๑๗.
การเกิดวัฏจักร
“ขอสรุปเรื่องเดิมก่อนนะครับ เนื่องจากโลกของเราหมุนด้วยแรงระเบิดที่อยู่ภายใน จึงทำให้เกิดแรงเหวี่ยงหมุน และก็ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ตามมา ซึ่งมันเป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องกัน และเมื่อมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้า มันจึงเกิดการเหนี่ยวรั้งแบบเดียวกันกับกระบวนการของสสารเริ่มต้น คือมันจะเหนี่ยวรั้งเอาดาวอื่นๆ ให้เคลื่อนที่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์”
“เกิดเป็นระบบสุริยจักรวาล ซึ่งระบบของเราทั้งสองนี้ตั้งอยู่ตรงขอบด้านในใกล้จุดศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ซึ่งจุดศูนย์กลางที่ว่านี้มีลักษณะพิเศษกว่ากาแล็กซี่อื่นๆ คือมันมีช่องว่างที่เป็นรูอยู่ตรงกลาง ซึ่งตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนแกนกลางของกาแล็กซี่ และมันก็เป็นจุดกึ่งกลางของเอกภพด้วย บริเวณนี้ไม่มีการหมุนใดๆ ถ้าจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ให้เข้าใจง่ายๆ คือ ให้คุณลองเอาน้ำใส่ลงในอ่าง แล้วก็คนน้ำนั้นให้หมุนวน คุณจะพบว่า ตรงกลางของน้ำในอ่างใบนั้นจะเป็นช่องว่างที่ไม่มีการหมุนใดๆ ซึ่งเจ้าช่องว่างนี้ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้ หากมีสิ่งใดเข้าไปใกล้มัน สิ่งนั้นจะเหมือนถูกดูดกลืนเข้าไป และมันก็จะสลายกลายเป็นฝุ่นผงที่ไม่ประกอบด้วยพลังงานใดๆ กลายเป็นละอองที่ล่องลอยอยู่นอกเอกภพ หากเราดูด้วยตาเปล่า เราจะเห็นพื้นที่ว่างนี้ใหญ่มาก ใหญ่เท่าๆ กับระยะห่างของจักรวาลของเราทั้งสอง นั่นคือกว้างถึง 240 ปีแสง แต่ตรงส่วนที่เป็นรูจริงๆ จะมีขนาดเล็กกว่า คือมีขนาดเพียงแค่ 1 ใน 24 ส่วนของพื้นที่ว่างนี้เท่านั้น”
“สิ่งนี้เรียกว่า “หลุมดำ” หรือเปล่าครับ” ผมถามมีนขึ้นมากลางคันระหว่างที่เขากำลังอธิบาย
“ถ้าเรียกว่า “หลุม” ก็น่าจะได้ และถ้าคำว่า “ดำ” นั้นหมายถึงความมืด ก็น่าจะใกล้เคียง เพราะที่นี่ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้แม้กระทั่งแสง มันมีสภาพเหมือนกับภายนอกของเอกภพเลย คือไม่อยู่ภายใต้กฎของพื้นที่และเวลาใดๆ” มีนอธิบาย
“ผมจะขออธิบายต่อเกี่ยวกับกระบวนการหมุนของจักรวาลนะครับ” เขาแน่วแน่กับภารกิจของเขามาก
“เอ่อ…เดี๋ยวก่อนครับ ผมคิดว่าผมรู้สิ่งที่คุณกำลังจะบอกผมแล้วครับ” ผมพูดแทรกขึ้นเพราะกำลังรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ “ผมจะลองอธิบายให้คุณฟังแทนนะครับ แล้วคุณลองดูสิว่า ถูกต้องตามที่คุณต้องการจะบอกผมหรือเปล่า” ผมเสริม
“คุณกำลังจะบอกผมว่า ด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่ที่มีอย่างต่อเนื่องจากคลื่นความถี่ด้านบวกที่พวกเราปลดปล่อยออกมานั้น มันได้ไปทำปฏิกิริยากับก้อนธาตุออกซิเจนเหลใต้พื้นผิวโลกให้เกิดการระเบิด เมื่อมันระเบิดจึงทำให้โลกเกิดการเหวี่ยงหมุน เมื่อโลกเกิดการเหวี่ยงหมุนจึงทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปรอบระบบสุริยจักรวาล เมื่อระบบสุริยจักรวาลของเราเหวี่ยงหมุน ระบบสุริยจักรวาลของเราก็เกิดการเคลื่อนที่ และเมื่อมันเคลื่อนที่ก็พาให้กาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราหมุนหรือเคลื่อนที่ และเมื่อกาแล็กซี่ทางช้างเผือกที่เปรียบเสมือนเป็นจุดศูนย์กลางของเอกภพเกิดการเหวี่ยงหมุน จึงพาให้กาแล็กซี่บริวารทั้งหมดที่อยู่ในเอกภพหมุนตามกันไปด้วยใช่ไหมครับ” ผมอธิบายจากความเข้าใจ
“โอ้โห! ใช่เลยครับ และสิ่งนี้คือกระบวนการการก่อกำเนิดพื้นที่และเวลาของเอกภพ ขอบคุณมากๆๆ ครับ ในที่สุดผมก็ได้ทำภารกิจของผมสำเร็จ โดยทำให้คุณเข้าใจตรงกับความเป็นจริงได้”
“ที่จริงผมยังรู้สึกว่าจะต้องใช้เวลาอธิบายให้คุณฟังอีกมากพอสมควรนะครับ แต่ตอนนี้ผมคิดว่า คุณเข้าใจกระบวนการทั้งหมดของจักรวาลแล้ว จากการสรุปเพียงสั้นๆ ของคุณ” สีหน้าของเขาดูโล่งอก
“แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ สิ่งที่ผมพูดออกมานั้น ผมคิดว่ามันน่าจะมาจากการพยายามสื่อสารความรู้ที่คุณส่งมาทางจิตมากกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผมจะเชื่อตามคุณ คุณลองคิดดูสิครับ สิ่งมีชีวิตและมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างพวกเราเนี่ยนะ จะเป็นผู้ขับเคลื่อนเอกภพทั้งเอกภพให้เหวี่ยงหมุนจนเกิดเป็นวัฏจักรของเวลาได้” ผมแย้ง
“ถึงอย่างไรผมก็คิดว่าผมได้ทำภารกิจสำเร็จแล้ว เพราะผมสามารถอธิบายให้คุณเข้าใจได้ตรงกับความเป็นจริง ที่เหลือคุณจะเชื่อหรือไม่นั้นมันเป็นเรื่องของคุณ” มีนพูด
“คุณรู้ไหม ถ้าความคิดนี้เป็นความจริง คุณกำลังเปลี่ยนทฤษฎีที่ชาวโลกของผมเชื่อกันมาทั้งหมดเลยรู้ไหม” ผมพูด
“ผมไม่ได้เป็นคนเปลี่ยนครับ ทุกอย่างเป็นของมันอย่างนี้อยู่แล้ว ผมก็แค่บอกตามความเป็นจริง” เขาตอบ
“ความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์บนโลกของคุณรู้นั้น ที่จริงเขายังรู้ไม่ถึงหนึ่งในพันล้านส่วนของความรู้ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นคุณจะมาบอกว่า ผมเป็นคนเปลี่ยนความรู้ของคนบนโลกคุณนั้นไม่ได้ ที่จริงคนบนโลกของคุณต่างหากที่ต้องพยายามทำความเข้าใจกับความรู้ที่ผมบอกนี้”
“ถึงอย่างไร ผมก็ขอขอบคุณในการพยายามสื่อสารความรู้ใหม่นี้ให้กับผมนะครับ ตอนนี้ผมอาจจะยังไม่เชื่อสิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมด แต่มันก็ทำให้ผมได้เห็นถึงวิธีคิดที่มีต่อกระบวนการความเป็นไปของโลกและจักรวาล” ผมพูด
“โอ้ๆๆ ไม่นะครับ สิ่งที่ผมพูดไม่ใช่แค่วิธีคิดครับ มันคือข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริงก็ไม่ประนีประนอมด้วย ไม่มีการใช้แค่วิธีคิด คุณจะต้องเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เท่านั้น เพราะสิ่งที่คุณจะได้เจอบนโลกของผมต่อไปนี้ล้วนเป็นผลพวงจากการเข้าใจกระบวนการของจักรวาลแบบนี้ทั้งสิ้น” เขาย้ำ
“เอาล่ะ ผมคิดว่า ตอนนี้น่าจะได้เวลาพักผ่อนแล้ว” เขาพูด
เราทั้งสองนั่งคุยกันจนดึก ผมประเมินว่า ตอนนี้ถ้าเป็นเวลาที่โลกก็น่าจะสัก 3-4 ทุ่มแล้ว ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นจากโต๊ะ ผมมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ผมรู้สึกแปลกใจกับบรรยากาศข้างนอก เวลากลางคืนที่นี่ดูไม่มืดสักเท่าไหร่เลย ผมมองไปที่เนินเขาไกลๆ และยังสามารถเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนคล้ายกับคืนเดือนหงายแต่สว่างกว่ามาก ทั้งๆ ที่ไม่เห็นพระจันทร์เลยสักดวง
“ใช่ครับ! ตอนกลางคืนที่นี่เมื่อเทียบกับโลกของคุณจะสว่างกว่า เพราะว่าที่นี่เรามีดวงจันทร์ที่ใหญ่กว่าโลกของคุณถึงเกือบหนึ่งเท่าตัว แต่ตอนนี้มันยังไม่ขึ้นครับ ถ้ามันขึ้นตอนดึกๆ จะสว่างกว่านี้อีก เชิญที่ห้องนอนนี้เลยครับ เดี๋ยวผมพาไป” มีนอธิบายพร้อมกับเชิญผมไปที่ห้องนอน
ลักษณะของห้องนอนที่นี่มีการกั้นเป็นสัดส่วนด้วยไม้แบบไม่มีประตู มีแต่ใช้ผ้าหนาๆ ผืนยาวถักทอด้วยลวดลายสวยงามแปลกตา ขนาดเท่ากับประตูห้อยลงมาจากแกนไม้ที่ซึ่งอยู่ด้านบน ลักษณะคล้ายผ้าม่านแต่มีความหนากว่ามาก เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็มีเตียงเตี้ยๆ เหมือนที่โลกของเราใช้กัน มีที่นอนที่ปูด้วยผ้าอย่างเรียบร้อย มีหมอน มีผ้าห่มนวมที่ดูน่าจะให้ความอบอุ่นได้ดี ผ้าทุกชิ้นปักด้วยลวดลายดอกไม้สวยสดงดงามเช่นกัน เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องก็พบกับนาพา ซึ่งเธอเหมือนกำลังตรวจความเรียบร้อยครั้งสุดท้ายก่อนที่จะให้แขกพัก
“ที่นอนแบบชาวป่าอาจจะดูไม่หรูหรา คงพอนอนได้นะคะ” นาพาพูดออกตัว “พวกเรารู้สึกยินดีที่มีโอกาสได้ต้อนรับคุณนะคะ ขอเชิญพักผ่อนให้สบายค่ะ” เธอพูดต่อ
ผมรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นปนความประหม่าของทั้งสองคน ซึ่งดูเหมือนไม่เคยต้อนรับแขกมาก่อน
“น่านอนมาก ขอบคุณนะครับ” ผมพูดกับเธอ
“ใช่ค่ะ นี่เป็นครั้งแรกของพวกเราทั้งสองที่ได้มีโอกาสต้อนรับแขก” เธอพูดกับผมต่อ เพราะคงได้ยินสิ่งที่ผมคิด เธอเสริม “ตั้งแต่เราอาสามาอยู่ที่นี่ราว 22,000 ปี คุณคือคนแรกที่มานอนห้องนี้”
“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” ผมตอบ
“ราตรีสวัสดิ์นะครับ พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน” มีนพูด ก่อนจะชวนนาพาออกจากห้องไป
เมื่อเธอรูดผ้าม่านที่ประตูปิด แสงสว่างที่แต่เดิมสลัวๆ อยู่แล้วก็ดับพรึบลง เหลือเพียงความมืด ห้องนี้ไม่มีหน้าต่างจึงไม่สามารถมองเห็นอะไรข้างนอกได้เลย ผมล้มตัวลงนอนพร้อมกับคิดในใจว่า นี่เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่ สรุปแล้วเรากำลังฝันอยู่หรือเปล่า ผมเอามือจับที่หน้าของตัวเองแล้วก็คิดทบทวนอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้นมากมายในวันนี้