๗๓.
วิชาสำแดงจิต
“ท่านรุทอนครับ ผมนึกออกแล้วว่าผมจะสอบวิชาสำแดงจิตกับใคร” ฟีทัชพูดขึ้นขณะกำลังนั่งลงที่โต๊ะหินตัวใหญ่กลางห้อง
“เธอก็ลองขออนุญาตเขาดูสิ” รุทอนตอบ
แล้วฟีทัชก็หันหน้ามาทางผมพร้อมทำท่าเกรงใจก่อนที่จะพูดขึ้น
“คุณทิมครับ ก่อนหน้านี้เราสองคนได้เรียนวิชา “สำแดงจิต” กับท่านรุทอน แต่เมื่อเรียนจบแล้วพวกผมยังไม่เคยทดสอบภาคปฏิบัติเลยสักครั้งว่ามันใช้งานได้จริงไหม เพราะว่าเราไม่มีมนุษย์โลกไกอาอย่างคุณ ผมจะขอให้คุณเป็นครูเพื่อทดสอบบทเรียนของพวกผมได้ไหมครับ”
“มันเป็นอย่างไรครับ วิชาสำแดงจิต”
“มันเป็นเครื่องมือสำหรับการสู้รบของเราชนิดหนึ่ง เราจะใช้มันยับยั้งการกระทำใดๆ อันอาจจะก่อให้เกิดอันตรายจากมนุษย์ ซึ่งบางครั้งเราจำเป็นต้องหยุดการกระทำบางอย่างของพวกเขา แต่เราจะไม่ใช้อาวุธ เราจะใช้เครื่องมือชนิดนี้แทน” เขาตอบ
“วิธีการก็คือผมจะเข้าไปสำรวจในจิตใต้สำนึกของคนคนนั้นก่อนว่าเขากลัวอะไรมากที่สุด หลังจากนั้นผมก็จะเข้าไปจัดการที่จิตของเขา ให้เขาเห็นภาพตามที่ผมต้องการให้เห็นคล้ายกับการสะกดจิต โดยเราจะกำหนดสร้างเป็นภาพสิ่งต่างๆ จากความกลัวของเขาเอง ซึ่งคนอื่นๆ จะไม่เห็นแบบเดียวกัน กระบวนการมันไม่ได้เกิดจากการจำแลงกายของผม แต่เป็นการเอาภาพความกลัวจากความคิดมาครอบกับกายภาพที่อยู่ตรงหน้าเขาแบบเสมือนจริงที่สุด”
“ฟังดูก็น่าสนุกนะครับ ลองดูก็ได้” ผมตอบ
ทันทีที่ผมพูดจบ เมื่อผมหันไปทางเฮปเฟ สิ่งที่อยู่ตรงนั้นพลันกลับกลายเป็นเสือโครงตัวใหญ่ยักษ์ยืนแยกเขี้ยวพร้อมส่งเสียงคำรามออกมาเหมือนกำลังโกรธจัด ตาของมันดุดันเหมือนกำลังกระหายเลือดสุดขีด บรรยากาศที่เคยเป็นโต๊ะประชุมตัวใหญ่ตอนนี้กลายเป็นหมอกควันสีดำทะมึนปกคลุมไปทั่ว อีกไม่กี่วินาทีต่อมาก็ปรากฏแมลงขนาดยักษ์ตัวหนึ่งบินทะลุออกมาจากกลุ่มควันสีดำเหล่านั้น แมลงตัวนี้เมื่อผมเห็นแว้บแรกก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือแมลงสาบ แต่ว่ามันเป็นแมลงสาบตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา กลิ่นเหม็นสาบของมันลอยมาเตะจมูกผมทันทีที่มันกระพือปีก ผมเหม็นจนแทบจะอาเจียนออกมา ประกอบกับเสียงของเสือร้ายก็ดังจนแก้วหูผมแทบแตก และแล้วทั้งสองก็กระโจนเข้าใส่ผมอย่างรวดเร็ว
“โอ้ย!!” ผมร้องออกมาดังลั่นพร้อมกับยกมือบัง
…….
“คุณทิมครับ คุณทิม” เสียงเรียกชื่อผมดังขึ้นหลังจากที่ผมอยู่ในท่าก้มหน้าลงกับพื้น
“เราทดสอบแค่นี้พอแล้วครับ ลืมตาได้แล้วครับ” ฟรีทัชพูด
เมื่อผมลืมตาขึ้นก็พบว่าเขาทั้งสองนั่งอยู่ตรงหน้าผม พร้อมกับเอามือโอบที่ไหล่เบาๆ เหงื่อเม็ดโตไหลย้อยลงมาเข้าตา หัวใจผมยังคงเต้นแรง
“พวกเราขอโทษนะครับที่ทำให้คุณตกใจ” ฟีทัชพูด
“ไม่..เป็น..ไร..ครับ” ผมพูดช้าๆ พร้อมหอบหายใจแรง
“นี่ขนาดว่าคุณแจ้งผมล่วงหน้าแล้วนะครับว่าจะมีการทดสอบ มันยังทำให้ผมกลัวได้ถึงขนาดนี้ ถ้าผมไปเจออย่างนี้ที่อื่น ผมคงกลัวจนช็อกตายได้เหมือนกันนะครับ” ผมค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะหินดังเดิม
“ในอดีตพวกเราได้ใช้เครื่องมือชนิดนี้ในการทำสงครามกับกองกำลังของเดอกูร่า” รุทอนพูดขึ้นระหว่างที่เราทั้งสามคนกำลังนั่งลง
“เวลาที่เราไปรบ พวกเราไม่มีอาวุธสำหรับการต่อสู้จริงๆ แต่เขาก็อาจจะตายจริงๆ ด้วยอาวุธที่พวกเขาจินตนาการมันขึ้นมา” เขาเสริม
“อย่างไรนะครับ ตายจริงๆ งั้นหรือ” ผมถาม
“ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมานี้จะเป็นเพียงแค่จินตนาการในสายตาของพวกเรา แต่สำหรับพวกเขาสิ่งนี้มันคือของจริง และมันก็สามารถทำให้เขาตายได้จริงๆ” รุทอนอธิบาย
“ในการสู้รบระหว่างเรากับกองทัพของเดอกูร่าครั้งหนึ่งในอดีต ผมคิดว่ามันเป็นอภิมหาสงครามที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของมนุษย์โลกของคุณไปตลอดกาล ในสถานการณ์ของการต่อสู้ครั้งนั้น ทหารฝ่ายเดอกูร่าแต่ละคนจะเห็นศัตรูที่ไม่เหมือนกันสักคน บางคนอาจจะเห็นเรามีร่างกายที่ใหญ่โตมโหฬารประดุจยักษ์ บางคนอาจจะเห็นว่าเรามีมือมีแขนมากมายและแต่ละมือก็มีอาวุธที่ร้ายแรงต่างๆ นานา บางคนอาจจะเห็นว่าเราเป็นสัตว์ที่ดุร้าย และสุดท้ายการที่เขาคนนั้นจะตายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการของเขาเองว่ากำลังต่อสู้อยู่กับอะไร หากเขาจินตนาการเห็นอาวุธเป็นกงจักรที่สามารถตัดร่างกายให้ขาดเป็นสองท่อนได้ เขาก็จะขาดเป็นสองท่อนตามที่เขาจินตนาการทันที”
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ เรื่องแบบนี้” ผมพูดขึ้น
“นี่แหละคือวิชา “สำแดงจิต” มันเป็นวิชาที่ว่าด้วยการทำงานกับจิตใต้สำนึกของฝ่ายตรงข้าม ที่จริงวัตถุประสงค์ของวิชานี้ไม่ได้มีไว้ประหัตประหารใคร แต่มีไว้เพื่อต้องการให้คนเหล่านั้นได้รับบทเรียนเท่านั้น ถ้าพวกเขาไม่จินตนาการไปในทางที่แย่ที่สุด เขาก็จะไม่ต้องพบกับจุดจบที่แย่ที่สุดเช่นกัน” รุทอนอธิบาย
“ขอบคุณคุณทิมมากนะครับที่เป็นครูให้กับพวกเรา” เฮปเฟพูดขึ้น
“ช่วยประเมินผลให้เราหน่อยสิครับว่าพวกเราทำได้สมจริงไหม” ฟีทัชเสริม
“ผมว่าคุณทำได้ดีมากทีเดียวครับ แต่การที่คุณเอาแมลงสาบมาล้อผมเล่นอย่างนี้ คุณรู้ไหมว่ามันอาจทำให้ผมนั้นช็อกตายได้เลยนะครับ” ผมพูด
“ผมกำลังจะถามคุณอยู่พอดี คุณแน่ใจหรือว่าคุณกลัวเจ้าแมลงตัวเล็กๆ เหล่านั้นจริงๆ ผมนึกไม่ออกเลยว่ามันจะทำอันตรายคุณได้อย่างไร” ฟีทัชพูด
“ใช่ๆๆ รู้สึกว่าคุณจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเจ้าแมลงตัวนี้มากกว่าเสือของผมเสียอีก” เฮปเฟพูด
“ผมก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมผมถึงกลัวมันมากขนาดนี้” ผมตอบ
“เอ่อ…คุณรุทอนครับ ถ้าผมจะเรียนวิชาสำแดงจิตแบบนี้บ้างจะได้ไหมครับ” ผมหันไปถาม
“ได้สิ แต่เธอต้องผ่านขั้นพื้นฐานให้ได้เสียก่อน ซึ่งมันก็จะมีระดับขั้นของการเรียนอยู่หลายชั้นอยู่ ถ้าจะเปรียบไปแล้ววิชาสำแดงจิตนี้จะอยู่ในระดับการเรียนมหาวิทยาลัยในโลกของคุณเลยทีเดียว ซึ่งก่อนที่คุณจะสามารถเรียนในระดับมหาวิทยาลัย คุณก็ต้องผ่านการเรียนชั้นอนุบาล ประถม มัธยม เสียก่อน คุณถึงจะมีทักษะมากพอที่จะทำสิ่งนี้ได้” รุทอนอธิบาย
“วิชาที่คุณจำเป็นต้องเรียนและฝึกฝนเป็นอันดับแรกคือวิชาภาษาจิต ซึ่งเป็นวิชาที่จะใช้ในการสื่อสารกันให้ได้ก่อน”
“ถ้างั้นผมขอเรียนวิชาภาษาจิตก่อนเลยก็ได้ครับ” ผมขอร้อง
“โอ้โห! ดูคุณกระตือรือร้นดีนะครับ ได้สิ ถ้าเป็นความต้องการของคุณ ผมก็พร้อมเสมอ” เขาตอบ