อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๓๓.

๓๓.

ความรัก

“เราไม่ควรเอาเรื่องการเป็นเจ้าของมาทำให้ความรักมีประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อกัน เพราะคำว่าเป็นเจ้าของนั้นคือความคิดด้านการแบ่งแยกที่มีส่วนผสมของความกลัวนะ เธอรู้ไหม?” โคฮารุกึ่งอธิบายกึ่งถาม

“ไม่รู้ครับ มันเกี่ยวอะไรกับการแบ่งแยกและความกลัวครับ” ผมถาม

“ไม่ใช่เธอไม่รู้หรอก เธอไม่เคยคิดมากกว่า คำว่า ความรัก ถ้าเราคิดให้เป็นด้านบวกหรือคิดด้วยความรักเราจะได้รหัสทางภาษาพูดออกมาว่า การให้ การแบ่งปัน ความสุข หรือความอิ่มใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข แต่ถ้าเธอคิดเป็นด้านลบหรือด้วยความกลัวก็จะได้รหัสออกมาเป็น ความหวง ความไม่แบ่งปัน การกักเก็บครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว”

“ฉันรักเธนะทิม…รักเธอจนสุดหัวใจ ความรักนี้บริสุทธิ์และมีค่ามากเกินกว่าจะครอบครองไว้คนเดียว ความรักที่ไม่ได้มีเพื่อให้ฉันมีความสุขเพียงคนเดียว สิ่งใดที่ทำให้เธอมีความสุข ฉันก็ย่อมมีความสุขไปกับเธอ”

“นี่คือนิยามของความรักที่แท้จริง” เธอย้ำ

“ฉันเพิ่งเคยได้ยินความรักในแบบของเธอนี้ครั้งแรก” ผมพูดกับเธอเบาๆ

“ความรักของที่นี่เป็นแบบองค์รวมเพราะพวกเราไม่มีใครหวงสิ่งใดไว้คนเดียว ที่นี่เลยไม่เคยมีใครถูกทิ้งให้อ้างว้างและโดดเดี่ยว ตอนที่ฉันเรียนเรื่องนี้ คุณครูบอกว่าที่โลกของเธอมีคนที่มีความรู้สึกโดดเดี่ยวเช่นนี้จนฆ่าตัวตายด้วย สาเหตุของเรื่องนี้ก็เกิดจากความปรารถนาที่เขาคนนั้นอยากจะเก็บคนรักของเขาไว้คนเดียวนั่นแหละ เมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการเขาจึงผิดหวัง”

“นี่มันไม่ใช่เรื่องความเอื้อเฟื้อ แต่มันเป็นเรื่องของทัศนคตินะ” เธอพูดย้ำ

“ในสังคมดาวโลกไกอาของพวกเธอมีทัศนคติที่แปลกและขัดแย้งกันอยู่สองอย่างคือ ในขณะที่พวกเธอมีความเชื่อต่อความรักว่าจะต้องหวงไว้คนเดียว แต่ธรรมชาติในกายเธอกลับเรียกร้องและปรารถนาอิสรภาพ ปรารถนาประสบการณ์ที่ไร้ขีดจำกัด เธอทำทั้งสองอาการนี้ในเวลาเดียวกันได้อย่างไร เพราะสองทัศนคตินี้มันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง คนที่ยึดถือทัศนคติเรื่องความรักแบบนี้บนโลกของเธอจึงต้องพบกับความผิดหวังอยู่ตลอดเวลา”

“ความต้องการเก็บไว้คนเดียวคือแนวคิดเรื่องการแบ่งแยก เพราะเธออยากจะแยกของของเธอไม่ให้คนอื่น และในขณะเดียวกันทุกคนในสังคมเขาก็คิดแบ่งแยกแบบที่เธอคิดเช่นกัน เธอจึงไม่ต้องแปลกใจและพยายามเรียกหาความเห็นอกเห็นใจจากคนอื่นเลย เพราะสิ่งนี้มันจะนำเธอไปสู่ความอ้างว้างและโดดเดี่ยวในที่สุดอย่างแน่นอน” เธออธิบายเพิ่ม

“ฉันพอเข้าใจนะ แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันผิดศีลธรรมอยู่ดี มันทำใจลำบากเหมือนกันหากฉันเห็นคนที่ฉันรักไปมีอะไรกับคนอื่น” ผมพูด

“ฉันคิดว่าคำว่าผิดศีลธรรมน่าจะเป็นข้ออ้างที่เกิดขึ้นจากฝ่ายที่ต้องการเก็บไว้คนเดียวมากกว่า ถึงแม้ว่าเธอจะเรียกสิ่งนี้ว่าผิดศีลธรรมแต่พวกเธอก็ทำกันอยู่ดี เพราะธรรมชาติของเธอเป็นอย่างนั้น”

“แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นความผิด ความถูก” ผมถาม

“ถ้าจะให้ตอบ เราน่าจะดูผลลัพธ์ที่ตามมาของการกระทำนั้นๆ” เธอตอบ

“ถ้าสิ่งที่เธอเรียกว่าความถูกต้องนั้นสร้างปัญหาต่างๆ มากมาย จะให้ฉันเรียกสิ่งนั้นว่าถูกได้อย่างไรกัน สำหรับที่นี่ไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยมีใครอกหัก ไม่มีใครฆ่าตัวตายเพราะผิดหวัง ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งเพราะหึงหวง” เธอตอบ

“อย่าห่วงไปเลยค่ะทิม เธอจะไม่มีคำว่าเสียใจจากฉันโดยเด็ดขาด” โคฮารุกระซิบบอกผมเบาๆ ขณะที่เธอยังกอดผมอยู่ พร้อมกับหันหน้าขึ้นมาจนแทบจะชิดริมฝีปากของผม

“ผมบอกคุณตามตรงนะครับ ถึงแม้ว่าผมเพิ่งจะได้เจอคุณแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงความรักที่คุณมอบให้ผม และในหัวใจผมก็บอกมาว่าผมรักคุณจนสุดหัวใจครับ” ผมตอบกลับพร้อมจูบเบาๆ ที่แก้มของเธอ

“ถ้าคนบนโลกของเธอที่ไม่เข้าใจเรื่องภาษาจิตมาเห็นพฤติกรรมของคนบนโลกของเรา เขาก็จะคิดกันว่า พวกเราเป็นพวกใจง่าย สามารถไปนอนกับใครๆ ก็ได้เพียงแค่เจอกันไม่กี่ชั่วโมง” เธอพูด

“ภาษาจิตเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้หรือ” ผมถาม

“ที่จริงจะพูดว่าภาษาจิตก็ไม่ถูกเท่าไหร่ ในที่นี้คงต้องเรียกว่าภาษาจักรวาล ซึ่งเป็นภาษาสากลที่สามารถทำความเข้าใจความจริงได้มากกว่า”

“ดังที่พ่อของฉันเคยบอกเธอว่าท่านนั้นเตรียมตัวเพื่อจะพบกับเธอล่วงหน้ามาหนึ่งปี ฉันเองก็ตั้งตารอเธอเช่นเดียวกัน ฉันรู้ที่มาว่าเธอเป็นใคร เคยเป็นอะไร หรือเคยมีความสัมพันธ์กับฉันอย่างไร ดังนั้นเมื่อเรารู้ความจริงทั้งหมด พวกเราจึงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเริ่มต้นสานสัมพันธ์กันใหม่ เราทำทุกอย่างเพื่อต่อยอดจากที่เราเคยเป็นมาได้เลย เราทุกคนในดาวโลกทึงร่ารู้ที่มาของตัวเอง ยกเว้นคนในดาวโลกไกอาของเธอเท่านั้นที่ทุกคนต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ทุกๆ ครั้งที่เจอกัน” เธออธิบาย

“เวลาที่พวกเรามองชีวิตของคนบนดาวโลกของเธอ หากเปรียบเทียบว่าหนึ่งช่วงชีวิตเท่ากับการไปโรงเรียน 1 วัน วันแรกที่พวกเธอเจอเพื่อนๆ เธอแนะนำตัวเพื่อทำความรู้จักกัน นั่งเรียนหนังสือด้วยกัน ไปกินข้าวด้วยกัน ไปวิ่งเล่นด้วยกัน พอตกเย็นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน นั่นเท่ากับจบไปหนึ่งภพชาติ พอวันที่สอง ภพชาติที่สอง พวกเธอมาเจอกันอีก เธอกลับมาเริ่มแนะนำตัวกันใหม่ เรียนรู้ที่จะเล่นด้วยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน วันที่สามก็มาแนะนำตัวทำความรู้จักกันอีก พวกเธอทำอย่างนี้ในทุกๆ วัน เธอว่าตลกไหมล่ะ” เธอถาม

“เธอเปรียบเทียบช่วงชีวิตหนึ่งของพวกเราแค่หนึ่งวันเท่านั้นเองหรือ” ผมพูด

“ใช่สิ เธอเกิดแล้วก็ตายหนึ่งชาติ” เธอตอบ

“ใครจะไปจำประสบการณ์ข้ามภพข้ามชาติได้” ผมตอบ

“ใช่แล้ว แค่ในเฉพาะดาวโลกของเธอนะ แต่ไม่ใช่สำหรับที่นี่และที่อื่นๆ จริงๆ พวกเธอไม่ใช่ว่าจำไม่ได้ แต่พวกเธอใช้กลไกในการเข้าถึงข้อมูลแบบมีขีดจำกัดต่างหาก ประสาทสัมผัสที่พวกเธอใช้กันอยู่นั้นแท้ที่จริงมีไว้ให้แค่สามารถรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น”

“เล่าให้ฟังหน่อยสิว่า อดีตเธอเคยเป็นใครและฉันเคยเป็นใคร” ผมถาม

“ได้สิ ในอดีตย้อนกลับไปราวๆ ห้าร้อยปี ในภพชาติที่เราสองคนเคยมีชีวิตร่วมสมัยกัน สมัยนั้นเราเป็นแค่คนรักกันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบสามีภรรยา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสถานภาพของเราทั้งสองนั้นแตกต่างกัน ฉันเป็นธิดาของพระราชาองค์หนึ่ง ส่วนเธอก็เป็นเพียงข้ารับใช้ในวังของพระองค์ ความสัมพันธ์ของเราจึงเป็นเพียงแค่การแอบพูดคุยกันและแอบมีอะไรกันบ้างถ้ามีโอกาส เราเคยอธิษฐานจิตร่วมกันว่า ขอให้มาเกิดเป็นสามีภรรยากันในอนาคต เหตุการณ์ช่วงที่เราใช้ชีวิตร่วมกันนั้นสั้นมากเพราะหลังจากนั้นไม่นานเมืองของเราก็เกิดสงคราม เราถูกกองทัพศัตรูบุกเข้าโจมตีแบบย่อยยับ ทุกคนต่างหนีเอาตัวรอด ฉันถูกคนในวังพาขึ้นเรือหนีไปอยู่อีกเมืองหนึ่งที่อยู่ทางเหนือและไปมีสามีเป็นคนที่นั่น ส่วนเธอก็ถูกฆ่าตายระหว่างสงครามในเวลานั้นเอง”

“ฉันใช้ชีวิตจนหมดอายุขัยที่นั่นแล้วก็มาเกิดอีกยุคหนึ่งที่ไม่มีการเกี่ยวข้องกับเธอเลย และในช่วงชีวิตนี้นี่เองที่ฉันได้มีโอกาสพัฒนาจิตสำนึกให้สูงจนสามารถมาเกิดที่ดาวโลกทึงร่านี้ได้” เธออธิบาย

“ถ้าอย่างนี้ การที่ฉันมาเจอเธอที่นี่ก็เป็นเพราะเราเคยปรารถนาที่จะมาเกิดเป็นสามีภรรยากันน่ะสิ” ผมถาม

“ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด การที่มีใครสักคนประสงค์ให้เธอมาที่นี่ไม่ใช่แค่เหตุผลนี้เหตุผลเดียว มันยังมีอีกหลายเหตุผลที่สลับซับซ้อน นี่เป็นแค่ชิ้นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ทั้งหมดซึ่งมีเราประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวเท่านั้น” เธอตอบ

“ฉันดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้ง…ที่รักของฉัน” เธอพูดกับผม พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาจูบผม

“ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนคือความรู้สึกผูกพันจากอดีตชาติ อันไหนคือความใคร่ที่เกิดจากการปลุกเร้าทางเพศ แต่ผมก็คิดว่าเธอคนนี้แหละที่จะเป็นคนรักของผมตลอดไป”

“ผมก็รักคุณครับ” ผมตอบเธอได้เท่านี้เพราะไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาแสดงความรู้สึก

 

“เมื่อเกือบ 500 ปีก่อน ฉันและเธอได้เป็นแค่คู่รักที่หลบๆ ซ่อนๆ วันนี้เราสามารถรักกันได้อย่างเปิดเผย เราสามารถเป็นของกันและกันได้อย่างอิสระ ฉันจะใช้เวลาทุกวินาทีอยู่กับเธอให้มีค่ามากที่สุด” เธอพูด

“ครับ ผมจะถนอมรักษาความรักของเรานี้ไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน” ผมตอบ

“ค่ะ”

“ตอนนี้ผมไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธออีกต่อไป ผมรู้สึกแบบเดียวกับเธอคือเราทั้งสองต่างรอคอยที่จะได้เจอกันมานานแสนนาน ผมสามารถเรียกเธอว่าเป็นภรรยาของผมได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ผมคิดว่าคงไม่ต้องสร้างความสนิทสนมกับเธอให้มากกว่านี้อีกแล้ว อากาศที่หนาวเย็นประกอบกับไออุ่นของโคฮารุที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนวมทำให้คืนนี้ผมนอนหลับอย่างมีความสุขที่สุด เราสองคนนอนกอดกันทั้งที่เปลือยกายอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งคืน”