อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๑๐๑.

๑๐๑.

เปลวมืด

๑๐๑. เปลวมืด

ขณะที่เฮปเฟกำลังอธิบายอยู่นั้น ผมก็เห็นปรากฏการณ์อย่างที่เขาบอก มันมีลักษณะคล้ายๆ กับเปลวแดดที่เราเห็นในทะเลทรายหรือบนพื้นผิวถนนที่ร้อนจัดๆ แต่ว่ามันเป็นเปลวมืด

“นั่นไงๆ ประตูเปิดแล้ว คุณเห็นไหมครับ” เฮปเฟชี้ไปที่ด้านบนของปิรามิด

“เห็นแล้วครับ”

หลังจากนั้นยานที่อยู่รอบๆ ก็ทยอยบินเข้าไป ทันทีที่ยานหายเข้าไปในเปลวนี้ก็ปรากฏเป็นลำแสงสีขาวสว่างวาบเป็นเส้นตรงพุ่งขึ้นไปเหนือปิรามิดและดับลงภายในเวลาไม่ถึง 1 วินาที จากนั้นยานลำอื่นๆ ก็บินตามเข้าไป หากช่วงไหนที่มียานบินเข้าไปเป็นกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ลำแสงก็จะปรากฏเป็นลำสีขาวค้างอยู่เป็นเวลานาน

“เตรียมตัวนะครับ เรามีเวลาเพียงแค่ 4 นาที ประตูก็จะปิด”

หลังจากนั้นยานทุกลำก็บินเข้าไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเว้นช่วงเลยแม้แต่ลำเดียว ทำให้เราเห็นลำแสงปรากฏเป็นเส้นตรงพุ่งไปในอวกาศ และแล้วก็ถึงคิวของเรา เฮปเฟค่อยๆ เคลื่อนยานเข้าไปใกล้ลำแสงที่อยู่เหนือปิรามิดนั้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ผมนึกถึงภาพความทรงจำครั้งแรกตอนที่มายังโลกนี้ด้วยประตูหินสี่ทิศ ตอนนั้นผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมันจึงไม่ทันได้สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ได้แต่ปิดหูปิดตาเพราะความกลัว แต่สำหรับคราวนี้ผมรู้แล้วว่าผมกำลังจะเผชิญกับอะไร ผมจะตั้งใจดูมัน จะไม่หลับตาแม้สักวินาทีเดียว และจะจดจำประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ให้มากที่สุด

“ผมจะเร่งความเร็วตามค่ากำหนดของประตูนี้แล้วนะครับ”

“ครับ”

พอเขาพูดจบเฮปเฟก็เร่งความเร็วพุ่งตรงไปยังเปลวนั้นทันที ผมจ้องมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่กะพริบตา ในวินาทีนั้นเองภาพที่ปรากฏอยู่รอบๆ ยาน จากท้องฟ้าสีครามแจ่มใสก็กลายเป็นสีขมุกขมัว มีเมฆสีเทาๆ ปกคลุมไปทั่ว ผมมองลงไปยังเบื้องล่าง จากที่เคยเป็นผืนแผ่นดินผืนป่าสีเขียวชอุ่มชุ่มชื้นก็กลายเป็นแผ่นดินสีเหลืองอมน้ำตาลเหมือนทะเลทรายในทันทีทันใด ก่อนที่ยานจะหยุดนิ่งอยู่กับที่อีกครั้ง

“เรามาถึงโลกของคุณแล้วครับ” เฮปเฟแจ้ง

“เฮ้ย! อะไรกัน ถึงแล้วหรือครับ” ผมอุทาน

“ใช่ครับ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ ผมก็เพิ่งเคยมาครั้งแรก แต่ตามกระบวนการที่ท่านรุทอนเคยบอกไว้มันก็จะมีเท่านี้ครับ”

“นี่ผมอุตส่าห์เตรียมตัวเตรียมใจว่าจะได้เห็นสภาวะการพุ่งทะยานเข้าในหลุมดำ หรือว่าการวาร์ปจากมิติหนึ่ง ไปยังอีกมิติหนึ่ง ซึ่งมันจะต้องมีปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดพิศวงในสภาวะรูหนอนให้เห็นสักหน่อยก่อน คุณแน่ใจหรือครับว่ามาถึงแล้วจริงๆ”

“ครับ แน่ใจครับ”

“แล้วเสียงเหมือนฟ้าแลบหรือหมอกควันต่างๆ อย่างที่คนอื่นๆ เคยเจอมา ไม่เห็นมีเลยครับ”

“อ้อ! ถ้าเป็นเสียงแบบนั้นเราจะไม่ได้ยินหรอกครับ เพราะยานของเราเก็บเสียงได้ดีมาก ต่อให้ฟ้าผ่าลงมาเราก็ยังไม่ได้ยิน ส่วนเรื่องที่คุณไม่เห็นหมอกควันนั้นน่าจะเป็นเพราะยานของเราบินเร็วกว่ามาก ถ้ามันช้าแบบยานของพวกคุณมันก็น่าจะเห็นแบบนั้นแหละครับ”

“อีกสักครู่ผมจะไปส่งคุณในพิกัดที่คุณจากมานะครับ”

“ได้ครับ ไม่ตื่นเต้นเลย ผมรู้สึกว่ามันง่ายเกินไปครับ” ผมบ่นอุบอิบเพราะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

จากจุดที่เราลอยนิ่งอยู่นี้มียานลำอื่นๆ ที่มาถึงก่อนหน้าเราจอดลอยลำรออยู่ในสภาพเดิมคือแบ่งเป็นกลุ่มๆ ผมมองลงไปยังเบื้องล่างเห็นปิรามิดขนาดใหญ่พอสมควร ขนาดมันน่าจะเท่าๆ กับอันที่อยู่บนโลกฝั่งโน้น สิ่งที่ไม่เหมือนกันคงจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ

“ที่นี่ดูเหมือนเป็นทะเลทรายเลยครับ” ผมถาม

“ใช่แล้วครับ ภูมิภาคนี้เป็นตำแหน่งที่มีประตูมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกของคุณ เป็นที่ที่พวกเราเคยมาอยู่กันมากที่สุดในอดีตจนเกิดเป็นตำนานเทพเจ้าต่างๆ มากมายในเวลาต่อมา”

“ใช่ประเทศอียิปต์ไหมครับ”

“ใช่ครับ”

เมื่อก่อนผมไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของโลกเลย ผมรู้อยู่ก่อนแล้วว่าที่นี่เป็นทะเลทราย แต่พอหลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสกับโลกคู่ขนานมาแล้ว ผมเห็นถึงความแตกต่างของสถานที่ทั้งสองแบบสุดขั้ว ทำให้ผมจินตนาการถึงความรู้สึกของเฮปเฟหรือคนอื่นๆ ที่เพิ่งเคยมาเยือนโลกของผมเป็นครั้งแรก ซึ่งเขาก็จะต้องเห็นว่าโลกของเราเป็นดินแดนที่มีแต่ความเสื่อมโทรมมากแน่ๆ เพราะทันทีที่เขามาถึง เขาก็ได้พบกับภูมิประเทศที่สุดแสนจะแห้งแล้งขมุกขมัวไม่สะอาดสดใสอย่างที่โลกของเขาเป็นเลย

ผมสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างหลังจากที่เปลวมืดนั้นดับลงและยานทุกลำมาครบกันหมดแล้ว พวกเขาได้มีการจัดระเบียบกันใหม่โดยแบ่งเป็นกลุ่มทั้งหมด 4 กลุ่ม แล้วแต่ละกลุ่มก็แปรขบวนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า หลังจากนั้นรูปสามเหลี่ยมทุกอันก็บินมาซ้อนกัน ทีแรกก็ซ้อนๆ กันเป็นชั้นๆ ต่อมาสามเหลี่ยมแต่ละอันก็หมุนองศาให้เหลี่ยมมุมไม่ตรงกันก่อนลงมาอยู่ในระนาบเดียวกันจนปรากฏเป็นรูปเหมือนดาวหลายๆ แฉก

“พวกเขาทำอะไรกันครับ” ผมถาม

“อ๋อ! พวกเขากำลังสร้างสัญลักษณ์บางอย่างครับ ตอนนี้ทุกลำล้วนเป็นหนึ่งเดียวและมีเป้าหมายเดียวกันแล้ว นี่คือการจัดขบวนเพื่อแบ่งกลุ่มการทำงานออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมียานทั้งหมด 36 ลำ โดยการแปรขบวนเป็นสามเหลี่ยม 4 อันซ้อนเหลื่อมกันเป็นวงกลม และมีมุมของสามเหลี่ยมที่ซ้อนกันทั้งหมด 12 มุม การแปรขบวนนี้มีวัตถุประสงค์สองอย่างคือ 1.) เพื่อแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ และ 2.) เป็นสัญลักษณ์เพื่อประกาศให้ทุกคนที่มาแออัดยัดเยียดกันที่ด้านนอกชั้นบรรยากาศโลกในตอนนี้รู้ว่า บัดนี้บุคคลที่จักรวาลรอคอยได้อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้แล้ว

“ดูแล้วคล้ายกับเครื่องหมายของศาสนายิวเลยนะครับ แต่ไม่เหมือนตรงที่มีสามเหลี่ยมซ้อนกันถึง 4 อัน”

“ใช่ครับ”

“แล้วทำไมเราไม่เข้าไปรวมกลุ่มกับเขาด้วยล่ะครับ”

“ก็เพราะคุณคือบุคคลพิเศษที่เป็นต้นเหตุของการแสดงสัญลักษณ์นี้ไงล่ะครับ รูปธรรมชั้นสูงที่ร่วมเดินทางมากับเราครั้งนี้เขาบอกผมว่า เขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรก”

“ผมอีกแล้วหรือครับ”

“ใช่ครับ สัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายแทนตัวตนของพระเจ้าที่มีความสมบูรณ์สูงสุด เป็นการประกาศว่าตัวแทนของพระองค์มาแล้ว สัญลักษณ์ที่คุณเคยเห็นในศาสนายิวที่ว่านั้นคือสัญลักษณ์ของความเป็นมนุษย์ที่ยังไม่สมบูรณ์ซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยม 2 อันซ้อนกันและมีเพียง 6 เหลี่ยมมุมเท่านั้น แต่สัญลักษณ์ความสมบูรณ์นี้จะต้องมีเหลี่ยมมุมถึง 12 มุม”

“ยานทั้งหมดมี 148 ลำ จัดกลุ่ม กลุ่มละ 36 ลำ รวมเป็น 144 ลำ เหลือ 4 ลำ อีก 2 ลำที่ไม่ต้องเข้ากลุ่มเพราะเป็นรูปธรรมชั้นสูงแบบท่านรุทอนซึ่งจะต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับทั้ง 4 กลุ่มนี้ ส่วนผมกับฟรีทัช เนื่องจากคุณอยู่กับเราก็เลยได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องไปเข้ากลุ่มร่วมกันกับเขา พวกเราจึงมีหน้าที่สองอย่างคือ คอยติดตามรูปธรรมชั้นสูงทั้งสอง และคอยดูแลคุณระหว่างที่คุณอยู่บนโลกใบนี้”

“ดูแลผมหรือครับ”

“มันคงเป็นการดูแลแบบห่างๆ น่ะครับ ทุกอย่างก็ยังคงขึ้นอยู่กับการเลือกของคุณอยู่ดี เราเพียงดูว่าสถานการณ์ใดที่จะมีผลกระทบร้ายแรงกับคุณและคนที่แวดล้อมคุณ เราก็จะหาทางชะลอหรือหลบเลี่ยงเพื่อไม่ให้มันเป็นอุปสรรคกับงานของพวกคุณเท่านั้น”

“คนที่แวดล้อมผม!! หมายถึงคนที่อยู่ใกล้ๆ ผมอย่างนั้นหรือครับ”

“ก็ไม่เชิงครับ ผมหมายถึงคนที่ปฎิบัติตามสิ่งที่คุณบอกมากกว่า ซึ่งบางคนไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้คุณก็ได้ ผมตั้งค่าสำหรับการเห็นเฉพาะคนที่ปลดปล่อย “คลื่นความถี่ด้านบวกสูงสุด” ออกมาได้เท่านั้น เพราะในสถานการณ์จริงคนจะเยอะมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”

“แล้วถ้าเป็น “คลื่นด้านบวก” เหมือนกันแต่เป็นระดับความถี่ที่ต่ำกว่าล่ะครับ คุณจะเห็นเขาไหม”

“ไม่เห็นครับ ผมตั้งค่ามาตรฐานสำหรับการเห็นไปที่สูงสุดเท่านั้น หากเป็นคนที่ปลดปล่อยคลื่นความถี่บวกได้เพียงเล็กน้อยหรือคลื่นแบบต่ำๆ เราคงต้องปล่อยเขาไปตามยถากรรมครับ”

“คนที่มีคุณค่ากับโลกยุคพลังงานใหม่จะต้องปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านบวกหรือคลื่นความรักสูงสุดได้เท่านั้น ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น จะไม่มีการประนีประนอมเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว เพราะค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กโลกยุคใหม่นี้จะไม่เอื้ออำนวยต่อเซลล์ในร่างกายเขาอีกต่อไป คือถึงแม้ว่าเขาจะรอดพ้นไปสู่ยุคพลังใหม่ได้แต่เขาก็จะไม่อาจสามารถมีชีวิตอยู่กับค่าสนามแม่เหล็กโลกใหม่นั้นได้อยู่ดี”

“ฟังดูโหดร้ายจังเลยนะครับ”

“ถ้ามองในมุมของการต่อสู้เพื่อเอาชนะ สิ่งนี้คงจะดูเป็นความโหดร้ายอย่างที่คุณว่านั่นแหละ แต่ถ้ามองในมุมของความรักในแบบของจักรวาล สิ่งนี้ผมเห็นว่าเหมาะสมดีแล้วครับ การที่เรายอมสละรูปธรรมหนึ่งให้จมไปสู่ก้นบึ้งอเวจีเพื่อเปิดโอกาสให้รูปธรรมที่พร้อมและเหมาะสมกว่ามาทำหน้าที่แทน มันจะทำให้ระบบทั้งระบบดำเนินต่อไปได้ นั่นเท่ากับเราได้รักษาความอยู่รอดของทั้งจักรวาลเอาไว้ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเป็นปริมาณการสูญเสียแล้วก็ยังถือว่าคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มักจะทำตัวเป็นอุปสรรคต่อผู้อื่น”

“เอาล่ะครับ บัดนี้ภารกิจของคุณได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ต่อไปนี้ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับคุณ อำนาจทุกอย่างเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ จงใช้มันทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ขอให้คุณจำไว้อย่างหนึ่งว่า พวกคุณไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง”

“ครับ”

จากนั้นเพียงแค่อึดใจเดียว เฮปเฟและฟรีทัชก็นำยานบินมาจอดนิ่งอยู่เหนือผืนป่าแห่งหนึ่ง ยานของเฮปเฟค่อยๆ ลดระดับและลงจอดบนพื้นเหนือยอดเขาแห่งหนึ่ง ส่วนยานของฟรีทัชยังลอยนิ่งอยู่ที่ด้านบน หลังจากจอดที่พื้นสนิทแล้วประตูยานก็เปิดออก

“ผมต้องขอโทษนะครับที่มาส่งคุณในป่าลึก ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพื่อหลบสายตาของมนุษย์น่ะครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ” ผมตอบเขาก่อนที่จะเดินห่างออกจากตัวยาน

“ลาก่อนครับ” เสียงของเฮปเฟดังออกมาจากด้านในก่อนที่ประตูจะปิด

ผมเดินห่างออกมาจากยานของเฮปเฟอีก พร้อมกับเห็นผิวนอกของยานเริ่มสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ยานของเขาก็ลอยขึ้นไปจอดคู่กับฟรีทัชที่เหนือศีรษะผมแล้วก็หายวับไปในทันที