๕๘.
สมาชิกใหม่
“ขอให้สร้อยเส้นนี้เป็นเหมือนดั่งสายใยเชื่อมใจของเธอทั้งสองคน ฉันรู้ว่านี่คงจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เธอมีให้กัน ต่อจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ความรักของเธอทั้งสองจงยั่งยืนมั่นคงตลอดไป” เธอพูดให้พรแก่เราทั้งสองด้วยถ้อยคำแปลกๆ
“อุมม่าพูดอย่างกับเราสองคนกำลังแต่งงานกันอย่างนั้นแหละ” โคฮารุก็รู้สึกเช่นเดียวกับผม เธอจึงพูดออกมา
“ใช่แล้ว สร้อยเส้นนี้ฉันขอถือโอกาสใช้เป็นเครื่องสักการะต่อรูปธรรมใหม่ที่กำลังจะมาเกิดในตัวของเธอ ฉันรู้ว่าเธอจะเป็นผู้ให้กำเนิดบุตรสาวคนหนึ่งบนโลกใบนี้” เธอเฉลยที่มาของคำพูดแปลกๆ นั้น
“จริงหรือครับ จริงหรือคะ” เราสองคนพูดออกมาพร้อมกัน
“แน่นอนที่สุด ตอนนี้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นแล้ว และมันก็จะต้องเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างที่ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น” เธอพูดด้วยความมั่นใจ
“เอ่อ! คุณรู้ได้อย่างไรครับในเมื่อ…” ผมพยายามหาคำพูดที่จะอธิบายว่าผมเพิ่งร่วมหลับนอนกับโคฮารุมาแค่สองวันแค่นั้นเอง
“ฉันเห็นดวงจิตดวงหนึ่งมาอยู่ในตัวเธอแล้ว” เธอตอบ
“ไชโย! ผมดีใจที่สุดเลยครับ” ผมหันมาพูดกับโคฮารุ
“ฉันก็ดีใจเช่นกันค่ะ” เธอตอบ
“ขอบคุณอุมม่ามากครับ สำหรับความรู้สึกดีๆ ที่ผมได้รับจากการได้พบกับคุณเพียงไม่ถึง 10 นาทีนี้ ขอบคุณจริงๆ ครับ” ผมแสดงความรู้สึกออกมาจากใจ
“ขอบคุณเธอทั้งสองด้วยเช่นกัน ที่ทำให้หัวใจของฉันชุ่มชื่นกับการที่ฉันได้เห็นภาพแห่งความประทับใจของเธอในวันนี้ ฉันไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้มานานแสนนานแล้ว ฉันเห็นเธอแล้วทำให้ฉันรำลึกถึงความหลังของฉันที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 แสนปีก่อน สร้อยที่เธอใส่นี้คือของขวัญที่สามีของฉันมอบให้ในวันที่เราแต่งงานกัน” เธอพูด
“อ้าว! ถ้าสร้อยเส้นนี้มีความหมายต่อคุณอย่างนี้ หนูคิดว่าคุณควรเก็บมันไว้ตามเดิมดีกว่าค่ะ” โคฮารุพูดด้วยความรู้สึกว่าไม่สมควรรับมันไว้
“เธอเข้าใจผิดแล้วเด็กน้อย” เธอรีบท้วง
“ที่ฉันพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ได้พูดเพื่อแสดงความเสียดายของชิ้นนี้กับเธอนะ”
“ของชิ้นหนึ่ง ถ้ามันมีโอกาสได้ทำหน้าที่ของมัน ตัวมันถึงจะมีคุณค่าใช่ไหมล่ะ” เธอหยุดพูดนิดหนึ่ง
“และถ้ามันมีโอกาสได้ทำหน้าที่ถึง 2 ครั้งล่ะ เธอคิดว่าคุณค่าของมันจะเพิ่มขึ้นไหม?” เธอถาม
“เอ่อ…” โคฮารุทำท่าคิด
“มีคุณค่ากับคนคนเดียวกับมีคุณค่ากับคนสองคน อันไหนมากกว่ากันล่ะ” เธอถามอีก
“สองคนมากกว่าค่ะ” เธอตอบอย่างรวดเร็ว
“ประวัติศาสตร์ของสิ่งนี้จะยิ่งเพิ่มคุณค่าไปเรื่อยๆ การที่ฉันมอบให้เธอก็เท่ากับฉันได้เพิ่มเรื่องราวให้มันพอกพูนขึ้นมาอีก วันหนึ่งเมื่อพวกเราทั้งหมดมาเจอกันและกลับมาดูมัน เธอจะเห็นว่ามันนั้นทรงคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด” เธอพูดด้วยสีหน้าแช่มชื่น
พวกเราสนทนากับอุมม่ากันพักใหญ่ๆ ระหว่างที่สนทนากัน อุมม่าก็ถือโอกาสจัดทรงผมให้กับโคฮารุใหม่ เธอเกล้าผมขึ้นเป็นมวยสูง ปักด้วยปิ่นปักผม และนำเอาดอกไม้ดอกเล็กๆ กับเครื่องประดับอีกสองสามชิ้นมาตกแต่งอีกที
ตอนนี้โคฮารุกลายเป็นนางฟ้าที่ดูงดงามระยิบระยับไปทั้งตัว ทุกส่วนในร่างกายของเธอดูสมบูรณ์แบบตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูเธอราวกับว่ากำลังจะไปร่วมงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์แบบหรูหราที่ไหนสักแห่ง เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย พวกเราจึงลาอุมม่าเพื่อไปยังจุดหมายที่เราตั้งใจจะไปกันในตอนแรก
ระหว่างที่เดินไปตามทางก็ยังมีผู้คนมาทักทายผมอยู่เช่นเดิม แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้ข่าวเรื่องการตั้งครรภ์ของโคฮารุแล้วเพราะมีคนเข้ามาทักทายโคฮารุด้วย และทุกคนก็พูดเหมือนกันคือ “ยินดีด้วยนะโคฮารุ”
“ทำไมดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้เรื่องการตั้งครรภ์ของคุณกันแล้วล่ะครับ” ผมหันไปถามเธอด้วยความแปลกใจ
“ทันทีที่อุมม่าเปล่งคำพูดนั้นออกมา เพื่อนของเธอ ญาติของเธอ รวมทั้งญาติของฉัน ซึ่งที่จริงเราทั้งเมืองก็เป็นญาติกันหมดก็จะรู้เรื่องนี้ตามไปด้วย แล้วก็น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีที่ข่าวนี้จะแพร่กระจายไปทั่วโลก” เธอตอบแบบยิ้มๆ
“โอ้โห! ไวขนาดนั้นเลยหรือ ไวยิ่งกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์คเสียอีก” ผมพูด
“ฉันแค่ประเมินแบบคร่าวๆ เท่านั้น จริงๆ ฉันว่ามันน่าจะไวกว่านั้นอีก มันอาจจะในวินาทีนั้นเลยด้วยซ้ำ” เธออธิบาย
“แล้วอย่างนี้พ่อแม่ของเธอก็รู้กันแล้วน่ะสิ” ผมถาม
“แน่นอน ฉันคิดว่าท่านน่าจะรู้พร้อมๆ กับฉันเลยล่ะ เพราะพ่อกับแม่เป็นสายสัมพันธ์โดยตรงกับฉัน ดังนั้นเมื่อฉันรู้ พ่อกับแม่ฉันก็ย่อมรู้เหมือนกัน” เธอตอบ
“แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงไม่มีใครรู้ก่อนที่อุมม่าจะรู้ล่ะ อย่างพ่อกับแม่ของเธอเขาก็น่าจะรู้นะ” ผมถาม
“ทักษะบางอย่างต้องให้คนบางคนเท่านั้นถึงจะทำได้ และส่วนใหญ่ทักษะพวกนี้มักจะมีในคนที่มีอายุมากๆ แล้วเท่านั้น”
“อ้าว! แต่ก็มีคนที่มีทักษะพวกนี้อยู่ตั้งมากมายบนโลกของเธอไม่ใช่หรือ” ผมถาม
“ก็ใช่ แต่ก็ใช่ว่าเขาคนนั้นจะได้มีโอกาสมาพบกับฉันแบบตัวต่อตัวและเพ่งความคิดเข้าไปสำรวจในตัวฉันแบบจำเพาะเจาะจงอย่างที่อุมม่าทำนี่” เธอตอบ
“อ้อ! เข้าใจล่ะ มันต้องกำหนดจิตที่ต้องการจะรู้ต่อคนคนนั้นด้วยใช่ไหม” ผมพูด
“ใช่แล้ว เริ่มฉลาดแล้วนี่” เธอพูดเย้าผม
“ถึงแม้ว่าภาษาจิตจะไม่มีอุปสรรคเรื่องของเวลาและระยะทาง แต่ก็ต้องมีปัจจัยเพื่อจะเข้าถึงการรู้นั้นคือ 1. การกำหนดจิตเพื่อต้องการจะรู้สิ่งที่ต้องการจะรู้ และ 2. การกำหนดให้ใครบ้างที่จะได้รู้ในสิ่งที่เรารู้ เราต้องมีปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงจะสามารถสื่อสารกันได้”
“ยังไงนะ” ผมพูด
“ง่ายนิดเดียว ก็แค่กำหนดว่าอยากจะรู้อะไรกับอยากให้ใครรู้เหมือนเราบ้างแค่นั้น” เธออธิบาย
และแล้วเราก็เดินทางมาถึงที่ที่โคฮารุตั้งใจจะมา
“ถึงแล้วใช่ไหม” ผมถาม
“ใช่ค่ะ” เธอตอบ
สถานที่แห่งนี้เป็นลานโล่งรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างประมาณ 2 สนามฟุตบอล ล้อมรอบไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีการประดับประดาด้วยประติมากรรมปูนปั้นทั้งรูปคนและรูปสัตว์ที่สวยงามตลอดทั้งสามด้านของลานกว้างนี้ ส่วนอีกด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณนี้จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่ละคนแต่งตัวกันอย่างสวยงาม มองไปรอบๆ ก็จะเห็นเหล่าศิลปินนักร้องนักดนตรีกระจายตัวกันทั่วลาน ทุกคนเหมือนมีพื้นที่เล็กๆ ของตัวเองในการแสดงความสามารถ และที่สำคัญที่สุดคือที่นี่มีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการเต็มไปหมด ของกินจะกระจายตัวอยู่รอบๆ ลานนี้ โดยจะมีที่ให้นั่งกินเป็นระยะๆ เช่นกัน เราสามารถเดินไปเลือกเอาอาหารจากร้านไหนก็ได้ เท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อเลย
“วันนี้เป็นวันอะไรหรือครับถึงได้มีงานแบบนี้” ผมหันไปถามโคฮารุ
“อ้อ! มันน่าจะมีการเฉลิมฉลองอะไรสักอย่างน่ะ” เธอตอบ
“เหมือนมีการจัดเทศกาลอาหารเลยนะครับ” ผมเสนอ
“ไม่มีใครต้องจัดอะไรหรอก ที่นี่เป็นเหมือนที่สังสรรค์ พักผ่อน พบปะพูดคุยกันของคนในเมืองนี้อยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้คงมีอะไรพิเศษหน่อย”
“แล้วอาหารการกินพวกนี้ใครเป็นคนจัดการล่ะครับ” ผมสงสัย
“อ๋อ! อาหารที่มาออกร้านที่นี่จะต้องมีการจองคิวกันนะ ไม่ใช่ใครนึกจะมาออกก็ออกได้” เธอบอก
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ จองคิวเพื่อมาแจกอาหารฟรีๆ เนี่ยนะ” ผมถาม
“ใช่!! โดยปรกติคนที่ชอบทำอาหารเหล่านี้เขาก็จะเปิดบ้านเพื่อให้คนเข้าไปกินกันทุกวันอยู่แล้ว แต่การทำอยู่ที่บ้านนั้นปริมาณคนที่เข้าไปกินจะไม่แน่นอน บางวันก็อาจจะไม่มีเลย แต่หากมีงานเทศกาลหรืองานพิเศษแบบนี้เขาจะสามารถทำอาหารให้คนกินได้วันละเป็นร้อยๆ ที่ ซึ่งเขาจะรู้สึกดี เขาจะชอบให้คนได้ชิมฝีมือของเขา ชอบให้คนชมเขา ยิ่งมีปริมาณคนกินมากแบบนี้ เขายิ่งชอบ”
“เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มาทำอาหารให้คนที่ลานนี้กิน เขาจะตั้งตารอคอยให้ถึงคิวเร็วๆ” เธออธิบายเพิ่ม
“เราไปเดินดูกันดีกว่าว่ามีอะไรน่ากินบ้าง” เธอชวน
“ครับ ไปสิครับ”
ตอนนี้เหมือนผมกำลังอยู่ในงานมหกรรมอาหารนานาชาติ ทุกร้านต่างสรรหาเมนูแปลกๆ มาโชว์กันแบบไม่มีใครยอมใคร เมนูส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่ทำจากพืชพันธุ์ธัญญาหารและผลไม้
“เท่าที่มองๆ ดูจะเป็นขนมเสียส่วนใหญ่นะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ค่ะ อาหารที่นี่จะเป็นลักษณะให้กินเล่นหรือไม่ก็เป็นขนม และเขาก็จะทำเป็นคำเล็กๆ จัดวางไว้ในถาดอย่างสวยงาม เขาจะเน้นให้คนทุกคนมีโอกาสได้ชิม เพราะในงานนี้มีอาหารเป็นร้อยๆ อย่าง ขืนทำเป็นจานใหญ่ๆ มีหวังชิมไม่ทั่ว”
“ที่โลกของผมเรียกวิธีการแบบนี้ว่า “ค็อกเทล” ครับ คือเขาจะทำเป็นชิ้นเล็กๆ แบบนี้แหละ” ผมเปรียบเทียบ
ขณะที่เราเดินไปสำรวจร้านต่างๆ ผมสังเกตว่าผู้คนจะแหวกทางให้กับผมและโคฮารุ ถึงแม้ว่าผมจะรู้แล้วว่าทุกคนรู้จักผม แต่ก็ยังอดเขินไม่ได้เมื่อเจอกับการปฏิบัติแบบนี้ โคฮารุเองก็เหมือนกับจะรู้ล่วงหน้ามาแล้วว่าจะต้องมาพบปะผู้คนที่จะเข้ามาแสดงความยินดีกับเธอเช่นกัน
“โคฮารุ คุณรู้สึกไหมว่ามันเหมือนมีการวางแผนล่วงหน้าให้เราต้องมาที่นี่ เหมือนงานนี้ถูกจัดขึ้นมาเพื่อเรา โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณก่อนหน้านี้มันก็ประจวบเหมาะพอดีเหมือนมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเลย คุณรู้ล่วงหน้ามาก่อนหรือเปล่า” ผมตั้งข้อสังเกต
“ไม่นะ ฉันไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่าจะมีอะไรแบบนี้ ฉันแค่ทำตามความคิดที่มันผุดขึ้นในใจเท่านั้นเอง เหมือนกับตอนที่คลายเอินบอกให้ไปที่บ้านปู่ของเขานั้น ในความคิดของฉันก็บอกว่าให้ไปหาเสื้อผ้าชุดใหม่สวยๆ สักชุดก่อน ฉันก็ทำตามมัน แล้วตอนที่เธอคงบอกว่าต้องการหาอะไรกิน ในความคิดฉันก็บอกอีกว่าให้เดินมาที่นี่ เดินมาทางนี้ก็เท่านั้น การที่ฉันได้เจอกับอุมม่า ฉันก็ไม่ได้รู้ล่วงหน้านะ” เธออธิบาย
“ฉันเองพอจะเข้าใจกลไกของเรื่องนี้อยู่บ้างนะ แต่ฉันก็ไม่สามารถอธิบายได้” เธอยอมรับ
“นั่นสิ” ผมพูด
“เอาไว้ถ้าคุณได้พบกับรูปธรรมชั้นสูง คุณลองให้เขาอธิบายดูสิ” เธอแนะนำ
“ได้ครับ”