อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๒๑.

๒๑.

ความรู้

“แล้วคุณคิดว่า ความคิดนั้นมาจากไหนล่ะครับ” มีนถาม

“ถ้าจะให้ตอบ ก็น่าจะมาจากการประมวลด้วยเหตุผลตามความน่าจะเป็นครับ” ผมตอบ

“ใช่ครับ การประมวลแบบเป็นเหตุเป็นผลคือความสามารถของสมองของคุณ แต่ข้อมูลหรือความรู้ที่ได้นั้นมาจากไหนถ้าไม่ได้จากการรับเข้ามา ซึ่งการรับเข้ามามีได้หลายทาง ถ้าเป็นทั่วๆ ไปก็คือรับเข้ามาจาก 5 ช่องทาง คือการเห็น การได้ยิน การได้รส การได้สัมผัส และการได้กลิ่น แต่ทั้ง 5 ช่องทางนี้มีข้อจำกัด เช่น ข้อจำกัดด้านเวลา ข้อจำกัดด้านสถานที่ คือหมายความว่า ถ้าคุณไม่ได้ไปเจอ ไม่ได้ไปกิน ไม่ได้ไปดมสิ่งนั้นเวลานั้น คุณก็จะไม่ได้รับความรู้นั้น”

“แต่มันยังมีช่องทางการรับข้อมูลอีกหนึ่งช่องทางที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดใดๆ นั่นคือช่องทางจิต การรับข้อมูลจากช่องทางนี้ก็แบ่งออกได้เป็นสามแบบอีกคือ 1.) ข้อมูลที่ถูกส่งมาถึงคุณโดยเฉพาะ คล้ายกับที่คุณรับข้อมูลจากผมเมื่อสักครู่นี้ 2.) การควานหาข้อมูลด้วยตัวของคุณเอง แบบนี้จะเป็นเหมือนว่าคุณส่งความประสงค์ให้แผ่ออกไปในจักรวาล ตรงนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณอีกทีว่า คุณสามารถส่งคำขอนี้ไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ายิ่งไกลข้อมูลที่ได้ก็จะยิ่งลึกซึ้ง เมื่อเจอแล้วก็จะสามารถดึงกลับมาได้ทันทีโดยไม่ขึ้นกับเงื่อนไขเรื่องของปริมาณและเวลาด้วย” มีนอธิบาย

“คุณกำลังหมายความว่า ความรู้ทั้งหมดเราสามารถเข้าถึงได้เองผ่านทางจิตอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม

“ใช่ครับ คนบนโลกของคุณที่เป็นบุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์โบราณที่ใช้สมุนไพรในการรักษา นักประดิษฐ์ นักศิลปะ นักประพันธ์ ฯลฯ ทุกคนล้วนใช้วิธีนี้ทั้งสิ้น”

“ทุกคนล้วนส่งความปรารถนารูปแบบต่างๆ ออกไปในจักรวาล เช่น สงสัยอะไรบางอย่างที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เจตจำนงในท่วงทำนองเพลงใหม่ๆ รูปแบบศิลปะใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เวลาที่ความปรารถนาเหล่านี้ถูกส่งออกไป มันก็จะขึ้นอยู่กับพลังอำนาจของแต่ละคน หากคนนั้นมีความมุ่งมั่นมากคือคิดต่อเนื่องตลอดเวลา มันก็จะสามารถควานหาคำตอบได้ไกลมาก และเมื่อมันเจอหรือสัมผัสกับสิ่งที่ต้องการ มันก็จะถูกส่งกลับในทันที ทั้งหมดนี้คือกระบวนการทำงานเพื่อค้นหาความรู้ของจิตทั้งสิ้น” มีนอธิบาย

“แล้วคนทั่วๆ ไปอย่างผมเนี่ย มีโอกาสที่จะใช้กระบวนการนี้แสวงหาความรู้ได้ไหมครับ” ผมถาม

dishonesty_p_tag_error_fixed

“ได้แน่นอน ทุกคนบนโลกมีความสามารถนี้ เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักจะมีกำแพงกั้นเขาเอาไว้”

“กำแพงนี้คืออะไรครับ” ผมถาม

“กำแพงนี้ไม่มีอยู่จริงหรอกครับ เจ้าของแต่ละคนสร้างมันขึ้นมาเอง ดังนั้นมันจึงเป็นกำแพงที่ไม่มีวันข้ามได้ นอกจาก…” เขาหยุดพูด

“นอกจากจะทำลายมัน” ผมเสริมขึ้นมาแบบตลกๆ

“ถูกต้องเลยครับ” เขาตอบ

“อ้าว! ผมพูดเล่นๆ นะเนี่ย” ผมพูด

“กำแพงนี้ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สูงหรือต่ำ ก็ไม่เคยมีใครข้ามมันได้ ต้องใช้การทำลายอย่างเดียวเท่านั้น กำแพงนี้เรียกว่า ความกลัว โดยความกลัวนี้เมื่อถูกผสมกับความคิดด้านลบของเขาคนนั้น มันจึงออกมาเป็นความเชื่อที่มีต่อความปรารถนาของเขา ความเชื่อนี้แปลออกมาเป็นภาษาพูดได้ว่า “มันเป็นไปไม่ได้หรอก” “ยากเกินไป” “ฉันไม่มีทางทำได้” “คนเก่งกว่าฉันยังทำไม่ได้เลย” มากมายที่เขาจะสรรหาคำมาเป็นกำแพงที่ทำให้เขาต้องเลิกล้มความตั้งใจและเปลี่ยนไปเลือกทางอื่น” มีนอธิบาย

“มีคนจำนวนน้อยมากที่สามารถเปลี่ยนความกลัวนี้เป็นความรัก”

“หมายความว่าอย่างไรครับ ความรัก” ผมถาม

“ที่จริงต้องเรียกว่า ความไม่กลัว หรือ ความกล้าหาญ มากกว่า เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาพูดก็จะได้คำว่า “มันท้าทาย” “มันน่าตื่นเต้น” “ฉันต้องทำให้ได้เป็นคนแรก” เป็นต้น วินาทีที่คนคนนั้นพูดแบบนั้นออกมาก็เท่ากับเขาได้ทำลายกำแพงนั้นไปเรียบร้อยแล้ว”

“คนบนโลกของคุณ 99 เปอร์เซ็นต์เมื่อเจอกำแพงนี้ก็จะหันไปหาหนทางใหม่ที่มีความเป็นไปได้มากกว่า นั่นคือการพยายามเอาชนะความกล้วด้วยความกลัวอีกที ผมจะบอกเคล็ดลับให้อีกอย่างคือ ไม่มีใครจะสามารถเข้าถึงความรู้ทางจิตได้ด้วยความกลัว คนที่เข้าถึงได้ล้วนอยู่ในภาวะที่เบิกบานเต็มเปี่ยมด้วยความรัก ปราศจากความวิตกกังวลใดๆ และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมคนบนโลกของคุณสามารถใช้กระบวนการนี้ได้เพียงไม่กี่คน”

“ยังไม่หมดนะครับเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการเข้าถึงความรู้ด้วยจิต ยังมีอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นแบบที่สาม” เขารีบพูด

“แบบนี้เราเรียกว่า การเข้าถึงความรู้แบบเฉพาะเจาะจงถึงต้นกำเนิดความรู้ และจากต้นกำเนิดส่งตรงมาหาเราพร้อมๆ กัน ในกรณีแบบนี้มีเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะคนคนนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ถูกเลือกในเวลาเดียวกับที่เขาเป็นผู้เลือกด้วย”

“อธิบายง่ายๆ หากเปรียบเทียบกับการใช้โทรศัพท์ที่โลกของคุณ แบบแรกคือมีคนโทรหาคุณ แบบที่สองคือคุณโทรออกไปหาใครสักคน และแบบที่สามนี้คือคุณโทรออกไปที่ศูนย์ พร้อมกับศูนย์ก็โทรมาหาคุณแบบเฉพาะเจาะจงเช่นกัน ซึ่งศูนย์นี้ก็คือต้นกำเนิดของความรู้ทั้งมวลนั่นเอง”

“แหล่งข้อมูลที่จริงที่สุดจะอยู่ไกลที่สุด ที่นั้นคือแหล่งที่เราเรียกว่า ต้นกำเนิดของความรู้ทั้งมวล หากมีผู้ใดพัฒนาทักษะเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลแหล่งนี้ได้ ผู้นั้นจะถูกเรียกว่า คุรุ ในสังคมของเราจะยกย่องบุคคลผู้นั้นว่าเป็นรูปธรรมชั้นสูง ถ้าเป็นในโลกของคุณก็จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือที่คุณมักเรียกเขาว่า ศาสดา” มีนอธิบาย

“คนบนโลกของเราทั้งหมดทำได้ทั้งแบบแรกและแบบที่สองครับ ส่วนแบบที่สามจำกัดเฉพาะบางคนเท่านั้น”

“เอาล่ะครับ ผมคิดว่าผมได้ทำภารกิจของผมให้สำเร็จลุล่วงแล้ว เดี๋ยวเช้านี้ผมจะพาคุณไปทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ คุณจะได้ไม่รู้สึกแปลกแยกจากพวกเรา และวันนี้คุณจะต้องเดินทางไปยังอีกที่หนึ่ง”

“ไปที่ไหนหรือครับ” ผมถาม

“ไม่ต้องกังวลครับ คุณจะรู้สึกอุ่นใจถ้าคุณไปถึง” มีนพยายามพูดให้สบายใจ

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ มีนก็พาผมเดินไปที่ลำธารใกล้บ้าน จากนั้นก็เดินทวนน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ

“น้ำตรงที่เราอยู่นี้ตื้นเกินไป ไม่เหมาะกับการลงไปเล่นครับ” เขาอธิบาย