๖๘.
รูปธรรมกึ่งพลังงาน
รุทอนพาผมเดินขึ้นมายังชั้นดาดฟ้าของอาคารที่พักและน่าจะเป็นชั้นสูงสุดแล้ว บนนี้ประกอบไปด้วยหมู่อาคารยอดแหลมคล้ายเจดีย์ขนาดเล็กจำนวนมาก มีทั้งสูงและต่ำ ทั้งหมดถูกสร้างด้วยโลหะสีทองรูปทรงกรวยและมีเหลี่ยมมุมเป็นจีบๆ ลักษณะเหมือนผลมะเฟืองถี่ๆ ยาวตลอดจนถึงยอด หากคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับวัดทางพุทธศาสนาถ้ามองเผินๆ คงจะคิดว่านี่คือเจดีย์ แต่สำหรับผมที่เป็นชาวพุทธโดยกำเนิด เมื่อผมเห็นใกล้ๆ ก็สามารถบอกได้เลยว่าไม่ใช่เจดีย์ ผมว่ามันดูเหมือนเสาอากาศมากกว่า ที่สำคัญด้านล่างของอาคารทรงกรวยเหล่านี้มีประตูที่เปิดปิดได้ และภายในก็ดูจะเอาไว้เก็บอะไรสักอย่างด้วย แต่เท่าที่ดูตอนนี้ไม่มีอะไรอยู่ข้างในนั้น
“ที่นี่ใช้ทำอะไรครับ” ผมถามทันที
“มันเป็นทั้งที่สำหรับจอดยานและก็เป็นที่สำหรับใช้ฝึกนักบินหัดใหม่ด้วย เหล่านักบินมือเก่าเขาจะสามารถนำยานขึ้นลงตามแนวดิ่งได้ในทุกๆ ที่ แต่สำหรับนักบินหัดใหม่การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งนั้นจะยังไม่ชำนาญ เขาจะเคลื่อนที่ได้อย่างเป็นธรรมชาติเฉพาะในแนวระนาบเท่านั้น ดังนั้นเวลาที่เขาจะนำยานขึ้นและลงจึงต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยเหลือ ซึ่งก็คือยอดแหลมที่ทำหน้าที่แหวกสนามแม่เหล็กเหล่านี้กับรูปธรรมผู้ช่วยอีกหนึ่งรูปธรรม”
“เธอคงพอรู้มาบ้างแล้วใช่ไหมว่ายานบินของเราทำงานด้วยหลักการอะไร” เขาถามย้ำ
“เอ่อ..พอรู้ครับ เคยมีคนเล่าให้ฟังอยู่ แต่ผมไม่เข้าใจหรอกครับ” ผมตอบ
“อธิบายแบบง่ายๆ เลยนะ หลักการเคลื่อนที่ของยานคือการแหวกหรือถ่างสนามพลังงานทุกชนิดที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นอากาศ สนามแม่เหล็ก หรือคลื่นความถี่ชนิดต่างๆ ให้กลายเป็นที่ว่าง โดยการส่งพลังทางจิตเข้าไปในกลไกที่ทำหน้าที่ขยายพลังนี้ให้เข้มข้นมากขึ้น พลังทางจิตที่ถูกขยายและส่งออกไปนี้จะมีอนุภาคในการแหวกหรือถ่างสนามพลังงานให้เป็นเส้นตรงแบบชั่วคราว เมื่อยานเคลื่อนที่อยู่ในความว่างจึงไร้ซึ่งการเสียดทานใดๆ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านระยะทางด้วยตราบใดที่พื้นที่ว่างนั้นยังดำรงอยู่ ยานเหล่านี้จึงเคลื่อนที่ได้เร็วมากๆ เร็วกกว่าความเร็วของเสียงเสียอีก”
“เวลาที่นักบินฝึกหัดจะลงจอด เขาจะต้องมาหยุดนิ่งอยู่เหนือยอดแหลมประจำยานลำนั้นๆ แล้วจึงค่อยๆ ลงจอด”
“นี่ก็หมายความว่า หนึ่งยอดต่อหนึ่งลำอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ใช่ มันเป็นเหมือนโรงเก็บยานไปในตัว ระหว่างที่ยานจอดอยู่ภายใตยอดแหลมพวกนี้ก็จะปลอดภัยจากสนามแม่เหล็กและคลื่นรังสีต่างๆ ทำให้ยานคงสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา” รุทอนอธิบาย
“โอ้โห! เท่าที่เห็นนี้ ผมว่ามันมีเป็นพันลำเลยนะครับ”
“ครับ แต่ตอนนี้ถูกใช้งานหมดทุกลำครับ”
“เหลือเพียง 3 ลำ ที่กำลังออกไปบินทดสอบกัน 2 ลำ และของผมอีก 1 ลำ”
“ผมอยากเห็นมันจังเลยครับ”
“เดี๋ยวคุณก็ได้เห็นตอนที่เขาทั้ง 2 คนกลับมา”
ลานด้านบนนี้เป็นลานที่กว้างมาก นอกจากพื้นที่ดาดฟ้าของอาคารนี้แล้วยังมีพื้นที่ที่ต่อเชื่อมไปยังลานบนภูเขาอีก รุทอนพาผมเดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงอาคารยอดแหลมอีกอาคารหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อาคารนี้ดูเหมือนกองบัญชาการการบินหรือหอบังคับการบิน เพราะดูจากสัณฐานแล้วใหญ่กว่าทุกอาคารและมีห้องที่อยู่ด้านบนก่อนจะเป็นยอดแหลม
“ที่นี่คือห้องทำงานของผม เชิญครับ” เขาเชิญชวนขณะที่กำลังเดินเข้าไปในอาคารหลังนั้น
“ทีแรกผมนึกว่าบนนี้จะเป็นปราสาทราชวังเสียอีกนะครับ” ผมเปิดประเด็นพูดคุยหลังจากนั่งลงที่โต๊ะหินขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง
“พอเข้ามาข้างในจริงๆ โดยเฉพาะในห้องนี้ มันดูเป็นแค่ห้องธรรมดาๆ เรียบๆ แค่นั้นเอง”
“ครับผม ถึงแม้ว่าเราจะได้ชื่อว่าเป็นรูปธรรมชั้นสูงหรือผู้ปกครอง แต่เราก็มีชีวิตที่ธรรมดาๆ ครับ”
“คำว่าผู้ปกครอง ผมว่าอาจจะไม่ตรงกับที่ผมเป็นด้วยซ้ำ ถ้าจะให้ตรงตามความหมายที่แท้จริงน่าจะเรียกว่า ผู้ดูแลกลไกของจักรวาลให้เรียบร้อยมากกว่า ผมไม่เคยปกครองใคร ไม่เคยมีกฎข้อบังคับใคร และไม่มีใครอยู่ภายใต้การควบคุมของผม”
“หน้าที่ของพวกผมคือจะต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลาสำหรับทุกๆ กรณีที่เป็นอุบัติเหตุของจักรวาลอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งระบบ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตั้งของศูนย์กลางเอกภพนั่นคือที่นี่กับดาวโลกไกอาของคุณ เราจะต้องไม่ให้มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นเลย ดังนั้นลักษณะทางกายภาพของผมจึงเป็นรูปธรรมกึ่งพลังงาน คือไม่จำเป็นต้องมีการนอนหลับ ไม่ต้องกิน ไม่ต้องขับถ่าย แต่ยังต้องมีการสืบพันธุ์” เขาทิ้งท้ายด้วยประเด็นสำคัญ
“ทำไมยังต้องสืบพันธุ์หรือครับ” ผมถามต่อ
“สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งเดียวที่พวกผมต้องทำ เพราะร่างกายมีสภาพเป็นกึ่งรูปธรรม การเกิดหรือการปฏิสนธิก็ยังต้องอาศัยการ ก่อรูป แบบรูปธรรมที่จับต้องได้อยู่ แต่ก็จะมีกิจกรรมที่ว่านี้น้อยมากๆ อาจจะสี่ถึงห้าแสนปีหรือล้านปีถึงจะมีการสืบพันธุ์สักครั้งหนึ่ง”
“หา! ล้านปี” ผมอุทาน
“และการปฏิสนธินี้ก็ต้องมีการแจ้งล่วงหน้ากันด้วยว่า ใครจะมาเกิด มาเกิดที่ใคร หรือใครจะทำหน้าที่เป็นพ่อเป็นแม่ ถึงแม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ถ้าถูกเลือก เราก็ต้องพร้อมที่จะทำตามนั้น และก่อนที่ทั้งสองจะมีอะไรกัน เราก็ต้องมา เอ่อ…น่าจะใช้คำว่าเก็บตัว คือเราทั้งสองจะต้องมารออยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งเป็นเวลานานพอสมควร เพื่อรอประกาศกำหนดเวลาปฏิสนธิ ซึ่งมันจะต้องถูกต้องแม่นยำแบบคิดกันเป็นวินาทีเลยทีเดียว และเมื่อถึงเวลาดังกล่าว สองคนถึงจะเริ่มปฏิบัติกิจกรรมทางเพศกัน”
“ไม่ใช่คิดว่าจะมีอะไรกันเมื่อไหร่ก็ได้ หรือทำเล่นๆ เพื่อความบันเทิงเหมือนที่พวกคุณทำกันบนโลกนะ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นจะมีการแจ้งข่าวนี้ไปทั่วทั้งจักรวาล และสถานที่แห่งการปฏิสนธินั้นก็จะมีรูปธรรมชั้นสูงมาชุมนุมกันเหมือนมีงานเทศกาลอะไรสักอย่างเลยทีเดียว”
“โอ้โห! อย่างนี้กว่าจะมีใครมาเกิดในแบบที่คุณเป็นก็น้อยมากเลยสิครับ”
“ใช่ การเกิดของมนุษย์โลกทึงร่านั้นปรกติก็ถือว่ามีน้อยอยู่แล้ว แต่แบบที่ผมเป็นนี้ยิ่งน้อยกว่าไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า”
“แล้วดวงจิตเหล่านั้นมาจากไหนล่ะครับ”
“เป็นผู้อาสามาทำงานโดยตรงจากนอกเอกภพ จากพระผู้สร้างโดยตรง ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของกำหนดการล่วงหน้าว่าจะมาเกิดที่ใคร เวลาใด”
“ในอดีตเคยมีการปฏิสนธิในลักษณะที่คล้ายๆ อย่างนี้บนโลกของเธอด้วยนะ”
“หมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถาม
“คือนอกจากจะมีการปฏิสนธิระหว่างรูปธรรมกึ่งพลังงานด้วยกันแล้ว ยังเคยมีการปฏิสนธิระหว่างรูปธรรมกายภาพคือคนบนดาวโลกไกอาของคุณกับรูปธรรมกึ่งพลังงานอย่างพวกผมด้วย ซึ่งเคยเกิดมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้งในประวัติศาสตร์โลกของคุณ บุคคลเหล่านั้นจะได้ชื่อว่าเป็นมหาบุรุษ พวกเขาจะเกิดมาพร้อมกับภารกิจและเรื่องเล่ามากมาย การมาเกิดของเขาคนนั้นมักจะมีการทำนายไว้ล่วงหน้ามาเป็นพันๆ ปี และลักษณะการเกิดของเขาก็จะพิเศษกว่าคนทั่วๆ ไป คือจะมาเกิดในครรภ์ของหญิงพรหมจรรย์ที่ไม่เคยมีสามีมาก่อนเท่านั้น และกระบวนการปฏิสนธิก็จะมีลักษณะเป็นกึ่งกายภาพกึ่งพลังงาน คือพูดง่ายๆ ฝ่ายหญิงจะรู้สึกเหมือนกับว่าเธอแค่ฝันไปเท่านั้น ซึ่งมักจะฝันว่าได้มีอะไรกับทูตสวรรค์ที่มีรัศมีสว่างเรืองรองอะไรประมาณนั้น”
“โดยบุคคลที่จะมาปฏิสนธิแบบนี้ได้มักจะถูกกำหนดภารกิจและบทบาทไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เขาจะต้องมาทำอะไร ซึ่งภารกิจเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกของคุณทั้งสิ้น คนสุดท้ายที่มาเกิดด้วยวิธีแบบนี้คุณรู้จักเขาดี”
“ใช่ “พระเยซู” ไหมครับ ผมรู้สึกว่าพระองค์ก็มีลักษณะการเกิดแบบนี้เหมือนกัน”
“ใช่แล้ว”
“เอ่อ…” ผมกำลังคิดจะถามอะไรต่อ
“เอาล่ะ เราพอแค่นี้ก่อน ผมคิดว่าได้เวลาตอบคำถามที่ผมติดค้างคุณไว้แล้วนะครับ” เขาตัดบทหลังจากสนทนามาได้สักพัก
“คำถามอะไรนะครับ ผมลืมไปแล้ว”
“ก็คำถามที่ว่า ประตูทางเชื่อมระหว่างโลกของเรานั้นใครสร้าง สร้างมาเมื่อไหร่ และสร้างมาเพื่ออะไรไงครับ”
“อ๋อ! ใช่ครับ ผมตื่นเต้นจนลืมไปหมดเลย”