารถเขียนเรื่องราวอันแสนมหัศจรรย์ที่เป็นจริงและเป็นไปได้ ด้วยว่าเขาเขียนด้วยจิตวิญญาณของความเป็นพระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย

สมมุติว่าคุณอยู่ในยุคเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว และมีคนมาบอกคุณว่า ต่อไปอีกประมาณ 2,500 ปี ผู้คนจะมิได้เดินทางด้วยช้าง ม้า เกวียน แต่จะเดินทางด้วยพาหนะที่วิ่งด้วยความเร็วสูง โดยใช้พลังงานบางอย่างเป็นตัวขับเคลื่อนบนถนนหนทางที่สร้างไว้เป็นอย่างดี มีพาหนะที่สามารถเดินทางไปในอากาศอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าพาหนะบนท้องถนนที่ว่าเร็วแล้ว ผู้คนจะอยู่กันบนตึกเป็นร้อยชั้น และขึ้นลงด้วยตู้เล็กๆ ที่จอดได้ทุกชั้นตามที่อยู่ของตน ผู้คนจะสามารถติดต่อกันได้ทุกมุมโลกและสามารถมองเห็นหน้ากันได้ด้วย โดยผ่านกระจกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย องค์ความรู้ต่างๆ รวมทั้งดูหนัง ดูละครฟ้อนรำและฟังเพลง จากกระจกสี่เหลี่ยมนี้อันเดียว คุณก็คงไม่เชื่อ ใช่ไหม แต่คุณก็ประจักษ์แจ้งแล้วว่ามันเป็นจริง

ดังนั้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังเจริญอย่างขีดสุด น่าจะมีเทคโนโลยีบางอย่างที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาให้โลกโดยสามารถเปลี่ยนจากจิตวิญญาณหยาบของมนุษย์ให้กลายเป็นจิตวิญญาณละเอียด คือ เป็นจิตพุทธะกันได้เป็นจำนวนมากมายมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยวิธีจัดการกับสมองของมนุษย์หรืออะไรก็ตามที่เรายังนึกไม่ออกในเวลานี้ เพื่อรักษาสมดุลของโลกไว้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่โลกจะล่มสลายไป โดยอาจมีเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นแรงกระตุ้น หรือ มาบอกทุกคนบนโลกว่าถ้าคุณไม่รีบแก้ปัญหา ทุกคนจะต้องตายกันหมด เพราะการล่มสลายของโลก โดยส่งสัญญาณให้มนุษย์ได้รับรู้ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การเกิดโรคระบาดโควิด 19 ที่มาจากความไม่สมดุลของโลกที่ทำให้ผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้เกิดการผลิตยาฉีดเพื่อป้องกันโรคระบาดดังกล่าวให้มนุษย์ทั่วโลก

ถ้าคุณยังไม่เชื่อว่ายุคศิวิไลซ์ในแบบของพระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรยกำลังจะเกิดขึ้นในโลกนี้ในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้ คุณต้องลงมืออ่านหนังสือ “อารียา เมตายา 2” คุณจะได้คำตอบที่น่าทึ่ง น่าอัศจรรย์ เป็นเหตุเป็นผล ที่คุณจะปฏิเสธไม่ได้ และหวังว่าคุณจะเป็นผู้หนึ่งที่จะช่วยกันเป็นกำลังสำคัญในการปรับเปลี่ยนโลกใบนี้ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามาในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ด้วยการยอมรับที่นี่เดี๋ยวนี้ บัดนี้ ทันทีว่าคุณคือพระพุทธเจ้าแล้ว ด้วยการเติมเต็มความรักความเมตตาให้กับตัวคุณเองอย่างสุดหัวใจ เพื่อให้ความรักความเมตตานี้เอ่อล้นออกมาเผื่อแผ่ให้กับเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายที่มีหัวใจแห่งพุทธะดวงเดียวกัน พร้อมที่จะมีความรักความเมตตาให้แก่กันและกัน โดยไม่มีเงื่อนไข จงมีความเชื่อมั่นและศรัทธาว่า “ข้า (คือ) พระพุทธเจ้า ข้า (คือ) พระเจ้า” อย่างสมบูรณ์แล้ว ถ้าทุกคนร่วมใจกันเชื่อและศรัทธาอย่างมั่นคงในความเป็นพุทธะของตน อย่างน้อยจะเป็นการช่วยชะลอการล่มสลายของโลกที่กำลังมาถึงในทุกเวลานาทีนี้ไว้ได้ เพื่อเราจะได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาวิกฤตของโลกใบนี้ด้วยกันอย่างยั่งยืนสถาพรสืบต่อไป

 

เมตตา อุทกะพันธุ์
ผู้บรรยายธรรม เถรวาทวิถีเซ็น
อดีตประธานกรรมการ
บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

 


คํานิยม (White Lady)

มหัศจรรย์แห่งความรู้สึกสำนึกในบุญคุณ ที่ได้กลับมาพานพบ “สู่จิตวิญญาณเดิมแท้” ในตนเอง จากหนังสือ “อารียา เมตายา”

๏ นี่ก็ถือว่า… ข้าพระเจ้ามีบุญ ~ วาสนา ที่ได้รับรางวัลชีวิตอันมีคุณค่าสูงสุดแล้ว

๏ ขอกล่าวว่า… ความรู้สึกที่ได้รับมันมีมากเกินกว่า ที่จะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้มากนัก !

เพราะความรู้สึกของข้าพระเจ้า…จากเมื่อก่อนพบกับตอนนี้มันต่างกันมาก !

๏ อารียาฯ ทำให้เห็น “เหตุแห่งทุกข์” มันมาจากอะไร การล่วงพ้นออกจากทุกข์เราจะต้องทำอย่างไร ?

๏ ในทางศาสนาก็สอนกันมาเยอะ และ ข้าพระเจ้าก็ได้เรียนรู้มาพอควร

พอเจอทุกข์ ข้าพระเจ้าก็วางทุกข์นั้นๆ ลงยากมาก เพราะข้าพระเจ้าพึ่งพิงสิ่งภายนอก และติดในความรู้ที่ร่ำเรียนมา

๏ ข้าพระเจ้าคิดว่า ..

~ เพราะกิเลส ตัณหา อุปาทาน

~ เพราะ โลภะ โทสะ โมหะ

~ เพราะนั่น เพราะนี่

แต่มันเป็น สิ่งภายนอกทั้งนั้นเลย เราไม่เคยย้อนกลับมาที่ตนเองเลย

๏ เราจึงไม่รู้ว่า…“สัจธรรม ที่แท้จริงคือ อยู่ในตนเองนี่แหละ”

ถ้าจะเปรียบเทียบพระธรรมของพระพุทธองค์ มีมากมายเสมือน “ใบไม้ในป่า” ที่ว่ามี 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่เมื่อใดที่ท่านจะรู้จักสัจธรรมที่แท้จริงมีอยู่แค่ “ใบไม้ในกำมือเดียว” ที่มีขันธ์5 อาศัยอยู่ในกายยาววา~หนาคืบ ในตัวตนของเรา แค่นี้เอง ๆ !

๏ นี่แหละคือ… การย่นย่อเอา “ใบไม้ในป่า (ความรู้)”มาเป็น… “ใบไม้ในกำมือ (การรู้)”

๏ นี่คือ… สิ่งที่ข้าพระเจ้าได้รับจาก อารียาฯ นี่คือ.. มารู้จักกลไกจักรวาลในตนเอง เมื่อใดที่เราสามารถสัมผัสการเป็นหนึ่งเดียวกับ จิตเดิมแท้ในตนเองได้แล้ว นี่แหละคือ แก่นที่ทำให้ข้าพระเจ้าค้นพบเหตุแห่งทุกข์ คือ อวิชชาในตนเองได้ชัด !

๏ เมื่อข้าพระเจ้าได้รู้จักศักยภาพในตนเอง สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาในโลกนี้ ทำให้ข้าพระเจ้าได้รู้ว่า… ตนเองคือใคร, มาจากไหน, มาทำอะไร เวลามีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น ข้าพระเจ้าแยกแยะออกว่า… สิ่งไหนกำลังทำงาน

เราสามารถจะเลือกเฟ้น สัจธรรม รู้ ละ ปล่อย วาง ทุกสภาวะอารมณ์ได้อย่างอ่อนน้อมและสำนึกรู้คุณ อย่างซาบซึ้ง ในหัวใจ !

๏ ข้าพระเจ้าจะขอบอกว่า… ทุกวันนี้ ข้าพระเจ้าสำนึกรัก ขอบคุณ & ขอบคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในกายตน และ เคารพผู้อื่น ไม่ถือโทษ โกรธง่าย เหมือนก่อน เพราะได้รับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีในทุกสรรพสิ่งเสมอภาคกัน !

นี่แหละเป็นสิ่งที่ล้ำค่า เกินกว่าจะเปรียบเทียบเป็นเงินทองได้ทั้งสิ้น ยิ่งใหญ่กว่าการได้ถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่1 เพราะเงินไม่สามารถซื้อมรรคผลนิพพานได้เลย คือ….ความเป็นหนึ่งเดียวของจิตสำนึก & จิตวิญญาณพุทธะนี้ได้เลย ! “ประจักษ์แจ้งสัจธรรมแท้จึงจบกิจ”

๏ ขอบคุณ- เพราะสำนึกใน “คุณค่าของจิตพุทธะ” นี่มีมากมายเกินประมาณค่ะ

๏ ท่านจะมั่งคั่งด้วย “อริยทรัพย์” ยิ่งกว่าถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่1

๏ ถ้าจะเปรียบบุคคล 4 ประเภท

มืดมา > มืดไป

มืดมา > สว่างไป

สว่างมา > มืดไป

สว่างมา > สว่างไป

๏ ขอกล่าวว่า…ท่านมีบุญมากแล้ว ที่ท่านได้พบ อารียาฯ ขอให้ทุกท่านจงได้พบจิตวิญญาณเดิมแท้ >จิตพุทธะ ที่บริสุทธิ์ของตน ด้วยตนเองเทอญ

 

White Lady
6 ก.พ.2566
ณ มณฑลแห่งพลัง

 


คํานิยม (ภาริวารี)

การเดินทางทางจิตจากหนังสืออารียา เมตายาเล่มแรกของทิมที่เดินทางไปยังโลกคู่ขนานที่ชื่อว่าดาวทึงร่า ได้มอบความตื่นตาตื่นใจ ทั้งสร้างแรงปรารถนาให้ความเป็นดาวทึงร่าอยู่ในโลกที่เรากำลังพักพิงอยู่นี้ ทำให้สำนึกเราเปลี่ยนจากความอยากได้อยากมีอยากเป็นแบบเอาเข้าตัว มาเป็นการเอาออก (แบ่งปัน) ความรักที่ไร้เงื่อนไข ด้วยความเข้าใจในทุกสรรพสิ่ง ด้วยการเริ่มต้นจากรักตัวเอง รักสรรพสิ่งและรักพระเจ้าจากระยะเวลานั้นที่ฟูมฟักและกล่อมเกลาจิตสำนึกจนยอมรับสู่การเป็นอารียา เมตายา

นี่คือช่วงเวลาที่งดงามที่จะให้พวกเราได้พบกับหนังสือเล่มที่ ๒ จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ ทำไมถึงรู้สึกว่ามีความบังอาจใช้ชื่อนี้นะ ทิมกำลังจะพาเราร่วมเดินทางทางจิตไปเชื่อมโยงกับอะไรหรือ และอะไรคือประโยชน์สูงสุดที่เราพึงจะได้จากหนังสือนี้

จักรพรรดิพันมือพันศีรษะต่างกับโพธิสัตว์พันมืออย่างไรเมื่อพูดถึงโพธิสัตว์พันมือทุกคนจะระลึกถึงภาพเจ้าแม่กวนอิมที่มีพันมือภาพสื่อถึงการเสียสละอย่างสูงของท่านที่ทำงานเพียงลำพังผู้เดียวเพื่อช่วยคนนับไม่ถ้วนให้พ้นภัย ชวนคิดนะว่าถ้ายุคที่มีโพธิสัตว์พันมือมารวมกันเป็นจักรพรรดิพันคน โลกใบนี้จะสดใสงดงามขนาดไหนและถ้าเหล่าจักรพรรดินั้นคือผู้ที่เคยมุ่งมั่นการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์จนได้กลับสู่อ้อมกอดพระเจ้า (บ้านนิพพาน) แล้วล่ะ

คำถามคือ

๑. หากท่านคือจักรพรรดิที่บรรลุพร้อมกลับบ้านจักรวาล ท่านจะเสียสละมาเผชิญทุกข์อีกอย่างน้อย20ภพชาติเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตให้โลกยังศิวิไลซ์ต่อเนื่องเพื่อรองรับยุคพระศรีอารย์ไหม? ถ้าตัดสินใจ
๒. อะไรคือคุณสมบัติความเป็นพุทธะของจักรพรรดิ
๓. แล้วจักรพรรดิเหล่านี้ต้องมาทำภารกิจอะไรกันหรือ?
๔. ทำไมเขาต้องเสียสละความสุขนิรันดร์มากมายขนาดนั้น?

หนังสือนิยายตื่นรู้อารียา เมตายา เล่มที่ ๒ (จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ) นี้มีทุกคำตอบให้กับทุกคำถาม จนแทบไม่เชื่อเลยว่าจะเป็นแค่นิยาย มันเหมือนจริง ลงมือทำได้จริงเห็นผลทันใจ เหตุเพราะถ้าท่านผู้อ่านค้นพบว่า แท้ที่จริงท่านอาจคือหนึ่งในภารกิจจักรพรรดิพันมือพันศีรษะนี้ ท่านประจักษ์ว่าท่านเป็นจิตอันประเสริฐดั่งพุทโธ (ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน)

ท่านสามารถแสดงออกอันประเสริฐเป็นธัมโม(ธรรมชาติ) แบบไม่ต้องพยายามแสดงจนส่งผลในการสร้างสรรค์สิ่งประเสริฐเป็นสังโฆ (สังคา,สังคม) ที่ทรงคุณค่าให้โลกได้อย่างทรงพลังทรงคุณค่าและงดงาม ฉันเข้าใจฉันในตัวตนฉัน จนฉันค่อยๆเติบโตเป็นความรัก สามารถออกจากหลายเงื่อนไขได้อย่างง่ายดายเพราะหนังสือนิยายตื่นรู้เสมือนจริงหรือจริงนะ ๒ เล่ม

๑. อารียาเมตายา (สู่การเป็นอารียา เมตายา)
๒. เล่มที่คุณกำลังอ่านและสัมผัสอยู่ณ ขณะนี้

หากท่านรู้สึกว่าท่านมีภารกิจนี้ร่วมกันขอให้เราได้พบกันโดยพลันนะ

 

ภาริวารี
๒๐/๙/๒๕๖๕

 


คํานิยม (พจนกร กุลจิราวสุธร)

จักรพรรดิ์พันมือ มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เป็นพระไตรปิฏก เล่มจริงที่ถ่ายทอดจากจิตพุทธะสู่ผู้เขียน เนื้อหาในหนังสือได้บอกถึงวิธีการเข้าถึงองค์ความรู้ภายในแบบลัดตรง เข้าสู่ปัญญาสากลจักรวาลที่มีอยู่ภายในตัวทุกคนอยู่แล้วตลอดเวลา

ความรู้มิใช่เกิดจากการอ่าน สื่อหรือจากคำบอกเล่าของผู้เขียน แต่เป็นการแนะนำให้ผู้อ่านพิสูจน์ สืบค้น ตั้งคำถามเพื่อรู้ด้วยตนเอง เห็นด้วยตนเอง เข้าใจด้วยตนเอง ลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งผู้เขียนตระหนักรู้ ถึงการเป็นพุทธะ เพราะความรู้มิได้มาจากประสบการณ์ เหนือประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น แต่มาจากปัญญาญาณที่มองไม่เห็นด้วยตา คอยชี้ทางเมื่อเราอยู่ในสภาวะความตระหนักรู้ที่สูงขึ้น

 

พจนกร กุลจิราวสุธร

ข้อมูลเพิ่มเติม

เลือก Size เสื้อ

S (อก 32 นิ้ว ยาว 23 นิ้ว), M (อก 36 นิ้ว ยาว 25 นิ้ว), L (อก 40 นิ้ว ยาว 27 นิ้ว), XL (อก 44 นิ้ว ยาว 29 นิ้ว), 2XL (อก 48 นิ้ว ยาว 30 นิ้ว), 3XL (อก 52 นิ้ว ยาว 31 นิ้ว)

รีวิว

ยังไม่มีบทวิจารณ์

มาเป็นคนแรกที่วิจารณ์ “หนังสืออารียา เมตายา จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ เล่ม 2 (ปกอ่อน)”

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *