๗๔.
วิชาภาษาจิต
“ในการเรียนวิชาภาษาจิต คุณต้องมีความพร้อม 3 ประการก่อนนะครับ”
“ประการที่หนึ่ง ร่างกายหรือรูปธรรมของคุณต้องพร้อม เพราะถ้าร่างกายคุณไม่พร้อม ประสิทธิภาพของอำนาจแม่เหล็กในตัวคุณก็จะไม่มีความเข้มข้นเท่าที่ควร สิ่งแรกเลยที่เกี่ยวกับความพร้อมทางกายคือการหายใจ”
“ทำไมมันถึงเกี่ยวกับการหายใจล่ะครับ” ผมถาม
“เกี่ยวสิ สิ่งที่คุณต้องทำคือจะต้องหายใจให้ลึกและยาวตลอดเวลา การหายใจที่ลึกและยาวนี้ในความเป็นจริงแบบง่ายๆ คือมันจะทำให้ร่างกายของคุณนั้นแข็งแรงมากยิ่งขึ้น”
“มันเกี่ยวกันด้วยหรือครับ”
“เพราะการที่คุณหายใจลึก ออกซิเจนที่อยู่ในกระแสเลือดจะสามารถไปล่อเลี้ยงเซลล์ได้อย่างทั่วถึง ยิ่งคุณหายใจได้ลึกเท่าใด เซลล์ผิวหนังของคุณที่อยู่ปลายสุดก็จะตายช้าหรือแทบจะไม่ตายเลย ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ขอให้คุณกำหนดลมหายใจให้ลึกและยาวตลอดเวลา”
“โอ้โฮ! ตลอดเวลาเลยหรือครับ แล้วเวลาที่เราหลับล่ะครับจะทำอย่างไร” ผมถาม
“คุณไม่ต้องห่วงเวลาที่คุณนอนหลับสนิท การหายใจของทุกคนจะลึกและยาวโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว”
“ผลของการกำหนดลมหายใจได้อย่างเป็นธรรมชาตินี้เองที่จะสามารถทำให้คุณกำหนดรู้สภาพความมีชีวิตของตัวเองว่ามีความเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง สิ่งที่คุณต้องรู้เพิ่มเติมคือ ร่างกายที่แข็งแรงของคุณก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในตัวคุณด้วย ซึ่งโลกก็ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า จักรวาลก็ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ และเอกภพก็ประกอบไปด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ยิ่งกว่าด้วยเช่นกัน ซึ่งหากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในตัวคุณแข็งแรง สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติคือความแข็งแรงของ “พลังจิต” พลังจิตของคุณจะมีความเข้มข้นและสามารถเชื่อมโยงกับทั้งระบบได้ และนี่คือความพร้อมประการที่สองอันเป็นผลพวงจากความพร้อมประการที่หนึ่ง”
“ความแข็งแรงของอำนาจจิตนี้คือความสามารถในการส่งความประสงค์ออกไปสู่โครงข่ายสนามแม่เหล็กไฟฟ้าสากลทั่วทั้งจักรวาลใด้อย่างแน่วแน่และมั่นคง อำนาจจิตนี้จะเปรียบเสมือนการ ส่งคลื่นวิทยุ ออกไปในอวกาศ หากตัวเครื่องส่งมีพลังมาก มันก็สามารถส่งไปได้ไกล ความสามารถในการเข้าถึงความรู้หรือแหล่งข้อมูลต่างๆ ก็จะลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”
“และความพร้อมประการที่ 3 ที่คุณจะต้องฝึกฝนให้ได้ก็คือ ความพร้อมด้านอารมณ์ สิ่งนี้เราเรียกมันอีกอย่างว่า ความพร้อมของ เครื่องรับ ในความเป็นจริงทุกคนบนโลกของคุณในอดีตก็มีความสามารถในการใช้ภาษาจิตกันอยู่แล้ว แต่ที่ปัจจุบันทำไม่ได้ก็เพราะติดปัญหาเรื่องเครื่องรับนี่แหละ” เขาอธิบาย
“วิชาภาษาจิตหรือทักษะการเข้าใจกระแสความคิดนั้น สามารถแบ่งได้เป็นสองระดับคือ 1.ระดับการสื่อสารระหว่างรูปธรรมที่อยู่ตรงหน้า และ 2.ระดับจักรวาลหรือในระยะที่ไกลออกไปจากตัวเรา ในอดีตมีคนบางคนบนโลกของคุณสามารถสื่อสารในระดับที่สองนี้ได้เหมือนกัน แต่เขาจะต้องผ่านการฝึกฝนพลังจิตมากพอสมควรจึงจะทำได้ ส่วนในระดับที่หนึ่งทุกคนสามารถทำกันได้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากพวกเขามีอุปสรรคตรงส่วนของ เครื่องรับ นี่แหละจึงทำให้ไม่สามารถใช้งานมันได้ ทุกคนใช้ “อารมณ์” หรือเบาบางกว่านั้นก็คือ “ความรู้สึก” ของตัวเองไปบดบังสารที่คนรอบข้างส่งมา”
“อารมณ์หรือความรู้สึกเป็นสิ่งที่เกิดจากการประมวลของจิตสำนึก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง วินาทีแรกที่จิตสำนึกรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เช่น เสียงดัง เบา แหลม ทุ้ม ในกระบวนการถัดมาจิตสำนึกก็จะแปลสัญญาณไปสู่กระบวนการที่สองคือ ถ้าเสียงดังก็แปลเป็นความหนวกหู ถ้าเบาๆ ก็แปลเป็นไพเราะสบายๆ ถ้าเสียงแหลมก็แปลเป็นแสบแก้วหู และถ้าเสียงทุ้มก็แปลเป็นอื้อๆ เป็นต้น ต่อจากนั้นจิตสำนึกก็จะแปลความให้เข้าสู่กระบวนการถัดไปอีก ซึ่งกระบวนการนี้นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา คือการเกิดเป็นความรู้สึก เช่น เสียงดังหนวกหู ฉันจึงรู้สึกไม่ชอบ เสียงเบาๆ ไพเราะดี ฉันจึงรู้สึกชอบ เสียงแหลมนี้แสบแก้วหู ฉันจึงรู้สึกเกลียด และเสียงทุ้มๆ นี้ฟังแล้วอื้อๆ จึงทำให้ ฉันรู้สึกรำคาญ เมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้นแล้ว มันก็จะทำให้มีกระบวนการต่อมาโดยอัตโนมัติอีกทันที นั่นคือเกิดเป็น “อารมณ์” เช่น เสียงดัง-หนวกหู-ฉันไม่ชอบ จึงทำให้ฉัน โกรธ (ความโกรธเป็นอารมณ์) เสียงเบาๆ-ไพเราะ-ฉันชอบ เมื่อชอบจึงเกิดเป็น ความสุข เสียงแหลม-แสบแก้วหู-ฉันเกลียด จึงเกิดเป็น ความหงุดหงิด เป็นต้น ซึ่งเมื่อกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้น นอกจากมันจะทำให้เราไม่สามารถรับรู้สารที่ส่งมาได้อย่างที่มันเป็นจริงแล้ว มันยังก่อให้เกิดกระบวนการต่างๆ ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งส่งผลให้ไปสร้างเงื่อนไขที่ผิดพลาดล่วงเกินกันจนเกิดเป็นการเกี่ยวกรรมกันขึ้นอย่างไม่รู้จักจบสิ้นอีก”
“อารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวอะไรกับการใช้ภาษาจิตครับ” ผมถามขณะที่เขาอธิบายจบ
“ถ้าจะบอกว่าเกี่ยวโดยตรงนั้น ยังไม่เกี่ยวครับ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะปูทางไปสู่ทักษะขั้นสูง ดังนั้นมันจึงจะเกี่ยวโดยอ้อมมากกว่า”
“ผมจะอธิบายให้คุณเห็นภาพก่อนนะครับว่ามันจะเกี่ยวโดยอ้อมอย่างไร สมมุติว่าคุณมีสมาชิกที่อยู่ในบ้านเดียวกันหลายคน และในบรรดาสมาชิกในบ้านทั้งหมดมีคนคนหนึ่งที่มักจะมีอุปนิสัยซุ่มซ่าม เขามักจะเป็นคนที่ทำของแตกหักเสียหายอยู่เป็นประจำ คุณได้บันทึกความรู้สึกนี้ไว้ในความทรงจำของคุณ และหากสมมุติว่าวันหนึ่งคุณเข้าไปในบ้านแล้วพบว่าที่โต๊ะอาหารมีจานหล่นแตกอยู่หนึ่งใบ วินาทีนั้นคุณจะนึกถึงเขาคนนั้นเป็นคนแรกทันที คุณจะพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัติที่คุณเคยบันทึกไว้ และคุณอาจจะเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาต้องเป็นคนทำอย่างแน่นอน ทั้งที่คุณไม่ได้เห็นกับตาว่าใครเป็นคนทำ ภาพจำนี้มันสามารถบิดเบือนทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับคุณ และหากในอนาคตคุณบังเอิญต้องปฏิสัมพันธ์กับใครบางคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเขาคนนี้ คืออาจจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันหรือสีผิวคล้ายกัน วินาทีแรกที่คุณเจอกับคนลักษณะเดียวกันนี้ คุณจะมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเขาทันทีทั้งๆ ที่คุณเพิ่งได้รู้จักกัน ทั้งๆ ที่คนนี้อาจจะเป็นคนที่มีระเบียบก็ได้ ความรู้สึกเช่นนี้อาจจะทำให้ข้อความการสื่อสารระหว่างคุณกับเขาถูกบิดเบือนไปด้วยเช่นกัน และนี่คืออุปสรรคแบบหยาบๆ ก่อนการรับรู้สารทางจิตอื่นๆ”
“คุณลองคิดดูสิว่าวันหนึ่งๆ คุณเก็บเอาประสบการณ์ด้านความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีเหล่านี้ไว้มากมายแค่ไหน แล้วคุณก็บันทึกมันไว้ในภาพจำของคุณ ภาพจำเหล่านี้ก็สะสมมากขึ้นๆ จนทำให้สายตาของคุณเห็นสิ่งต่างๆ ไม่ตรงกับที่มันเป็นจริง และมันก็ยังไปทำให้เกิดการบิดเบือนของกระแสความคิดที่จะได้รับจาก “จิต” ซึ่งจะเป็นข้อมูลในชั้นที่บางเบากว่าหลายเท่า”
“ดังนั้นคนที่ยังไม่สามารถจัดการเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกได้นั้น เขาก็จะยังไม่มีทักษะในการรับฟังภาษาจิตได้เช่นกัน”
“แล้วเราจะจัดการกับมันได้อย่างไรล่ะครับ” ผมถาม
“ต้องหยุดกระบวนนี้ตั้งแต่วินาทีแรกของการรับรู้ อย่าให้มันเกิดกระบวนถัดไปครับ คุณต้องหยุดอยู่แค่การรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร หยุดแค่ให้รู้ว่านี่คือเสียงดัง เบา แหลม หรือทุ้มเท่านั้น พยายามกำหนดรู้จากทักษะการหายใจที่ลึกและยาวของคุณให้ทัน ไม่ต้องห่วงนะครับ คุณจะสามารถทำได้สำเร็จถ้าหากคุณมีความพร้อมเรื่องการหายใจแล้ว เพียงแต่สิ่งที่คุณต้องรู้คือ การฝึกหายใจให้ลึกและยาวนั้นทำเพื่ออะไร ที่ผ่านมาคนที่ฝึกเรื่องพวกนี้ไม่เคยรู้วัตถุประสงค์ เขาฝึกกันแค่ให้เกิดความว่าง บางคนช่วงเวลาที่ฝึกนั้นทำได้ดี แต่เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเอาวิธีนี้ไปใช้ทำอะไร เมื่อเจอกับสถานการณ์จริงจึงทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายเขาก็จะเลือกใช้วิธีการเดิมที่เขาเคยชิน นั่นคือการปล่อยให้เกิดความรู้สึก อารมณ์ และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วมันก็ไม่ยากที่จะเกิดกระบวนถัดไป ซึ่งบางครั้งมันก็สายไปแล้ว มันไม่ใช่แค่การก่อพันธกรรมทางพลังงานเท่านั้น มันยังสามารถก่อเป็นพันธกรรมทางกายภาพด้วย และแน่นอนการที่พวกคุณมีพันธกรรมต่อกันและกัน มันย่อมต้องการการกลับมาแก้ไขให้ถูกต้องในอนาคต และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกคุณถึงต้องเวียนตายเวียนเกิดกันไม่รู้จักจบจักสิ้น”
“โอ้โห! เราคุยกันเรื่องภาษาจิต ทำไมมาจบลงด้วยเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดได้ล่ะครับเนี่ย” ผมเย้าเล่น