๙๔.
การตายหมู่
“จำนวนของดวงจิตที่ขันอาสาไปทำงานในห้องเครื่องจักรวาลในรูปแบบที่คุณทำนี้ ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนมากในสายตาของคุณ แต่ก็ยังถือว่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับดวงจิตทั้งหมดในจักรวาล แล้วจะยิ่งน้อยถึงน้อยที่สุดเมื่อนับจำนวนดวงจิตที่สามารถย้อนกลับออกมาได้ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่คุณจะได้รับการยกย่องเช่นนี้”
“ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่เหล่าดวงจิตที่ขันอาสามาเกิดเป็นสัตว์และพืชบางกลุ่มบางประเภทจะต้องทยอยกลับคืนสู่อ้อมกอดของพระเจ้ากันบ้างแล้ว การเรียกคืนดวงจิตนี้บางครั้งคุณอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์การตายของพวกเขาครั้งละมากๆ ในคราวเดียวกัน เช่น ฝูงปลาจำนวนมากลอยตายกันนับแสนนับล้านตัว หรือแมลงที่บินมารวมตัวในที่เดียวกันเป็นจำนวนมากเพื่อรอคอยการตายพร้อมๆ กัน คุณไม่ต้องเศร้าใจกับการจากไปของพวกเขาหรอก ที่จริงต้องยินดีกับเขาถึงจะถูก นักวิทยาศาสตร์บนโลกของคุณต่างตั้งสมมุติฐานในเรื่องนี้กันไปต่างๆ นานา เหตุผลที่พวกคุณมักจะใช้กันคือ การเกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรงจึงทำให้สัตว์เหล่านั้นตายพร้อมๆ กัน ที่จริงมันเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยสักคน พวกเขาไม่จำเป็นต้องมารวมกันแบบนั้นหรอกหากเป็นการตายจากมลพิษของสิ่งแวดล้อม นี่เป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่จงใจทำให้เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พวกเขามาแสดงตัวตนในแบบที่เขาเลือกเป็นบนโลกใบนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะได้กลับบ้านกัน มันคือการมาเฉลิมฉลองร่วมกัน”
“และเหตุการณ์ในทำนองนี้ก็จะค่อยๆ ทวีความถี่ในการเกิดมากขึ้นๆ แล้วแต่ความประสงค์ของพระองค์ว่าช่วงไหนจะเรียกคืนประเภทใดและกลุ่มไหน ซึ่งพระองค์จะทรงคัดเลือกสัตว์เหล่านั้นให้ดำรงอยู่บนโลกเพียงชนิดละไม่กี่คู่ เพื่อที่จะได้สืบทอดเผ่าพันธุ์ของตัวเองในช่วงเวลาหลังจากการปรับเปลี่ยนโครงข่ายแม่เหล็กเสร็จสมบูรณ์”
“แต่กระบวนการคัดเลือกไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนที่ทำกับมนุษย์นะ พระองค์ก็แค่เลือกกลุ่มไหนสักกลุ่ม กลุ่มนั้นก็ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามทันที”
“คือไม่ต้องถามความสมัครใจก่อนแบบผมใช่ไหมครับ” ผมพูด
“ใช่แล้ว นอกจากต้องถามความสมัครใจแล้ว มนุษย์คนนั้นยังต้องมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนอีกด้วยถึงจะได้รับเลือก และตอนนี้คุณก็คือตัวแทนของพระองค์ที่ไปทำหน้าที่สร้างคุณสมบัติที่เหมาะสมให้กับคนบนโลกของคุณเพื่อให้พระองค์คัดเลือกอีกที”
“เอ่อ…คุณรุทอนครับ ผมมีความคิดผุดขึ้นมาข้อหนึ่ง จะขอถามคุณว่ามันเป็นความจริงอย่างที่ผมคิดหรือเปล่าครับ”
“เชิญถามได้เลยครับ”
“คือผมเกิดความคิดขึ้นมาว่า คนที่เป็นตัวแทนพระเจ้าไม่ได้มีผมเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าความคิดของผมนี้ถูกต้องไหมครับ”
“ถูกต้องครับ ในอดีตคนที่ได้รับคัดเลือกให้ไปเป็นผู้นำจิตวิญญาณจากพระเจ้าจะเกิดขึ้นในแต่ละยุคแต่ละสมัยไม่พร้อมกัน หรือพูดง่ายๆ ว่าพวกเขาจะอุบัติขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเพียงคนเดียวเท่านั้น จะไม่มีทางเกิดขึ้นหลายคนในเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากในปัจจุบันนี้ที่เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่เรียกว่าวิกฤติที่สุด โลกจึงจำเป็นจะต้องมีผู้นำมากกว่าหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน โดยทุกคนจะต้องกระจายกันไปประจำการอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นสิ่งที่เป็นกระแสความคิดของคุณอันนี้จึงถูกต้อง และคุณก็สบายใจได้เลยว่าจะไม่มีแค่คุณเพียงคนเดียว”
“ขณะนี้พระเจ้าได้กำลังร้องขอต่อใครก็ตามที่ได้ยินเสียงของพระองค์ ให้เป็นตัวแทนของพระองค์ ให้เขาเป็นเสมือนพระโอษฐ์ เป็นพระหัตถ์ เป็นพระเนตรของพระองค์ ซึ่งถ้าเขาคนนั้นถ่อมใจลง ยอมนำเสียงที่ได้ยินนั้นออกมาแสดง เขาคนนั้นก็จะได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นตัวแทนของพระองค์ทันที”
ขณะที่เรากำลังสนทนากันอยู่ ผมก็สังเกตเห็นว่าทุกคนที่อยู่ร่วมโต๊ะอาหารนั้นอิ่มกันหมดแล้ว ยกเว้นรุทอนที่เขาไม่ได้กินอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“ขอขอบคุณสำหรับอาหารมื้อเช้านี้นะครับ” ผมกล่าวกับผู้ที่มาทำหน้าที่บริการอาหารให้กับเรา
จากนั้นพวกเราทั้งสี่ก็ลุกขึ้นพร้อมกัน ผมเห็นรุทอน ฟรีทัช และเฮปเฟโค้งคำนับเล็กๆ ต่อพวกเขา ผมจึงรีบทำตาม
“ขอบคุณทุกคนมากครับ” พวกเราพูดพร้อมกัน
หลังจากนั้นรุทอนก็เดินนำหน้าเพื่อไปยังอาคารที่ตั้งบนชั้นดาดฟ้าตามเดิม
“ผมขอแสดงความยินดีกับคุณด้วยที่ขณะนี้คุณสามารถวิวัฒน์ตัวเองมาเป็นรูปธรรมชั้นสูงได้แล้ว” รุทอนพูดกับผมขณะที่เรากำลังเดินเข้ามาในตัวอาคารที่ใช้นั่งคุยกันเมื่อวาน
“เพราะอะไรคุณถึงคิดว่าผมเข้าสู่สภาวะเช่นนั้นได้แล้วครับ”
“เพราะคุณได้ยินและโต้ตอบกับเสียงในความคิดนั้นได้แล้ว ที่จริงมันไม่ใช่เสียงจากความคิดของตัวคุณเองหรอก มันคือการบอกของพระเจ้าที่สื่อสารมายังตัวคุณโดยตรง”
“เรื่องนี้คือเรื่องที่เราเพิ่งพูดถึงไป มันคือความรู้ที่จะพรั่งพรูออกมาอย่างไร้ขีดจำกัดจากจิตวิญญาณของเรา”
“จริงหรือครับ ผมเข้าสู่สภาวะนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
“ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทันทีที่คุณรู้สึกถึงความโล่งใจ ความโล่งใจเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ที่แสดงออกมา ที่จริงมันเกิดจากการที่จิตวิญญาณของคุณรู้ว่าตัวเองมาถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดแล้ว มันเป็นการปลดเปลื้องพันธนาการที่เคยเหนี่ยวรั้งไม่ให้ไปไหนมานานถึง 8 หมื่นปี”
“อ้อ! ผมนึกออกแล้ว ที่ผมรู้สึกแปลกๆ ขณะที่ผมอยู่เงียบๆ คนเดียวในห้องนอน ผมยังคิดว่าจะมาถามคุณอยู่เหมือนกันว่ามันคืออะไร” ผมพูด
“วินาทีนั้นแหละที่คุณเข้าสู่สภาวะแห่งปัญญาญาณ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปหากคุณต้องการรู้อะไร คุณไม่ต้องไปถามใครต่อใครอีกแล้ว คุณจงถามเข้าไปในตัวตนของคุณเอง แล้วคุณก็จะพบคำตอบ จงฟังมันอย่างตั้งใจและเชื่อมั่นว่ามันคือความรู้อันเป็นสัจธรรมที่มาจากต้นกำเนิดอย่างแท้จริง บัดนี้คุณมีเครื่องมือที่จะใช้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยสมบูรณ์แล้ว”
“ผมจะขออธิบายความรู้ที่คุณเพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่นี้เพิ่มเติมอีกสักนิด เกี่ยวกับการมีตัวแทนของพระเจ้าหลายๆ คนในช่วงเวลาเดียวกันคือ เพราะตอนนี้โลกต้องการคนที่จะสามารถยกระดับจิตสำนึกเพื่อเข้าสู่โหมดที่ปลอดภัยเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงอนุญาตให้มีผู้นำทางจิตวิญญาณหลายๆ คนพร้อมๆ กัน”
“ตอนนี้มีบ้างแล้วหรือยังครับ”
“มีหรือไม่มีไม่ใช่สาระสำคัญอะไร แต่ขอให้คุณรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า ครั้งนี้จะเป็นกรณีที่พิเศษมากๆ เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่จวนเจียนจะสิ้นสุดเต็มที”
“คือตอนนี้ เมื่อใครคนใดคนหนึ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหล ไม่ว่าจะด้วยการเลือกด้วยตัวเองเหมือนอย่างที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้ หรือจะด้วยการปลุกให้ตื่นขึ้นจากตัวแทนของพระองค์ ทันทีที่เขาตื่นขึ้น เขาคนนั้นจะได้รับสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนของพระเจ้าไปโดยปริยาย สิทธิ์นี้จะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่เปรียบเสมือนว่าเขาคนนั้นได้รับการมอบหมายโดยตรงจากพระองค์เลยทีเดียว”
“คุณอาจจะรู้สึกแปลกใจ หากมีใครสักคนที่อยู่รอบข้างคุณสามารถทำความเข้าใจสัจธรรมที่คุณกล่าวกับเขาได้อย่างรวดเร็วจนเขานั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ตื่นได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็นำมันไปบอกกับใครต่อใครได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน นั่นเป็นผลพวงจากการปรับโครงสร้างทางสนามแม่เหล็กโลกที่ตอนนี้เริ่มส่งผลต่อคนบนโลกของคุณบ้างแล้ว”
“ถ้าอย่างนี้เราก็มีโอกาสปลุกคนให้ตื่นได้ง่ายและเร็วขึ้นน่ะสิครับ” ผมแสดงความเห็น
“ใช่ จะเริ่มมีบางคนที่ระแคะระคายเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขา เช่น การสามารถทำความเข้าใจสัจธรรมบางอย่าง การเกิดความคิดผุดขึ้นอย่างที่คุณเคยบอก และพอเขาได้ยินสิ่งที่คุณพูดเขาก็สามารถเชื่อมโยงทำความเข้าใจได้ในทันที แต่มันไม่ได้เป็นกับทุกคนนะครับ” รุทอนกล่าวสรุปตอนท้าย
“อ้าว! ทำไมล่ะครับ มันไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับสิทธิ์นี้หรือครับ” ผมถาม
“ทุกคนได้รับสิทธิ์นี้อย่างเท่าเทียมกัน ยกเว้นเขาไม่ยอมรับสิทธิ์”
“ไม่เข้าใจครับ” ผมพูด
“ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงข่ายนี้ คนที่มีความเคยชินกับการคิดในด้านลบ เป็นคนโกรธง่าย เป็นคนที่ตัดสินทุกอย่างด้วยอารมณ์และความรู้สึก เขาคนนั้นจะกลายเป็นคนที่มีความยับยั้งชั่งใจได้น้อยลงเป็นสองเท่า สังเกตง่ายๆ ว่าคนบนโลกของคุณในช่วงเวลานี้ บางคนสามารถทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดได้ง่ายมากๆ ถึงแม้ว่าสาเหตุของมันจะแค่เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม”
“ดังนั้นเวลานี้คุณจะต้องเผชิญกับคนสองประเภทคือ 1.) คนที่พร้อมจะเข้าใจสัจธรรมที่คุณกล่าวในทันทีอย่างง่ายดาย และ 2.) คนที่พร้อมจะฆ่าคุณได้ทุกเมื่อหากเขาไม่สบอารมณ์กับคุณ”
“โอ๊ะโอ!”