๑.
เด็กคนนั้น
วันนั้นเป็นวันทำงานวันสุดท้ายก่อนจะถึงวันหยุดยาวต่อเนื่องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ บรรยากาศในออฟฟิศดูจะยุ่งเหยิงวุ่นวาย มีเสียงพูดคุยปรึกษากันเป็นกลุ่มๆ และมีเสียงพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดหน้าคอมพิวเตอร์กันอย่างเคร่งเครียด แต่เท่าที่สังเกตดู ไม่มีตรงไหนเลยที่คุยกันเรื่องงาน อันที่จริงกลุ่มของผมก็ไม่ต่างกัน ปีนี้เพื่อนของผมที่ชื่อ “โอ๊ต” เป็นคนวางแผนการท่องเที่ยวในครั้งนี้ พวกเขาชวนผมไปด้วยทุกครั้ง แต่เพราะช่วงที่พวกเราไปนั้นเป็นช่วงพีคสุดของฤดูท่องเที่ยว คนจึงเยอะมาก ความสนุกความตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสกับสถานที่แปลกๆ ใหม่ๆ จึงกลับกลายเป็นความหงุดหงิดน่ารำคาญเสียมากกว่า ทั้งที่กินที่เที่ยว ไปที่ไหนก็มีแต่คนแออัดยัดเยียด ปีนี้ผมจึงยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องที่จะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้
“เฮ้ย! ทิม… ตกลงเอาไง พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทางกันแล้วนะ” เสียงโอ๊ตถามผมระหว่างมื้อเที่ยงที่พวกเราออกไปกินด้วยกัน
“บอกตามตรงนะ พอนึกถึงคนเยอะๆ แล้วรู้สึกขยาดว่ะ ฉันคิดว่าปีนี้จะเที่ยวในเมืองดูแสงสีดีกว่า” ผมปฏิเสธโอ๊ตแบบมีเหตุผล
“ปีนี้ฉันอุตส่าห์วางแผนไม่ไปจังหวัดยอดนิยมแล้วนะ รับรองได้ว่าไม่ค่อยมีคนแน่นอน แล้วแผนของฉันคือ….ไม่มีการวางแผนด้วย”
“ยังไงของนายวะ” สัน เพื่อนอีกคนในกลุ่มถามทันที
“เออ! นั่นสิ” เกด แฟนของสัน ซึ่งทั้งสองคือสมาชิกท่องเที่ยวขาประจำในกลุ่มเสริมทันทีเช่นกัน
“ทริปนี้เราจะท่องเที่ยวกันแบบแอดเวนเจอร์โว้ย วันก่อนฉันไปซื้อเต็นท์มาหลังหนึ่งนอนได้สองคน แล้วฉันก็ไปยืมของน้ามาอีกหลังหนึ่ง นอนได้สองคนเหมือนกัน
สำหรับนายและไอ้เกด อ้า! ทริปนี้เราไม่มีการจองที่พักล่วงหน้าครับพี่น้อง” โอ๊ตหันไปพูดกับสัน เพื่อนำเสนอธีมของทริปในปีนี้
“ว่าไงนะ! ไม่จองที่พัก นอนเต็นท์!” เกดทำท่าตกใจ
“ฉันไม่ได้ไปเที่ยวแบบนอนเต็นท์มานานมากแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่าจะไหวไหม” เธอย้ำ
“ผมว่าดีนะเกด ผมเคยนอนสมัยเรียนมหาลัย น่าสนุกดีออก” สันพูด ผมดูแววตาเจ้าสันแล้ว เขาเหมือนจะคิดล้ำหน้าไปหลายสเต็ปถึงได้สนับสนุนอย่างออกนอกหน้าแบบนี้
“ทริปนี้ฉันตั้งชื่อว่า “6 วัน 5 อุทยาน พิชิต 4 ภู” เป็นไงชื่อเท่ไหม ที่ที่เราจะนอนเป็นลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติทั้งหมด” โอ๊ตบอกแผนการที่เพิ่งคิดได้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเพื่อผมโดยเฉพาะ
ระหว่างที่โอ๊ตกำลังสาธยายแผนการท่องเที่ยวแบบไม่ได้วางแผนของเขาอยู่นั้น สายตาผมก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราวๆ 8-9 ขวบ ยืนอยู่หน้าร้านอาหาร ซึ่งโต๊ะที่ผมนั่งกินกันนั้นเป็นโต๊ะสุดท้ายในร้าน องค์ประกอบของภาพที่เห็นจึงเป็นภาพของเด็กผู้หญิงหน้าตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านยืนอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางภาพพอดี โดยเธอยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้าในตอนเที่ยง มือข้างหนึ่งของเธอถือสิ่งพิมพ์หอบใหญ่เพื่อแจกคนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมา โดยรอบขององค์ประกอบภาพหากมองจากมุมของผมแล้วก็จะเป็นบรรยากาศแบบมืดๆ ของร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เป็นตึกแถวแบบห้องเดียวเก่าๆ เมื่อมองออกไปจึงเห็นเป็นช่องทางเดินเล็กๆ พุ่งตรงไปยังเด็กคนนั้นพอดี และทำให้ดูเหมือนว่ารอบๆ ตัวเธอนั้นสว่างจ้ากว่าบริเวณอื่น ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปนี้ทันที ถ่ายไปสองสามรูป ในใจคิดว่าภาพนี้องค์ประกอบแปลกดี กะว่าจะเอาไปโพสต์ลง IG เสียหน่อย ผมเปิดย้อนกลับไปดูภาพที่ถ่ายไว้ในโทรศัพท์นิดหนึ่ง และขณะที่กำลังจะปิดโทรศัพท์ ผมก็มองกลับไปยังเด็กคนนั้นอีกครั้ง ภาพที่เห็นตอนนี้กับภาพที่ถ่ายไปสักครู่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอยังคงยืนนิ่งและมองตรงเข้ามาในร้านเหมือนเดิม
โดยไม่ทันได้คิดอะไร สมองผมมันก็สั่งการให้ขาออกเดินไปหาเธอแบบอัตโนมัติ พอไปถึงหน้าร้าน ผมก็รู้ทันทีว่าทำไมถึงเห็นภาพของแสงที่จ้าขนาดนั้น เพราะแสงแดดตอนเที่ยงมันทั้งร้อนและจ้าจนแสบผิวหนังไปหมด
“นิตยสารแจกฟรีค่ะ” เด็กผู้หญิงคนนั้นชิงพูดขึ้น ขณะที่ผมเกือบจะเดินถึงตัวเธอ
“…ขอเล่มหนึ่งก็ได้จ้ะ” ผมตอบเธอกลับไปแบบอัตโนมัติ ในใจก็คิดแย้งขึ้นมาว่าจะเอาไปทำไมเนี่ย
“….” เธอไม่ได้พูดอะไรตอบ แต่ยื่นสิ่งพิมพ์ในมือให้หนึ่งเล่ม สิ่งที่เธอแจกนี้เป็นนิตยสารเล่มบางๆ หน้าปกเป็นรูปภาพเกี่ยวกับแฟชั่นวัยรุ่น ซึ่งก็น่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเพราะละแวกนี้เป็นย่านแฟชั่นชั้นนำของกรุงเทพผมรับมันมาเหน็บไว้ที่รักแร้พร้อมกับคิดว่าจะถามอะไรเธอสักหนึ่งคำถาม แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็ไม่เห็นเธอยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เห็นเพียงหลังไวๆ หายเข้าไปในซอกตึก
“อ๊ะ!” ผมเอื้อมมือและอ้าปากจะเรียกเธอ แต่ก็ยั้งไว้ แล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะแบบงงๆ
“ไปไหนมาวะ” โอ๊ตถามผมขณะกำลังนั่งลง
“ไปเอานิตยสารแจกฟรีมา” ผมตอบไปแบบรู้ทั้งรู้ว่าเพื่อนๆ จะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ผมทำอย่างไร
“!!!” ทั้งสามคนหันมาพร้อมกัน
“อุตส่าห์ลุกเดินออกไปเอาเนี่ยนะ” โอ๊ตเหน็บเล็กๆ
“พวกนายไม่ต้องพูดแล้ว ฉันก็ยังงงๆ ตัวเองอยู่เหมือนกัน” ผมรีบตัดบทก่อนที่พวกเขาจะพูดอะไรอีก
บ่ายวันนั้นทั้งวัน เจ้าโอ๊ตก็ส่งรูปสถานที่ที่จะไปเที่ยวพร้อมกับข้อความทำนองปลุกเร้าการท่องเที่ยวแนวผจญภัยเข้ามาในกลุ่มแชทตลอดเวลา ผมไม่ได้ตอบอะไรเพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็จะไม่ไปอยู่แล้ว
ก่อนเลิกงานในช่วงเย็น สายตาผมเหลือบไปเห็นนิตยสารที่รับมาจากเด็กคนนั้นเมื่อตอนเที่ยงวางอยู่บนโต๊ะ ในใจไม่ได้คิดอยากจะอ่านหรอก แต่มือมันก็เอื้อมไปหยิบมาเปิดดู ในความคิดมันบอกว่า ก็เอาของเขามาแล้วนี่
และก็เป็นอย่างที่คาดไว้คือ ไม่รู้จะอ่านอะไร เนื่องจากมันเป็นนิตยสารแบบแจกฟรี เนื้อหา 70-80 เปอร์เซ็นต์จึงเป็นโฆษณาเกี่ยวกับเสื้อผ้าและกระเป๋าแฟชั่น ผมดีดผ่านๆ แบบเร็วๆ แต่ก่อนจะผ่านไปถึงหน้าสุดท้าย สายตาผมไปสะดุดกับภาพขนาดเล็กประมาณแค่ 3 นิ้วภาพหนึ่ง ผมจึงรีบเปิดหน้านั้นกลับขึ้นมาดูอีกครั้งทันที