๒๐.
ความสะอาด
“ถ้าแบคทีเรียที่คุณว่านี้หมายถึงรูปธรรมเล็กๆ ที่อยู่ในปากของเราล่ะก็ จริงๆ พวกเขาไม่ได้อยู่แค่ในปากเท่านั้นนะครับ พวกเขาอยู่ทุกๆ ที่ในตัวเรา อยู่ในตา ในจมูก ในท้อง ในปอด ในลำไส้ สำหรับพวกผมๆ ไม่คิดว่าพวกเขาสกปรกหรอกนะครับ ถ้าเราเรียกเขาว่า “สกปรก” งั้นตัวเราทั้งตัวก็สกปรกเหมือนกัน เรากับเขาไม่ได้มีอะไรต่างกัน เพียงแต่ว่ารูปธรรมแต่ละชนิดนั้นทำหน้าที่ที่ไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง”
“การที่คุณพยายามกำจัดรูปธรรมเล็กๆ ที่เขามีหน้าที่บางอย่างออกไป ก็เท่ากับคุณได้ทำลายกลไกของมัน การที่คุณมีกลิ่นปากก็เพราะคุณได้กำจัดเครื่องมือในการกำจัดกลิ่นปากออกไป มันเลยทำให้มีกลิ่นปาก ที่โลกของเราไม่มีใครมีกลิ่นปาก แล้วก็ไม่เคยมีใครเป็นโรคฟันผุด้วย”
“ผมอยากจะบอกว่า วิธีการที่คุณทำความสะอาดนั้นคือการกระทำที่มาจากความคิดเรื่องการแบ่งแยกนะครับ คุณกำลังแยกตัวเองออกจากความสกปรก คุณปฏิเสธความสกปรก คุณปรารถนาความสะอาด คุณพยายามทำทุกอย่างให้สะอาด และความสะอาดนี่เองที่เป็นตัวทำลายกลไกหรือระบบต่างๆ ในร่างกายของคุณ การที่คุณเป็นโรค ผมหมายถึงโรคที่เกิดจากรูปธรรมเล็กๆ พวกนี้ล้วนเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ทั้งสิ้น” เขาอธิบาย
“อะไรนะครับ คุณหมายความว่า โรคต่างๆ ที่คนบนโลกผมเป็นนั้นมีสาเหตุมาจากความสะอาดงั้นหรือครับ” ผมถาม
“ใช่ครับ”
“โอ้ตายล่ะ มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ” ผมพูด
“ผมจะยกตัวอย่างให้คุณเข้าใจอย่างนี้นะครับ สมมุติว่าคุณเอาเด็กแรกเกิดคนหนึ่งมาอยู่ในห้องที่ปิดมิดชิดมีระบบการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ปลอดจากรูปธรรมเล็กๆ ที่ว่านี้โดยสิ้นเชิง โดยให้เด็กคนนั้นอยู่ในนั้นสัก 2-3 ปี เมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้นและออกมาใช้ชีวิตกับอากาศปรกติ เด็กคนนั้นจะป่วยตลอดเวลา เพราะอะไรรู้ไหมครับ”
“เอ่อ…ไม่รู้ครับ” ผมตอบ
“Because ความสะอาดแยกเขาออกจากทุกสิ่ง พอต้องมาเผชิญกับสภาพที่อุดมไปด้วยเชื้อต่างๆ จริงๆ ร่างกายจึงไม่สามารถอยู่ร่วมกับมันได้” เขาตอบ
“เราต้องแยกกันระหว่างความสะอาดกับความเป็นปรกติ เราอาจจะดื่มน้ำที่สะอาดไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน เช่น ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่ก็ไม่ใช่สะอาดจนไม่เหลือแร่ธาตุและเชื้อบางอย่างที่มีคุณประโยชน์ต่อกระบวนการตามปรกติของร่างกาย” เขาอธิบายเสริม
“ปรกติที่โลกของผมต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง อาบน้ำกันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง อย่างนี้เป็นปรกติตามความหมายของคุณไหมครับ” ผมถาม
“ต้องดูว่ามันเหมาะสมกับภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และคุณภาพด้วยนะครับ” เขาตอบแบบให้ผมสงสัยต่ออีก
“คุณภาพอะไรครับ” ผมถามทันที
“คุณภาพของอาหารและสิ่งแวดล้อมครับ”
“ผมคิดว่าคงไม่ต้องอธิบายเรื่องความเหมาะสมด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศนะครับ ถ้าหนาวก็ไม่ต้องอาบ ถ้าร้อนก็อาบ แต่ที่โลกของผมนี้ หนาวก็ไม่อาบ ร้อนก็ไม่อาบ การลงไปในน้ำของพวกเราไม่ใช่การไปอาบน้ำ แต่เป็นการลงไปเล่นน้ำมากกว่า เพราะว่าเรื่องคุณภาพของทั้งสองสิ่งที่บอกเมื่อสักครู่คือ คุณภาพของอาหารและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าบางที่อากาศจะร้อน แต่เนื่องจากอากาศที่นี่สะอาด ประกอบกับคนที่นี่กินอาหารที่มีคุณภาพ ไม่ทำให้สิ่งที่ขับออกมาจากร่างกาย เช่น เหงื่อไคล น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระนั้นมีกลิ่นเหม็น ดังนั้นพวกเราจึงไม่จำเป็นต้องอาบน้ำหรือทำความสะอาดกันเลย เสื้อผ้าที่พวกเราสวมใส่ก็จะไม่มีกลิ่นเหม็นถึงแม้จะใส่มาเป็นเดือนแล้วก็ตาม” มีนอธิบาย
“จริงหรือครับ ไม่อาบน้ำกันเลยหรือ” ผมถาม
“ใช่ครับ แต่เดี๋ยวทานอาหารเช้าเสร็จผมจะพาคุณไปเล่นน้ำ ไม่ใช่สิ ไปอาบน้ำ ที่จริงคุณยังต้องทำสิ่งที่คุณเคยทำอยู่ เพราะสิ่งที่คุณขับออกมายังมีกลิ่นเหม็นอยู่” มีนเสนอ
พอมีนพูดเรื่องการขับถ่ายขึ้นมา ท้องผมก็เริ่มเกิดอาการปั่นป่วน เพราะโดยปรกติเวลาเช้าอย่างนี้จะเป็นเวลาที่ผมต้องเข้าห้องน้ำแล้ว ผมมองซ้ายมองขวา กวาดสายตาออกไปนอกบ้านไม่เห็นส่วนไหนดูเป็นห้องน้ำเลย
“คุณมีนครับ ผมขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะครับ ไม่ทราบว่าห้องน้ำไปทางไหนครับ” ผมถามเพราะรู้สึกไม่ไหวแล้ว
“เชิญคุณตามทุ่งหญ้าได้เลยครับ เราไม่มีห้องเพื่อการขับถ่ายที่ว่านั้นหรอกครับ” มีนตอบผม พร้อมกับลุกขึ้นไปหยิบจอบอันเล็กๆ ขนาดกำลังเหมาะมือมาให้หนึ่งอันกับถังน้ำเล็กๆ อีกหนึ่งใบ
“นี่ครับ” มีนยื่นจอบให้ผมพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากเล็กๆ
ผมอยากจะเล่าเรื่องการทำส้วมให้สองสามีภรรยาคู่นี้ฟังว่า ที่โลกของผมมันมีอารยธรรมมากกว่าพวกเขาเยอะเลย แต่เพราะตอนนี้ข้าศึกประชิดประตูเมืองเต็มทีแล้ว ผมจึงรีบคว้าจอบแล้วเดินออกมาหามุมที่เหมาะๆทันที คิดว่าทำธุระเสร็จแล้วค่อยมาเล่าให้ฟัง ในใจคิดว่าที่นี่ล้าหลังมาก เพราะการขับถ่ายกลางทุ่งแบบนี้ที่โลกของเรามันไม่มีมานานแล้ว ผมตรงไปที่ลำธารเพื่อตักน้ำก่อนที่จะเดินไปบริเวณพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่มีอยู่แค่กลุ่มเดียวในละแวกนี้ เมื่อไปถึงผมก็ลงมือขุดทันที ดินที่นี่มีสีดำและร่วนซุยมาก สังเกตจากการที่ผมขุดลงไปแค่ครั้งเดียวก็ได้หลุมขนาดพอเหมาะสำหรับปฏิบัติภารกิจแล้ว ระหว่างที่นั่งปลดทุกข์อยู่นั้น ความคิดผมก็ผุดขึ้นมาว่า “จริงๆ การขับถ่ายแบบนี้ก็ดีนะ เราได้ออกมาสูดอากาศโล่งๆ ได้แหงนมองท้องฟ้า สัมผัสกับกลิ่นดิน แล้วสิ่งที่เราขับถ่ายออกมาก็เป็นประโยชน์กับต้นไม้ เราก็ไม่ต้องสร้างเครื่องมือและระบบการกำจัดของเสีย ไม่ต้องดูดส้วมเมื่อมันเต็ม การอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ถึงแม้จะไม่สะดวกสบาย แต่มันก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้กับระบบอื่นๆ”
เมื่อเสร็จภารกิจ ผมใช้น้ำที่เตรียมมาชำระล้างจนสะอาด จากนั้นก็กลบฝังทุกสิ่งลงไปในดิน ดูเหมือนว่าบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่สองสามีภรรยาคู่นี้ใช้เป็นส้วมประจำเหมือนกัน เพราะมีร่องรอยการขุดใหม่อยู่บ้าง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ที่แห่งนี้ไม่มีกลิ่นเหม็นเลย ในทางกลับกันออกไปทางหอมมากกว่า เพราะได้กลิ่นดินกลิ่นใบไม้อย่างชัดเจน
ระหว่างทางที่เดินกลับเข้ามาในบ้าน ผมก็มีความคิดผุดขึ้นมาอีกว่า นี่กระมังที่มีนบอกว่าคือวิธีคิดแบบไม่แบ่งแยก การที่เรามองว่าสิ่งปฏิกูลเป็นของสกปรกจะต้องกำจัด มันจึงเกิดกระบวนการการทำความสะอาด แต่ถ้าเราไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งสกปรก มันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อสิ่งอื่นๆ ได้อีก
“มันคือกระแสความคิดที่ส่งไปจากผมเองครับ” มีนพูดกับผมขณะที่ผมกำลังเดินเข้าประตูบ้านมา
“หา!! อะไรนะครับ” ผมถามกลับเพราะไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร
“ความคิดที่ผุดขึ้นกับคุณเมื่อสักครู่นี้ เป็นความคิดที่ผมสื่อไปถึงคุณเองครับแล้วคุณก็ได้ยินมัน” มีนอธิบาย
“อ้าว! จริงหรือครับ ผมคิดว่าผมคิดเองเสียอีก” ผมตอบ