๙.
วิวัฒนาการ
เมื่อผมเดินมาถึงบริเวณบ้านของมีน เท่าที่สังเกตจากลักษณะภายนอกเขาใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนในชนบทหรือชาวป่าชาวเขาที่ห่างไกลสักเท่าไหร่ ผมว่าดูจะแย่กว่าเสียด้วยซ้ำเพราะที่นี่ไม่มีไฟฟ้า และแน่นอนก็ย่อมไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ชาวเขาเดี๋ยวนี้ยังมีจานดาวเทียม มีโทรศัพท์มือถือ บางคนมีมากกว่าผมเสียอีก ผมคิดในใจเรื่องที่มีนเคยบอกไว้ว่า โลกของเราไม่เหมือนกันก็ตรงวิวัฒนาการนั้น ผมเริ่มเข้าใจแล้ว
“ถ้าคำว่า “วิวัฒนาการ” ที่คุณหมายถึงคือ ความก้าวหน้าด้านการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตความเป็นอยู่นั้น ก็อาจจะใช่นะครับ” มีนพูดขึ้นขณะที่ผมยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
“แต่วิวัฒนาการในความหมายของเราคือ การที่เราสามารถเข้าถึงความรู้หรือความจริงขั้นสูงสุด และการใช้ความรู้เหล่านั้นมาเพื่อ((เป็น))สิ่งที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่เกิดความเสียหายหรือเกิดการแบ่งแยกจากสิ่งอื่นๆ เลยต่างหากที่เราถือว่าคือวิวัฒนาการขั้นสูง” เสียงของมีนพยายามอธิบายอย่างยากลำบาก ซึ่งทำให้ผมเข้าใจสิ่งที่เขาพูดได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
“บอกตามตรงนะครับ ผมแทบไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูดเลย” ผมพูด
“ผมขอโทษคุณด้วยนะครับ ที่ความสามารถในการแปลงความคิดออกมาเป็นภาษาพูดของผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมคิดว่าหากคุณอยู่ที่นี่อีกสักพัก คุณน่าจะเข้าใจทุกอย่างได้เอง” เขาพูดอย่างนอบน้อม
“อยู่ที่นี่!!” ผมอุทานทำนองตั้งคำถามกึ่งตกใจ
“ครับ อยู่ที่นี่ หมายถึงว่าอยู่ที่โลกแห่งนี้ แต่ไม่ได้อยู่ที่นี่กับผมนะครับ”
“ผมได้รับมอบหมายให้มาต้อนรับคุณ และอธิบายทุกอย่างที่คุณควรรู้เกี่ยวกับที่นี่ ก่อนที่คุณจะต้องเดินทางไปพบรูปธรรมชั้นสูงตามความประสงค์ของท่านยังอีกที่หนึ่ง” เขาอธิบายแค่ประโยคเดียว แต่มันทำให้ผมเกิดคำถามตามมาอีกหลายคำถาม
“อะไรนะครับ ผมต้องไปทำอะไร ไปที่ไหนนะครับ”
“การที่จะมีใครสักคนผ่านเข้ามายังโลกแห่งนี้ มันย่อมมีเหตุผลบางอย่างแน่นอน แต่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรนั้น ที่จริงคุณนั่นแหละจะต้องเป็นคนที่รู้ดีที่สุด ผมจะสามารถรู้ได้ก็ต่อเมื่อคุณรู้ แล้วคุณก็มีความประสงค์ที่จะบอกให้ผมรู้” มีนอธิบายกระบวนการ แต่แทนที่จะทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น มันกลับทำให้ผมไม่เข้าใจมากกว่าเดิม
“ตอนนี้ผมยังไม่สามารถตอบคำถามของคุณได้ แต่เมื่อไหร่ที่ผมได้คำตอบแล้ว นั่นแสดงว่ามันคือคำตอบที่มาจากคุณ ผมจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาตอบคุณอีก ขอให้อดทนรอคำตอบจากตัวตนของคุณก่อนครับ สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้คือ พักผ่อนให้สบาย ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ ที่นี่ปลอดภัยที่สุด เรื่องของโลกที่คุณเคยอยู่ ขอให้คุณลืมมันไปก่อน ไม่มีอะไรต้องห่วง” มีนพูดปลอบ
“นอกจากผมแล้วยังมีใครที่โดนแบบผมอีกไหมครับ” ผมถามแบบรู้สึกไม่พอใจนิดๆ
“มีครับ แต่ตอนนี้มีไม่มากแล้ว น่าจะมีเพียงหลักสิบคน ตลอดระยะเวลาสองสามพันปีที่ผ่านมานี้ หากเทียบกับสถิติก่อนหน้านี้ที่มีถึง 200-300 คนเลยทีเดียว” มีนตอบ
“ไหนคุณบอกว่า ผมเป็นคนแรกในรอบหลายหมื่นปีที่ผ่านเข้ามาไง” ผมขัดคอ
“ใช่ครับ คุณเป็นคนแรกในรอบหลายหมื่นปี ที่จริงน่าจะนานกว่านั้นด้วยซ้ำที่ผ่านเข้ามาด้วยประตูนี้ ผมพูดผิดหรือครับ ต้องขออภัยด้วยนะครับหากผมพูดผิดไป” มีนรีบอธิบายพร้อมขอโทษขอโพย
“ทำไมต้องขอโทษผมขนาดนั้น ผมน่าจะเข้าใจผิดมากกว่าครับ” ผมรับผิด
“ไม่ได้ครับ สิ่งที่พวกเราต้องระวังมากที่สุดคือการพูดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง” เขาเสริม
“มีใครที่มาที่นี่แล้วสามารถกลับไปที่โลกเดิมของเขาได้บ้างไหมครับ” ผมถาม
“เหล่าบุคคลที่เคยมาที่นี่ ล้วนแล้วไม่มีใครต้องการกลับไปที่โลกเดิมทั้งสิ้น ยกเว้นสมัครใจที่จะกลับไปเอง ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ มีเพียงไม่กี่คนครับ” มีนอธิบายสถิติ
“ซึ่งผู้ที่กลับไปด้วยความสมัครใจนั้น หากเอ่ยชื่อของคนเหล่านั้น คุณน่าจะรู้จักพวกเขาดีแทบทุกคน”
“บอกได้ไหม…ว่าเป็นใครบ้างครับ” ผมถามเพราะอยากรู้
“ถ้าผมไม่บอกคุณ ไม่ใช่เพราะผมไม่พูดความจริงต่อคุณ แต่ที่ผมไม่บอกคุณเพราะมันอาจจะทำให้มีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป ดังนั้นผมจึงขออนุญาตไม่บอกก็แล้วกันนะครับ” เขาตอบ
“อ่า…ไม่บอกก็ไม่บอก แล้วคนที่ผมจะต้องไปพบนี้ เขาเป็นใครครับ” ผมถามต่อ
“คนที่จะอธิบายความเป็นเขาได้ดีที่สุด ก็น่าจะเป็นเขาคนนั้น เอาไว้คุณค่อยไปถามเขาเองแล้วกันว่าเขาเป็นใคร”
“โอ๊ย! ผมว่าคุณไม่ให้ความกระจ่างกับผมเลยสักอย่าง ถามนี้ก็ไม่บอก ถามโน้นก็ไม่บอก ถ้าผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แล้วผมจะไปหาเขาเจอได้อย่างไรล่ะครับ” ผมพูด
“ไม่ต้องห่วงครับ ไม่ใช่คุณที่เป็นฝ่ายหาเขา เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายหาคุณ เมื่อไรที่คุณเจอเขา คุณจะรู้เองว่าคือเขา”
เราสองคนเดินคุยกันมาพักใหญ่ๆ ก็มาถึงกระท่อมน้อยของมีน เมื่อเราไปถึงก็มีคนคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากประตูบ้าน
“ผมขอแนะนำให้รู้จักกับภรรยาของผมครับ” มีนแนะนำ