อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๕๓.

๕๓.

เกียรติยศสูงสุด

หลังจากที่เราเตรียมตัวจัดสัมภาระที่แต่ละคนรับผิดชอบกันเสร็จเรียบร้อย วันนี้ผมมีมีดคู่กายที่เพิ่งได้รับมาจากคลายเอินเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเล่ม ผมเหน็บมันไว้ใต้ผ้ารัดเอวด้านหน้า หลังจากที่ลามัสสุดาแล้วเราก็ออกเดินทางกันทันที เรามุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง ผมเพิ่งสังเกตว่าท้องฟ้ายามสายของวันนี้มีสีสันเหลือบๆ ออกเป็นสีรุ้งเต็มท้องฟ้าไปหมด ที่ผ่านมาผมเห็นแต่ป่าเขา เห็นแต่ต้นไม้และเหล่าสรรพสัตว์ เลยไม่ทันได้สังเกตอย่างจริงจังว่าท้องฟ้ามีสีสันแบบไหน ประกอบกับภูมิประเทศแถบนี้เป็นที่โล่งกว้างไม่ค่อยมีต้นไม้ ไม่มีอะไรให้ดู มีแต่ก้อนหิน จึงทำให้เห็นท้องฟ้าได้อย่างถนัดและกว้างไกล

“เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมท้องฟ้ามันถึงเป็นสีรุ้งเหลือบๆ อย่างนี้ล่ะครับ” ผมถามขณะที่เราเริ่มออกเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง

“ท้องฟ้าของเราปรกติมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ ยิ่งวันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าเปิดเธอจึงสามารถเห็นสีของมันได้ชัดเจน สีสันเหล่านี้คือปรากฏการณ์ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มันกระทบกับแสงแดด เนื่องจากที่โลกของเรามีค่าความเข้มข้นของคลื่นแม่เหล็กนี้หนาแน่นและยกตัวได้สูงมาก มันจึงส่งผลให้เกิดเป็นสีสันที่สวยงาม” คลายเอินตอบ

“มองดูเหมือนว่าเรากำลังเดินอยู่ในโลกจินตนาการหรือในความฝันเลยนะครับ มันดูไม่เหมือนของจริงเลย” ผมตั้งข้อสังเกต

วันนี้ผมต้องเร่งฝีเท้ามากเป็นพิเศษเพื่อจะได้ตามทั้งสองคนให้ทัน เราเดินทางมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็พ้นจากเขตที่เป็นหินและที่ราบโล่งเข้าสู่เขตที่เป็นป่าทึบอีกครั้ง เส้นทางที่เราเดินตรงนี้เหมือนกับว่าเป็นทางเฉพาะ คือมีลักษณะเล็กและแคบกว่าทางที่เดินมาเมื่อวานแต่ก็ยังดูสะอาดเรียบร้อยเหมือนกัน เราเดินเข้าไปในป่าทึบสักพักใหญ่ก็ตัดออกมายังเส้นทางสายหลักที่กว้างพอสมควร ทางนี้มีการปูด้วยหินก้อนใหญ่ดูสะอาดเรียบร้อยและมีผู้คนเดินทางสัญจรไปมาให้เห็นบ้างประปราย มีการขนส่งสินค้ากันด้วยเกวียนโดยใช้ม้าและลาในการลากจูง ทำให้ผมนึกถึงฉากของหนังสมัยก่อนที่ผู้คนยังใช้ยานพาหนะประเภทนี้กันอยู่

พวกเราใช้เวลาเดินไปตามทางนี้อีกราวๆ หนึ่งชั่วโมง ผมรู้สึกว่าตอนนี้คงใกล้เขตเมืองเข้าไปทุกทีแล้วเนื่องจากตามท้องถนนมีผู้คนสัญจรกันหนาตามากขึ้น สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมากก็คือ ทุกคนที่เดินบนถนนต่างเข้ามาทักทายผมเหมือนกับได้เจอดารา บางคนรู้สึกจะดีใจมากเป็นพิเศษ

“คุณคือทิมที่มาจากดาวโลกไกอาใช่ไหมคะ ฉันตื่นเต้นจังเลย เดี๋ยวจะกลับไปเล่าให้สามีของฉันฟังว่าฉันเจอตัวจริงของคุณด้วย” หญิงคนหนึ่งที่เดินมาทางเดียวกันพูดกับผม

“ทำไมพวกเขาถึงได้ดีใจกันขนาดนี้ล่ะครับ” ผมหันไปถามคลายเอิน

“ก็เธอคือคนดังไง เธอยังไม่รู้อีกหรือ” คลายเอินตอบ

“รู้ครับ ก่อนหน้านี้ผมก็เจอมาแล้วหลายคนครับ แต่แค่แปลกใจว่าทำไมถึงได้ดีใจกันขนาดนี้ ทำอย่างกับผมเป็นดาราอย่างนั้นแหละ”

“ฉันคิดว่าสำหรับคนที่นี่ไม่มีอะไรจะน่าดีใจมากเท่ากับการได้พบกับใครสักคนที่ผ่านการเลือก เพราะคนคนนั้นจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่น้อยคนจะได้มีโอกาส”

“สำหรับพวกเรานี่คือ เกียรติยศสูงสุด ในชีวิต ตอนนี้คนทั้งโลกไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จักเธอ การที่คนเหล่านั้นมีโอกาสมาเจอกับเธอ เขาย่อมปลาบปลื้มยินดีเป็นเรื่องธรรมดา”

“แต่ผมก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดีล่ะครับ ยังไงมันก็ไม่น่าจะมากขนาดนี้ครับ”

ขณะนี้เราสามคนเดินใกล้เขตเมืองเข้าไปทุกที ผมสัมผัสได้จากเสียงที่ดังแว่วมาแต่ไกล เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเครื่องดนตรี ฟังดูคล้ายเสียงพิณและเสียงขลุ่ย มันเป็นท่วงทำนองไพเราะจับใจที่ผมไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

“นี่เราใกล้ถึงแล้วใช่ไหมครับ” ผมถามด้วยความตื่นเต้น

“ใช่จ้ะ พอข้ามเนินที่อยู่ข้างหน้าเรานี้ไป เธอก็จะเห็นเมืองของเราแล้ว” โคฮารุบอก

“เสียงดนตรีนี้มาจากไหนหรือครับ หรือเขามีงานรื่นเริงกัน” ผมถาม

“ไม่มีงานอะไรหรอกจ้า เหล่านักดนตรีเขามักจะนิยมมาเล่นดนตรีขับกล่อมผู้คนในเมืองกันเป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าเธอเข้าไปข้างในจะเห็นเหล่านักดนตรีพวกนี้เต็มไปหมด เขาจะเล่นเพื่อขับกล่อมท่านผู้ปกครองรวมทั้งพวกชาวเมืองด้วย พวกเขาจะเล่นกันทั้งวันทั้งคืน เมืองนี้จึงก้องกังวานไปด้วยเสียงดนตรีอย่างไม่มีวันหลับใหลกันเลยทีเดียว ฉันชอบเวลาที่มานอนในเมืองเพราะฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย” โคฮารุอธิบายบ้าง

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่โคฮารุบอก พอเราเดินพ้นยอดเนินเขาลูกนั้นขึ้นมาแล้วมองลงไปยังเบื้องล่าง ผมก็เห็นเมืองทั้งเมืองได้อย่างถนัด มันเป็นเมืองขนาดใหญ่ มีบ้านเรือนปลูกติดๆ กันกินพื้นที่หลายสิบตารางกิโลเมตร ลักษณะทางกายภาพของเมืองนี้ตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขาขนาบไปกับแม่น้ำขนาดใหญ่ โดยมีสะพาน 3 สะพานเชื่อมทั้งสองฟากเข้าหากัน ภายในเมืองมีถนนหลักอยู่สามเส้น มีซอยเล็กซอยน้อยอีกเป็นร้อยๆ พันๆ ซอยเชื่อมต่อเป็นโครงข่าย มีแม่น้ำไหลผ่านกลางใจเมือง เมืองนี้เหมือนมีการออกแบบแผนผังมาเป็นอย่างดีจึงดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเมื่อมองจากมุมสูง

สุดปลายทางของถนนเส้นหลักที่ผ่ากลางเมืองนั้นมีภูเขาสูงตั้งตระหง่านอยู่เป็นฉากหลัง และมีทางขึ้นไปสู่อาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เกือบๆ จะถึงยอดเขา อาคารหลังนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีความสูงหลายสิบชั้นลดหลั่นกัน ด้านบนสุดมีอาคารที่มีหลังคายอดแหลมคล้ายๆ กับเจดีย์อยู่เป็นจำนวนมาก อาคารหลังนี้มีขนาดใหญ่มาก น่าจะสูงเท่ากับตึกราว 15-20 ชั้น และทั้งหมดของตัวอาคารถูกประดับประดาระยิบระยับไปด้วยทองคำ

“ว้าว! ผมตื่นเต้นจังเลยครับ” ผมอุทานขึ้นเมื่อเห็นภาพของเมืองปรากฏอยู่ตรงหน้า

“อาคารหลังใหญ่นั้นคือศาสนสถานใช่ไหมครับ” ผมถามขึ้นเพราะมันดูคล้ายๆ กับวัดทางทิเบตที่มักจะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนภูเขา

“ไม่ใช่ศาสนสถานครับ ที่ดาวโลกทึงร่านี้ไม่มีสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรอกครับ” คลายเอินตอบ

“อ้าว! ทำไมล่ะ ผมคิดว่าโลกที่มีแต่คนจิตใจดีงามอย่างที่นี่จะมีความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนาเสียอีก” ผมแสดงความแปลกใจ

“สิ่งที่เธอคิดและเข้าใจนั้น ฉันว่ามันน่าจะผิดกับหลักความเป็นจริงนะ” เขาตอบ

“คนที่นี่ไม่เคยมีความทุกข์ใจใดๆ เธอคิดว่าพวกเขาจะต้องการสถานที่สำหรับบำบัดเยียวยาไปทำไมกัน รวมทั้งสุขภาพของพวกเราที่มีความแข็งแรงไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย เราจึงไม่จำเป็นต้องมีสถานพยาบาลด้วยเช่นกัน” เขาอธิบาย

“อย่าบอกนะว่าที่นี่ก็ไม่มีโรงพยาบาลด้วย?” ผมถามต่อ

“แน่นอน ที่นี่ไม่มีหมอและก็ไม่มีคนที่เป็นพระหรือนักบวชด้วย”

“อารยธรรมที่มีความต้องการการเยียวยาเท่านั้นถึงจะต้องมี ให้เธอสันนิษฐานได้เลยว่าถ้าอารยธรรมไหนมีสถาบันพวกนี้เจริญรุ่งเรืองมากๆ แสดงว่าจิตใจหรือร่างกายของคนในอารยธรรมนั้นบอบช้ำและต้องการการเยียวยารักษาเป็นจำนวนมาก ความสัมพันธ์ทางด้านความต้องการและผู้สนองความต้องการนั้นเป็นหลักการพื้นฐานที่เธอน่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ยากอยู่แล้วใช่ไหม”

“แสดงว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด โดยคิดว่าที่ไหนมีความเจริญทางด้านศาสนามากที่นั่นจะต้องมีคนที่มีจิตใจดีอาศัยอยู่มาก” ผมแสดงความเห็น

“เธอคิดว่าสังคมที่เธอเคยอยู่นั้น สัดส่วนปริมาณคนที่มีจิตใจดีงามกับคนที่มีจิตใจตกต่ำไร้จิตสำนึกแห่งความรัก ฝ่ายไหนมีมากกว่ากันล่ะ เธอลองประเมินตามข้อเท็จจริงแบบไม่บิดเบือนดูซิ”

“น่าจะฝั่งจิตใจตกต่ำมากกว่าครับ” ผมตอบ

“แล้วเธอลองคิดอีกทีสิว่าสัดส่วนของมันนั้นแตกต่างกันมากแค่ไหน ลองเปรียบเทียบจากจำนวนคนที่นิยมชมชอบการไปเที่ยวเตร่ตามสถานบันเทิงกับคนที่ชอบเข้าวัดฟังธรรมดู”

“โอ้โห! ถ้าอย่างนั้นคนที่ชอบเข้าวัดน่าจะมีแค่ประมาณสัก 20 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่านั้นครับ” ผมตอบ

“นี่แค่เราประเมินจากเปลือกนอกนะ ในบรรดาคนที่ชอบเข้าวัดก็ยังจำแนกได้อีกหลายประเภทหลายระดับ ซึ่งเหลือที่มีจิตใจดีงามถ่อมตัวถ่อมใจรักผู้อื่นอย่างไร้เงื่อนไขน่าจะน้อยกว่าที่เราคิดไว้มากทีเดียว” เขาอธิบายเสริม

“แล้วสถานที่ที่ผมเห็นตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขานั้นคืออะไรครับ” ผมถาม

“มันคือที่พำนักอาศัยของเหล่ารูปธรรมชั้นสูงครับ” เขาตอบ

“นั่นคือที่ที่ผมจะต้องไปใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ใช่แล้ว แต่คงไม่ใช่วันนี้ เดี๋ยวเขาจะแจ้งมาอีกทีว่าจะให้เธอไปพบท่านเหล่านั้นเมื่อไหร่”

“คุณใช้คำว่า เหล่านั้น แสดงว่ามีหลายคนหรือครับ”

“มีหลายร้อยรูปธรรมเลยล่ะ แต่ก็จะมีรูปธรรมสำคัญที่มีบทบาทต่อโลกทึงร่าและจักรวาลอยู่ราวๆ 30 รูปธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ตอนนี้จะไม่อยู่กัน”

“เขาไปไหนกันครับ” ผมถาม

“เดี่ยวเธอไปถามเขาเอาเองแล้วกัน อีกไม่นานก็จะได้เจอแล้ว”

ระหว่างที่ผมเดินลงเขามาเรื่อยๆ สายตาผมก็จับจ้องอยู่กับเมืองและอาคารสูงที่อยู่ไกลๆ นั้นตลอดเวลา ผมได้แต่คิดในใจว่ามันมีวาระสำคัญอะไรกันนะ แล้วทำไมถึงต้องเป็นเรา

ตอนนี้ตลอดสองข้างทางที่ผมเดินลงมานั้นเรียงรายไปด้วยนักดนตรี มีทั้งแบบเป็นกลุ่ม 2-3 คนและแบบศิลปินเดี่ยวแสดงอยู่เป็นระยะๆ นักดนตรีเหล่านี้ดูเหมือนวณิพกพเนจร แต่ต่างกันตรงที่พวกเขาไม่ได้มาเล่นเพื่อแลกเงินเพราะพวกเขาต่างใส่เสื้อผ้าที่ดูหรูหรามีสีสันสวยงาม ใส่เครื่องประดับอัญมณี เพชรพลอย และทองคำกันอย่างเต็มที่

“คนพวกนี้เขามาเล่นดนตรีเพื่ออะไรกันครับ มันยังไม่ใช่เขตเมืองเลยนี่ครับ” ผมถาม

“ปรกติศิลปินเหล่านี้เขาจะเล่นกันอยู่เฉพาะในเขตเมืองเท่านั้น แต่การที่พวกเขามาเล่นกันริมทางก่อนเข้าเมืองแบบนี้จะมีเฉพาะวันที่เป็นกรณีพิเศษ เช่น วันที่มีแขกคนสำคัญมาเยือน เพื่อแสดงการต้อนรับ”

“แสดงว่าวันนี้จะมีแขกคนสำคัญเดินทางมาทางนี้น่ะสิครับ” ผมถาม

“ใช่” เขาตอบ

“ไม่รู้ตอนไหนนะครับ” ผมถาม

“ตอนนี้เลย” คลายเอินพูดพร้อมกับหันมาทางผม

“…!!”

“คุณปู่เขากำลังหมายถึงเธอน่ะทิม” โคฮารุหันมาพูดกับผม

“ผมหรือ” ผมเลิกคิ้วพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ตัวเอง

“โอ! ไม่ใช่อย่างนั้นมั้งครับ ไม่ใช่ผมอย่างแน่นอน ผมไม่น่าจะได้รับเกียรติขนาดนั้นหรอก จะต้องมีใครสักคนกำลังเดินทางมาอย่างแน่นอน” ผมพูดอย่างจริงจัง

“ใครสักคนนั้นก็คือเธอนั่นแหละ เธอจงแสดงความขอบคุณกับพวกเขาเหล่านั้นเถอะ เขาจะรู้สึกดีมากถ้าเธอทำเช่นนั้น”

“จริงหรือครับ” ผมพูด

ผมลองหันไปมองนักดนตรีกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วผมก็ก้มหัวคล้ายๆ กับการคำนับเพื่อแสดงการขอบคุณพวกเขา ทันทีที่พวกเขาเห็นผมแสดงความขอบคุณ พวกเขาก็มีอาการกระตือรือร้นและแสดงการขอบคุณตอบกลับมาทันที ทั้งที่ยังมีเครื่องดนตรีอยู่ในมือ

“คุณคลายเอินครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลย เหมือนเขามาต้อนรับผมจริงๆ ผมรู้สึกได้” ผมพูด

“ก็จริงน่ะสิ เธอจงทักทายทุกๆ คนที่เธอเจอด้วยท่าทีแบบนี้นะ เธอต้องยอมรับเสียทีว่าตอนนี้เธอคือคนสำคัญของที่นี่ การที่เธอเดินก้มหน้าก้มตาไม่สนใจใครนั้นมันเท่ากับเธอไม่ได้ให้เกียรติพวกเขา” คลายเอินอธิบาย

“ครับ ผมจะทำตามที่คุณแนะนำ”