อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๒๔.

๒๔.

เพื่อนโลกเก่า

ท้องฟ้าขณะนี้เป็นสีครามอมม่วง เสียงสรรพสัตว์ร้องดังเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งผืนป่า ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก พวกมันคงกำลังมองหาที่เหมาะๆ สำหรับการนอน ในคืนนี้ ซึ่งก็คงไม่ต่างจากผมสักเท่าไหร่ จะผิดกันแค่พวกมันนั้นรู้ว่ามันจะไปนอนที่ไหน ส่วนผมนั้นไม่รู้อะไรเลย

และแล้วผมจึงตัดสินใจว่า คงจะต้องหาสถานที่สำหรับการพักแรมในค่ำคืนนี้ ได้แล้ว เพราะท้องฟ้าใกล้จะมืดเต็มที ผมมองไปข้างทางด้านหนึ่งที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่ริมลำธาร จึงลองเดินเข้าไปสำรวจดู ใต้ต้นไม้นี้มีพื้นดินแห้งๆ และราบเรียบพอ สมควร ที่ด้านข้างถัดออกไปมีลำธารเล็กๆ กว้างประมาณแค่คนโดดข้ามได้อยู่ ถัดจาก ลำธารก็เป็นทุ่งหญ้าโล่งกว้าง มองเห็นเนินหญ้าน้อยใหญ่สลับกันไปมา ผมวักน้ำที่ลำธาร ขึ้นมาล้างหน้าพร้อมกับกรอกใส่ขวดน้ำที่ตอนนี้ไม่มีน้ำเหลือเลยจนเต็ม ผมนั่งลงและ เอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น

เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ ตอนนี้พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว แต่เนื่องจาก ท้องฟ้าของโลกนี้ไม่ถึงกับมืดมาก ผมยังเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ขณะที่ผมนั่งคิดทบทวน อะไรต่อมิอะไรอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงย่ำบนใบไม้แห้งมุ่งหน้ามายังผม ถึงตอนนี้ในสมอง ผมคิดในด้านแย่ขึ้นมาทันที ผมลุกขึ้นนั่งชันเข่าในท่าเตรียมพร้อม

ถึงแม้มีนจะบอกผมตลอดว่าไม่ต้องวิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น แต่หัวใจผมก็เต้น แรง ดวงตาเบิกกว้างและจ้องเขม็งไปยังที่มาของเสียง

เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาๆ และแล้วภาพของเจ้าของเสียงก็ปรากฏออกมาในความ มืดสลัวๆ ผมรู้สึกโล่งอกไปเปราะหนึ่ง เพราะสิ่งที่เห็นคือชายคนหนึ่งกำลังเดินตรงมา หาผม

“สวัสดีครับ นั่นใครครับ” ผมทำใจดีสู้เสือ ตัดสินใจทักทายออกไปก่อนเพื่อ หยั่งความเป็นมิตร

“อยู่ตรงนี้นี่เอง” ชายคนนั้นพูดตอบกลับมา

คราวนี้ผมรู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะรู้แน่ๆ ว่าไม่น่าจะมี อันตรายอะไร ชายคนนี้มีท่าทางและน้ำเสียงเป็นมิตร รูปร่างไม่สูงนัก อายุน่าจะราวๆ 50 ปี เพราะผมของเขาเริ่มเป็นสีขาวๆ เทาๆ แล้ว

“สวัสดี” เขากล่าวทักทายกลับมา

“เธอน่าจะเดินต่ออีกสักหน่อยนะ แค่พ้นราวป่าข้างหน้านี้ก็จะถึงบ้านของฉัน แล้ว” เขาพูดทำนองต่อว่านิดๆ

“ฉันรอเธออยู่นะ แต่พอเห็นว่าเธอจะนอนตรงนี้ ฉันเลยต้องรีบเดินมาตาม” เขาย้ำ

“คุณรู้หรือครับว่าผมกำลังเดินทางมา” ผมถาม

“รู้สิ” เขาตอบ

“เมื่อเช้านี้คนเฝ้าประตูเขาแจ้งฉันว่า เธอจะมาวันนี้” ชายคนนั้นตอบ

“ใครนะครับ?” ผมถาม

“ก็คนที่เธอเพิ่งจากเขามาเมื่อตอนสายวันนี้ไงล่ะ” เขาตอบ

“คุณหมายถึงมีนน่ะหรือครับ” ผมย้ำ

“ใช่”

“เขาบอกคุณอย่าง…” ผมกำลังจะถามเขาต่อ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าพวกเขาคง ใช้ภาษาจิตคุยกัน

“ภาษาจิตไม่มีปัญหาเรื่องระยะทาง แค่กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนก็สามารถ สื่อสารกันได้” เขาอธิบายถึงสิ่งที่ผมกำลังคิด

“ไป….เดินไปที่บ้านของฉันกันก่อนดีกว่า” เขาชวน

“ที่จริงฉันส่งโทรจิตมาบอกเธอแล้วนะว่า ให้เดินมาอีกหน่อยๆ เธอได้ยินที่ ฉันบอกไหม” ชายคนนั้นพูด

“ไม่แน่ใจครับ ผมแค่รู้สึกว่าน่าจะมีที่ที่ดีกว่านี้อยู่ข้างหน้า” ผมตอบ

“แต่เธอก็ไม่เชื่อความคิดนั้น ใช่ไหม” เขาพูด

“ก็ผมเห็นว่าตอนนี้มันมืดแล้วนี่ครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจอกับอะไรด้วย”

“ปัญหาของคนในโลกของเราก็อย่างนี้แหละ มักจะไม่เชื่อความคิดที่ผุดขึ้น จากข้างใน”

“เดี๋ยวนะครับ ที่คุณบอกว่า คนในโลกของเรา คือหมายถึงโลกของคุณหรือ ของผมครับ” ผมถาม

“อ้อ! ฉันขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะ” เขาพูดพร้อมกับเดินไปเรื่อยๆ “ฉันชื่อโยชิดะ ที่จริงฉันก็เป็นคนโลกเดียวกันกับเธอนั่นแหละ ฉันเป็นทหาร ของประเทศญี่ปุ่นและเป็นนักบิน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ 76 ปีแล้ว” เขาพูด

“คุณเป็นคนญี่ปุ่น!! แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ” ผมรู้สึกเหมือนได้เจอ เพื่อนสนิท

“ฮ่าๆ ฉันก็รู้สึกว่าได้เจอเพื่อนสนิทเหมือนกัน” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี เหมือน ว่าเขาจะได้ยินสิ่งที่ผมคิด

“ตอนแรกที่ฉันมาก็ไม่รู้หรอกว่า ฉันมาที่นี่ได้อย่างไร เพิ่งมารู้ตอนหลังว่า ฉัน เข้ามาจากประตูระหว่างดาว แต่ประตูที่ฉันมาไม่ใช่ประตูเดียวกับของเธอนะ ฉันเข้ามา จากประตูกลางทะเล เข้ามาพร้อมเครื่องบินของฉันทั้งลำเลย”

“โอ้โห! น่าตื่นเต้นจัง คุณเล่าเหตุการณ์ให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ”

ผมเคยอ่านเจอเรื่องราวทำนองนี้อยู่หลายครั้ง ที่มีเครื่องบินหรือเรือรบหาย ไปจากจอเรดาร์ และเคยสงสัยเหมือนกันว่ามันจะเป็นเรื่องจริง เปล่า ไม่คิดว่าวันนี้จะ ได้มาเจอกับบุคคลที่มีประสบการณ์นั้นจริงๆ

“ตอนนั้นฉันอายุ 29 ปี เป็นทหารกองบินญี่ปุ่น วันนั้นฉันจำได้แม่นว่าคือวัน ที่ 4 ธันวาคม 1941 เพราะเป็นวันแรกที่ฉันขับเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุด Mitsubishi A6M Zero ภารกิจของฉันคือบินคุ้มกันการเคลื่อนย้ายกำลังพลมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะฮาวาย ซึ่งช่วงนั้นที่จริงจักรวรรดิญี่ปุ่นกำลังอยู่ในระหว่างการทำสงครามกับประเทศจีน แต่ก็ ไม่รู้ว่าคราวนี้ทำไมถึงได้กลับด้านกันคนละทิศ มุ่งหน้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกไปทางหมู่ เกาะฮาวาย ฉันรู้แค่ภารกิจของฉันคือบินคุ้มกันกองเรือรบจำนวนหนึ่ง ซึ่งประกอบไป ด้วยเรือพิฆาตหลายสิบลำ เรือบรรทุกเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมากเท่านั้น แต่ภารกิจ หลักไปทำอะไรฉันไม่รู้ แต่เดาว่าต้องมีการปะทะกันครั้งใหญ่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

“ที่ฉันไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นเป็นอย่างไร เพราะในวันนั้นระหว่างที่ฉัน กำลังบินลาดตระเวนอยู่ห่างจากขบวนเรือพิฆาตประมาณ 15 ไมล์ และอยู่ห่างจากกรุง โตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 ไมล์ ฉันก็วิทยุรายงานไปยังกองเรือที่ กำลังมุ่งหน้าทางทิศตะวันออกว่า ฉันอยู่ในตำแหน่ง 7 นาฬิกาของกองเรือระยะห่าง 15 ไมล์ สักครู่ก็ได้ยินเสียงวิทยุจากกองเรือตอบกลับมาว่า รับทราบ ต่อจากนั้นฉันก็ รายงานสภาพอากาศทั่วไป”

“8.45 น. สภาพอากาศแปรปรวน ท้องฟ้าปิดมีเมฆฝน อาจเกิดพายุฝนฟ้า คะนองโปรดระมัดระวัง” ฉันรายงานสภาพอากาศตามที่ฉันเห็นในตอนนั้น

“กองเรือ…สภาพอากาศแจ่มใสท้องฟ้าโปร่ง คุณลองเช็คพิกัดดูอีกครั้งสิว่า คุณอยู่ในตำแหน่ง 7 นาฬิกาห่างออกไปจากเรา 15 ไมล์จริงหรือ เพราะที่นี่ท้องฟ้า โปร่งมาก และในระยะรัศมี 20 ไมล์นี้ไม่มีเมฆฝนเลย” เสียงจากวิทยุกองเรือตอบกลับ

“ฉันก็แปลกใจเหมือนกันเลยลองเช็คพิกัดดู แต่ทุกอย่างก็ดูปรกติดี ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงฟ้าแลบเปรี้ยะๆๆ แป บๆๆ เหมือนกับเสียงสายฟ้าก่อนจะผ่าลงมา ตอนนั้นฉันคิดในใจว่า ถ้าโดนฟ้าผ่าลงมากลางเครื่องบินคงแย่แน่ๆ เพราะเสียงมันใกล้ มากๆ วินาทีนั้นฉันจับคันบังคับแน่น หดคอในท่าเตรียมพร้อม เพราะคิดว่าต้องโดน ฟ้าผ่าอย่างแน่นอน”

“ผมก็ได้ยินเสียงแบบนั้นเหมือนกันครับ” ผมพูดแทรกขึ้นระหว่างที่เขากำลัง เล่าประสบการณ์การเข้าไปในประตูระหว่างดาว

“เวลาผ่านไปหลายวินาที ฟ้าก็ยังไม่ผ่า เสียงแปล๊บๆๆ นั้นหายไปแล้ว แต่ คราวนี้มีปัญหาใหม่เกิดขึ้น เข็มทุกอย่างที่อยู่บนหน้าปัดตีขึ้นตีลง ช่องที่เป็นไฟสัญญาณ เตือนบนแผงหน้าปัดโชว์หมดทุกดวง จอเรดาร์ดับมืด เสียงวิทยุสื่อสารมีแต่เสียงดัง แหลมสลับกับเสียงต่ำไปมา เครื่องบินของฉันมีอาการสั่นเหมือนรถที่กำลังวิ่งบนถนน ขรุขระ มันเป็นอยู่อย่างนั้นประมาณ 10 วินาที”

“ฉันรวบรวมสติและมองไปรอบๆ คิดในใจว่า ทำยังไงดีๆ ตอนนั้นภาพที่ฉัน เห็นภายนอกเครื่องกลายเป็นหมอกสีขาวแทนเมฆฝนสีดำไปแล้ว เข็มที่หน้าปัดและ สัญญาณไฟเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปรกติ เสียงสูงต่ำในวิทยุสื่อสารหายไป เปลี่ยนเป็นความ เงียบสนิทแทน จอเรดาร์กลับมาทำงานเหมือนเดิม แต่ที่ผิดไปก็คือ ไม่มีวัตถุใดๆ เคลื่อนที่ อยู่ใกล้ในรัศมี 100 กิโลเมตรของฉันเลย”

“เมย์เดย์ๆๆ เรียกกองเรือเมย์เดย์ ตอนนี้ QRM ฉันวิทยุแจ้งไปยังศูนย์ด้วย รหัสว่ามีคลื่นรบกวน”

“ฉันวิทยุเรียกออกไปอีกหลายสิบรอบ แต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาสักเสียง เดียว ถึงตอนนี้ฉันรู้สึกกลัวสุดขีด แม้ว่าฉันจะเคยผ่านการฝึกซ้อมในกรณีฉุกเฉินมาแล้ว หลายรูปแบบ แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่เป็นเหมือนครั้งนี้ เครื่องบินทำงานปรกติ จอเรดาร์ ทำงานปรกติ ทุกอย่างดูเป็นปรกติ มีอย่างเดียวที่ไม่ปรกติคือ ไม่มีใครอยู่รอบข้างฉัน เลย”

“แล้วในวินาทีถัดมา เครื่องบินของฉันก็พ้นออกมาจากกลุ่มหมอกสีขาว ทันใด นั้นท้องฟ้าก็กลับกลายมาเป็นสีฟ้าสดใส มีเมฆฝอยสีขาวเรียงกันแบบห่างๆ บรรยากาศ รอบๆ แจ่มใส และเมื่อฉันหันกลับไปมองด้านหลัง ก็ไม่พบร่องรอยของเมฆฝนหรือ หมอกสีขาว หรือเมฆฝนอย่างที่เพิ่งเจอมาเลยแม้แต่น้อย ฉันยังคงบังคับเครื่องบินให้ บินต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าอาจจะมีคลื่นรบกวนเลยทำให้ไม่สามารถติดต่อใครได้ หากบิน ให้ห่างจากจุดนี้อีกสักระยะก็คงกลับคืนสู่ภาวะปรกติ”

“แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด ฉันบินตรงไปเรื่อยๆ กลางทะเล ด้วยความเร็ว 250 กม./ชม. บินไปเป็นชั่วโมงๆ ก็ยังไม่มีใครได้ยินข้อความที่ฉันส่งออกไปสักคน”

“ด้วยความสงสัย ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนคลื่นความถี่วิทยุดู โดยไม่สนใจว่าจะ เป็นคลื่นความถี่ของฝ่ายศัตรูหรือไม่ แล้วมันก็ทำให้ฉันตกใจหนักขึ้นกว่าเดิม เมื่อทุกๆ คลื่นความถี่ที่ปรากฏนั้นไม่มีสัญญาณตอบกลับมาเลย ที่จริงเหมือนไม่มีใครใช้คลื่นวิทยุ พวกนี้ด้วยซ้ำ ทุกคลื่นไม่มีการสนทนา ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ มีแต่ความเงียบ”

“ตอนนั้นฉันรู้สึกกลัวมาก แต่ไม่ได้กลัวเรื่องการผ่านเข้ามาในโลกคู่ขนานนะ เพราะฉันไม่รู้ แต่กลัวว่าฉันอาจจะเข้าไปในเขตของศัตรูแล้วโดนยิงตก เพราะเครื่องมือ บนเครื่องของฉันไม่บอกอะไรแก่ฉันเลย ฉันเหมือนกับคนตาบอด”

“แล้วในที่สุดก็เห็นแผ่นดิน ที่จริงฉันไม่รู้สึกดีใจเท่าไหร่ที่เห็นแผ่นดิน เพราะ การเข้าไปในแผ่นดินโดยไม่รู้ว่าคือที่ไหนนั้นอันตรายมากกว่า ฉันอาจจะโดนข้อหา รุกล้ำน่านฟ้าก็ได้ ฉันจึงตัดสินใจส่งข้อความไปในวิทยุเพื่อขออนุญาตลงจอดฉุกเฉิน แต่ก็เช่นเคย ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ฉันบินไปเรื่อยๆ เพื่อมองหาที่ที่จะใช้เป็นสนามบิน ชั่วคราว ฉันลดเพดานบินต่ำลงมาเพื่อวนหา และแล้วก็ได้ตำแหน่งที่น่าจะพอลงจอด ได้ มันมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าโล่งเตียนและมีความกว้างพอสมควร การลงจอดครั้งนั้น คือการบินครั้งสุดท้ายของฉัน เพราะเครื่องบินเสียหายเกือบทั้งลำ ปีกหักไปหนึ่งข้าง เกิดจากล้อข้างหนึ่งตกหลุมจนทำให้ปีกเอียงไปฟาดกับพื้น ล้อหักทั้งสองข้าง แต่โชคดี ที่ฉันไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ทุกวันนี้เครื่องบินลำนั้นก็ยังอยู่ที่เดิม”

“อยู่ที่ไหนครับ” ผมถาม

“อยู่ห่างจากบ้านของฉันน่าจะสักสองร้อยกิโลเมตร” เขาตอบ

“ฉันเคยไปดูมาครั้งหนึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน”

“ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่แล้วครับ” ผมถาม

“เอ่อ…ฉันมาที่นี่ตอนอายุ 29 มาอยู่ที่นี่ได้ 76 ปี เป็นเท่าไหร่แล้วล่ะ” เขาบอกข้อมูล

“เอ่อ…105 ปีครับ คุณอายุ 105 ปีแล้วหรือเนี่ย ตอนแรกผมเดาว่าน่าจะ สัก 50 นะครับ” ผมประเมินดูจากรูปร่างภายนอกและความคล่องตัว

“จริงหรือ นี่ฉันอายุ 105 ปีแล้วหรือ” เขาเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน

“ถ้าเธอไม่ถาม ฉันก็ไม่รู้นะเนี่ย ฉันอยู่ที่นี่แบบเพลินๆ แล้วฉันเองก็ยังไม่รู้ สึกว่าตัวเองแก่ด้วยนะ”