อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๕.

๕.

การกำหนด

หลังจากเสียงเครื่องยนต์ดับลง ความเงียบก็ปรากฏขึ้น มันเงียบมากจนรู้สึกว่ามีเสียงวิ้งๆ อยู่ในหู

และเมื่อเราเริ่มต้นเดินทาง มันก็เป็นการเดินขึ้นเขาด้วยความชันระดับ 30 องศาทันที ทางเดินช่วงนี้แคบและดูเหมือนจะมีคนเดินผ่านเป็นประจำ เจ้าหน้าที่บอกว่าทางในช่วงต้นนี้เป็นทางที่ใช้เดินลาดตระเวนเพื่อตรวจความเรียบร้อยของผืนป่าเป็นประจำอยู่แล้ว มันจึงไม่รกรกมากนัก

พวกเราเดินขึ้นเขามาได้เพียง 200-300 เมตร เสียงลมหายใจของทุกคนก็ดังเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาแล้วหลายกิโลเมตร

“แป๊ปนึงนะพวกเรา ขอพักแป๊ป ฉันเหนื่อย” โอ๊ตผู้มีรูปร่างค่อนข้างอ้วนพูดขึ้น

“ฉันว่า…ฉันคงไปไม่ถึงหรอก นี่แค่เริ่มสตาร์ท ฉันก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจแล้ว” โอ๊ตประเมินตัวเองกับระยะทางที่ยังเหลือ

“อะไรกัน! เหนื่อยกันแล้ว” เสียงของเจ้าหน้าที่ที่หันกลับมาพูดพร้อมกับใบหน้ามียิ้มที่มุมปากเล็กๆ

“เป็นธรรมดาครับ หากเราไม่รู้จักวิธีการถนอมแรงในตอนเดินขึ้นเขา เราจะเหนื่อยกันตั้งแต่สองถึงสามร้อยเมตรแรกนี่แหละ” เจ้าหน้าที่นำทางอธิบาย “เอาอย่างนี้นะครับทุกคน ผมจะแนะนำวิธีให้ ในทุกๆ ก้าวที่เราต้องยันตัวขึ้นเขา ขอให้สังเกตที่กล้ามเนื้อขาของเราให้ดีว่ามันยังเกร็งอยู่ไหม ถ้ายังรู้สึกเกร็งอยู่ ให้ทำการผ่อนคลายมันก่อน ระหว่างที่รอให้กล้ามเนื้อคลาย สมมุติว่าเป็นขาซ้ายคลาย ก็ให้ขาขวาเริ่มเกร็งออกแรงเพื่อยันตัวขึ้นไป พอก้าวไปแล้วก็ให้เช็คความรู้สึกที่ขาขวาก่อนว่ามันผ่อนคลายหรือยัง ทำสลับกันไปอย่างนี้ในทุกๆ ก้าวที่เราขึ้นเขา อย่าใช้การจ้ำขึ้นรวดเดียวหลายๆ ก้าวต่อเนื่องกัน เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของกรดแลคติคไว้ที่กล้ามเนื้อ ซึ่งพอมันสะสมมากจนถึงจุดหนึ่ง มันจะล้าจนทำให้เราเดินต่อไปไม่ไหว” เขาแนะนำหลักการเดินที่คล้ายกับเดินจงกรมผสมหลักวิชาการให้พวกเราฟัง

“แล้วทำไมพี่เพิ่งมาบอกล่ะเนี่ย ผมเหนื่อยจนจะเป็นลมอยู่แล้ว” โอ๊ตพูด

หลังจากนั้นพวกเราจึงทดลองใช้วิธีที่เจ้าหน้าที่สอน ในช่วงต้นนี้การเคลื่อนที่ในแต่ละเมตรของเรานั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก คือดูเหมือนไม่เคลื่อนที่ไปไหนกันเลย แต่พอช่วงหลังๆ เราเริ่มมีความชำนาญ ความเร็วและระยะทางก็เพิ่มมากขึ้น

“ก้าว ผ่อน ก้าว ผ่อน” เสียงแต่ละคนดังอุ๊บอิ๊บๆ ออกมา น่าแปลกใจที่มันใช้ได้ผล พวกเราไม่รู้สึกเหนื่อยเลยถึงแม้จะผ่านมาได้กิโลเมตรกว่าแล้ว อาการหอบก็ไม่แสดงออกมาให้เห็น หัวใจก็เต้นเกือบเป็นปรกติ หรืออาจจะเร็วกว่าปรกติแค่นิดหน่อย

“หลักการนี้เป็นหลักการของพวกเดินป่าแบบไกลๆ ครับ ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นหลักการทั่วๆ ไปของนักกีฬาประเภทที่ต้องใช้ความทนทานของกล้ามเนื้อต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อย่างเช่นการวิ่งมาราธอนและการขี่จักรยานทางไกลครับ” เจ้าหน้าที่อธิบายเพิ่มเติมหลังจากที่เห็นว่าเราแปลกใจ

ตลอดเส้นทางที่เราเดินไป เจ้าหน้าที่นำทางได้ทำหน้าที่ของนักอนุรักษ์และนักวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ที่ดี โดยเขาบรรยายเกือบจะทุกสิ่งที่เราเดินผ่าน ทั้งต้นไม้ เห็ด มอส ไลเคน กาฝาก มูลสัตว์ รอยเท้าสัตว์ และความเป็นมาของภูมิประเทศ ทำให้พวกเรานั้นลืมความเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทางไปได้พอสมควร

3 ชั่วโมงครึ่งผ่านไป และแล้วเราก็เข้าใกล้จุดหมายปลายทาง

“เดี๋ยวเราพ้นเนินผานี้ขึ้นไปก็ใกล้จะถึงแล้วนะครับ” เจ้าหน้าที่แจ้งให้พวกเราทราบถึงระยะทางที่เหลือขณะกำลังนั่งพักดื่มน้ำกันใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

พื้นที่ป่าบริเวณนี้เป็นป่าดิบชื้น ช่วงที่เรามานั้นเพิ่งจะผ่านฤดูฝนมาได้ไม่นาน ต้นไม้จึงยังมีพืชจำพวกมอส เฟิร์น และพืชประเภทกล้วยไม้ป่าขึ้นปกคลุมตามกิ่งของต้นไม้อย่างหนาแน่นเกือบทุกต้นจนมองดูเหมือนป่าในยุคดึกดำบรรพ์

การปีนขึ้นเนินสุดท้ายนี้ดูทุลักทุเลพอสมควร เหมือนเรากำลังปีนหน้าผาที่ชันเกือบจะตั้งฉาก เราต้องใช้วิธีการเกาะต้นไม้ เถาวัลย์ หรืออะไรก็ได้ที่พอจะยึดเพื่อดึงตัวเองให้หนีแรงโน้มถ่วงขึ้นไป

ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่นำทางไม่มีเสียงบรรยายใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่เสียงลมหายใจที่ดังฟืดฟาด และเสียงตะโกนบอกมาเป็นระยะๆ ให้ระวังโน่นระวังนี่ เราใช้เวลากับช่วงนี้แค่ประมาณ 20 นาที ทุกคนก็ขึ้นมาได้หมด

พอพ้นขึ้นมาด้านบน ทุกคนต่างแสดงความยินดีที่พิชิตมันได้

“ตรงนี้เราเรียกว่า “ภูตีนสวนทราย” ครับ คำว่า “ภู” นั้นหมายถึงพื้นที่ราบบนภูเขาสูงเหมือนกับภูกระดึง ภูเรือ หรือภูอื่นๆ ที่อยู่ในแถบนี้ สังเกตว่าด้านบนนี้มันจะเป็นที่ราบเลย เห็นไหมครับ” เจ้าหน้าที่นำทางเริ่มบรรยายทันทีหลังจากที่ทุกคนขึ้นมายืนพักเหนื่อยกันครบแล้ว

พื้นที่ราบบนด้านนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดกลางและขนาดเล็กขึ้นสลับกันแบบห่างๆ เจ้าหน้าที่นำทางพาเราเดินต่อไปได้ไม่นานก็มาถึงจุดหมายปลายทาง คือกลุ่มของก้อนหิน 4 ก้อนที่ซุกตัวอยู่ท่ามกลางป่า

“ถึงแล้วครับหินสี่ทิศหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า หินจตุรทิศ” เจ้าหน้าที่นำทางตะโกนบอกพร้อมกับชี้ไปยังทิศทางที่เจ้าหิน 4 ก้อนนั้นตั้งอยู่

ผมไม่คิดเลยว่าการมาถึงที่นี่จะไร้ซึ่งความตื่นเต้นขนาดนี้ ที่ผมจินตนาการไว้ก่อนที่จะได้มาเห็นสถานที่แห่งนี้คือ มันจะต้องเดินผ่านป่าดงดิบที่ยากลำบาก และเมื่อพ้นจากเขตป่าที่รกชัฏก็ปรากฏหินก้อนใหญ่มหึมาจัดวางเรียงกันบนลานกว้างเหมือนกับจงใจให้พวกเราทั้งหมดต้องยืนตะลึงกับสิ่งที่เห็น แต่นี่ไม่เป็นอย่างนั้นเลย อยู่ๆ เราก็เดินมาถึงที่นั่นโดยไม่รู้ตัว

“อะไรกัน! เจี่น่ะหรือที่ที่เราเสียเวลาเดินขึ้นเขามาตั้งครึ่งค่อนวัน มีแค่นี้น่ะนะ” เสียงโอ๊ตพูดขึ้นเป็นคนแรก

อาจจะเป็นเพราะลักษณะของป่าด้านบนนี้ที่มีต้นไม้ขึ้นห่างๆ กัน จึงทำให้มีต้นไม้เล็กๆ ประเภทไม้เลื้อยเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมได้ทั่วไป หากเราถางบริเวณนี้ให้โล่งเตียน ริบต้นไม้เล็กๆ ที่ขึ้นอยู่โดยรอบก้อนหินพวกนี้ออก เมื่อคนเดินเข้ามาถึงก็จะปะทะกับภาพที่ดูแปลกตาได้อย่างเหมือนกัน เพราะรูปพรรณสัณฐานของเจ้าหินนี้ก็ดูใหญ่โตพอสมควร มันสูงท่วมหัวและจัดวางเรียงกันเป็นสี่มุมเหมือนกับจงใจ พวกเราเดินวนรอบๆ มันแค่ 2-3 รอบ ถ่ายรูปไป 10 กว่ารูป ถ่ายอย่างไรก็ไม่สวยเพราะมันรก เสร็จแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรต่ออีก

“เอ้า! ทุกคน เรามากินอาหารกลางวันกันดีกว่า” สันออกไอเดียที่ดูจะเข้าท่ามากที่สุดในตอนนี้ เพราะพวกเราเริ่มหิวกันแล้ว

เรานั่งล้อมวงกินอาหารกลางวันที่เตรียมมาอย่างเอร็ดอร่อย รู้สึกว่าเนื้อปลาแดดเดียวทอดกับข้าวเหนียวนี้นันช่างเหมาะกับการกินในป่าจริงๆ ผมกินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกอิ่มสักที

“การกินข้าวเหนียวเราต้องกินแค่พอดีท้องนะครับ” เจ้าหน้าที่ปราม “เพราะข้าวมันมีลักษณะแน่น ตอนกินใหม่ๆ เราจะไม่รู้สึกอิ่ม แต่พอเรากินจนอิ่มเมื่อไหร่ เวลาที่มันขยายตัว มันจะทำให้เกิดอาการจุกแน่น” เขาขยายความ “บางคนอิ่มจนหายใจไม่ออกเลยนะครับ” เขาอธิบายพร้อมบอกผลลัพธ์หลังจากเห็นพวกเรากินกันอย่างเมามัน

“ทำไมพี่เพิ่งมาบอกล่ะครับ” เจ้าโอ๊ตรู้สึกว่าตัวเองกินไปจนอิ่มแปล้แล้ว

“ขอโทษที ผมลืมไปครับ” เขากล่าวคำขอโทษ

สรุปคือมื้อนี้เรากินอาหารในส่วนที่เตรียมมาเผื่อสำหรับอีกมื้อหนึ่งจนหมดเกลี้ยง คิดในแง่ดีคือจะได้ไม่ต้องแบกมันตอนขากลับ