อารียา เมตายา E-book

299.00฿

รายละเอียด

อารียา เมตายา E-book

*****

“วัตถุประสงค์หลักของความ”เป็น” อารียา ​เมตายา

คือการพยายามทำให้ทุกท่านได้ค้นพบ

  • ศักยภาพภายในตัวเอง
  • การเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง
  • พึ่งพาตัวเองและสามารถสื่อสารกับจิตภายในได้ด้วยตัวเอง”

*****

“อารียา เมตายา” คือนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ทางจิต (ปรัชญา) ที่ได้นำเอาเรื่องของ “จิตวิญญาณ” มาอธิบายทฤษฏีทาง “จักรวาลวิทยา” ไว้ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล นานนับพันๆ ปีมาแล้วที่ศาสนากับวิทยาศาสตร์มีวิธีการและแนวความคิดที่ขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกายภาพ เช่น เรื่องการถือกำเนิดขึ้นของทุกสรรพสิ่ง การกำเนิดขึ้นของมนุษย์ สัตว์ จักรวาล เอกภพ หรือจะเป็นเรื่องทางพลังงาน เช่น เรื่องความมีอยู่จริงของวิญญาณ, ภูตผีปีศาจ, สวรรค์, เทพเจ้า, เทวดา และพระเจ้า ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่องท้าย ๆ นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น

สิ่งที่ท่านกำลังจะได้อ่านดังต่อไปนี้ คือการหลอมรวมความรู้ทั้งหมดเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว มันคือจุดบรรจบกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา (เรื่องของกายภาพกับจิตวิญญาณ)ไว้อย่างลงตัว ท่านจะได้ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับกลไกการก่อกำเนิดของโลก จักรวาล และเอกภพ ว่ามันเป็นอย่างไร และสำคัญที่สุดคือ ระบบทั้งระบบมันขับเคลื่อนหรือดำรงอยู่ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ได้ถูกร้อยเรียงและอธิบายผ่านตัวหนังสือในรูปแบบของนวนิยายที่อ่านง่าย ทุกคนสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

บทนำ

หลายครั้งเราเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า:

ฉันคือใคร?

มาจากไหน?

เกิดมาเพื่ออะไร?

ความสุขอยู่ที่ไหน?

แต่ก็ยังไม่เคยได้คำตอบที่ทำให้เรารู้สึกสั่นสะเทือนจากข้างในจริงๆสักที

มาร่วมเดินทางเพื่อหาคำตอบไปพร้อมกันกับอารียา เมตายา

นิยายที่เป็นเสมือนกุญแจเปิดประตูไปสู่การค้นพบคำตอบที่แท้จริง จากภายในของคุณเอง

เนื้อหา

> มนุษย์ทุกคน มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรก คือ “จิตสำนึก” เป็นส่วนที่ควบคุมร่างกายขณะที่รู้สึกตัวหรือยังตื่นอยู่ ไม่ว่าจะทำอะไรต้องผ่านการทำงานของจิตสำนึกทั้งสิ้น ส่วนที่สอง “จิตใต้สำนึก” หรือ “ตัวตนแก่นแท้” จิตส่วนนี้จะไม่ปรากฏตัวออกมา

ตราบใดที่เรายังใช้จิตสำนึกอยู่ และหากเราต้องการเข้าถึงองค์ความรู้ของจักรวาล เราต้องจูนคลื่นความถี่ของ “จิตสำนึก” ให้ตรงกับ “จิตใต้สำนึก” ให้ได้ก่อน

จากนั้นค่อยตั้งคำถามเพื่อให้”จิตใต้สำนึก”เป็นสื่อกลางไปควานหาคำตอบมา

>ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพล้วนอยู่ในรูปแบบของความสัมพัทธ์ และอยู่ภายใต้กฏของ พื้นที่และเวลา

“ความสัมพัทธ์” หมายถึง สิ่งหนึ่งจะดำรงอยู่ได้ ก็เพราะว่ามีอีกสิ่งหนึ่งดำรงอยู่เสมอ เช่น สมมุติว่าทั้งเอกภพนี้มีแต่ความสว่าง มองไปทางไหนก็พบแต่ความสว่างทั่วไปหมด

ดังนั้นความสว่าง นั้นจะไม่เรียกว่าความสว่างอีกต่อไป เพราะว่ามันไม่มีความมืดมาเป็นตัวเปรียบเทียบ

> ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้วัฏจักรของการแปรเปลี่ยน จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง

เกิดขึ้นหมุนเวียนเป็นวงจร “เริ่มต้น ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง” สิ้นสุดและกลับมาเริ่มต้นใหม่ เช่น

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล กลางวันกลางคืน

ดังนั้น การแปรเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่งจะใช้เวลานานแค่ไหนขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อน

และระยะห่างระหว่างสิ่งนั้น

> ทุกสรรพสิ่ง มีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน

> สสารมีการสั่นสะเทือน

สสารที่คล้ายกันจะดูดเข้าหากัน รวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยคลื่นความถี่บวก หรือคือ(คลื่นความรัก) นั่นเอง ก่อเกิดเป็นสิ่งต่างๆ เช่น แร่ธาตุ ดิน น้ำ พืช สัตว์ มนุษย์ ฯ

> คลื่นความถี่ทั้งหมดจะถูกปล่อยออกมาจากพืช สัตว์ และโดยเฉพาะมนุษย์ ที่สามารถสร้างคลื่นความถี่ได้เข้มข้นที่สุด

ทั้งบวกและลบ ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้ก้อนธาตุใต้ผิวโลกระเบิด โลกจึงเกิดการหมุน

เกิดเป็นจักวาลทางช้างเผือกและกาแลคซี่ ดังนั้น มนุษย์จึงเป็นผู้ขับเคลื่อนจักรวาล

> มนุษย์เป็นกลุ่มก้อนของพลังงาน พลังงานเกิดจากการสั่นสะเทือนจากเซลล์ภายในร่างกาย โดยจะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่บวกหรือลบ ขึ้นอยู่กับความคิด และคำพูดที่เรามีต่อสิ่งต่างๆเหล่านั้น โดยกฏของจักรวาลนั้นสิ่งที่เหมือนกันจะเข้าหากัน คิดอย่างไรได้อย่างนั้น นั่นแปลว่าเราคือพระเจ้า โลกจะเป็นในแบบที่เราคิดเสมอ

> สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ คือ

มนุษย์รู้จักคิด ตั้งคำถาม และชื่นชม พระเจ้าสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้ชื่นชม ให้เราฝึกที่จะชื่นชม และเห็นคุณค่าของตัวเอง และทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งมีชีวิต และไม่มีชีวิต

> ทุกวันนี้มนุษย์ปล่อยคลื่นลบออกมามากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ประกอบกับเทคโนโลยีต่างๆที่ทำลายสิ่งแวดล้อม กำลังจะทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในอีกไม่นานนี้ ตอนนี้ คนทั้งโลกต้องร่วมใจกันผลิตคลื่นความถี่ด้านบวกออกมาให้มากที่สุด

ด้วยการ

-มอบความรักให้กันและกัน

-เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน

-สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

-ให้อภัยกัน

-ไม่ก้าวล่วงซึ่งกันและกัน

-ไม่ฆ่ากัน

-ไม่เบียดเบียนกัน

ความรักความเมตตาจะช่วยค้ำจุนโลก

> การจะได้คลื่นความถี่ด้านบวกนั้น ต้องทำผ่านจิตสำนึกที่ทำแบบไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดแอบแฝง เช่น การให้สิ่งของกับใครสักคนต้องเป็นการให้ที่บริสุทธิ์ใจ ปรารถนาให้ผู้รับมีความสุข ไม่ใช่ให้เพื่อตัวเองมีความสุขหรือได้บุญขึ้นสวรรค์

>วิธีการที่ธรรมชาติทำให้เกิดคลื่นความรักขึ้นมา คือ การเกิดภัยธรรมชาติ หรือเกิดการตายของสัตว์จำนวนมาก เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเสมือนเงื่อนไขที่กระตุ้นให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

> ความรัก มี 4 ระดับ

ระดับที่ 1 มอบความรักให้คนที่ด้อยกว่าเรา เช่น ใครสักคนไปพบกับคนหรือสัตว์ที่กำลังอดอยาก หิวโหยเขาจะสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างง่ายดาย เพราะเห็นว่าเขากำลังแย่กว่าเรา

ระดับที่ 2 มอบความรักให้คนที่เสมอกับเรา คนระดับนี้พบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า คนข้างบ้าน เพื่อนร่วมโลก การจะมอบความรักให้คนกลุ่มนี้ ต้องก้าวข้ามและปล่อยวางความกลัวว่าตัวเองจะเสียเปรียบให้ได้

ระดับที่ 3 มอบความรักให้คนที่เหนือกว่าเรา เช่น รักคนที่รวยกว่า เก่งกว่า มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ความรักระดับนี้เป็นการแสดงออกถึงความยินดีที่ผู้อื่นมีสิ่งที่ดีกว่าเรา

ระดับที่ 4 มอบความรักให้ศัตรู หรือคนที่เราเกลียด ไม่ว่าจะเกลียดชังใคร ไม่ว่าคนนั้นจะชั่วร้ายแค่ไหน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีความเกลียดชังอยู่ในใจเรา นั่นเท่ากับเราได้เป็นฝ่ายของเขาไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นให้เราเปลี่ยนจากความเกลียดเป็น

ความรักแบบบริสุทธิ์ใจรักแบบไร้เงื่อนไข ให้อภัยเขาได้ทุกกรณี คนที่ทำได้ทั้งจักรวาลจะยกย่องให้เขาเป็นผู้ที่มีวิวัฒนาการขั้นสูงหรือเป็นรูปธรรมขั้นสูงทันที เราจะต้องพัฒนาทักษะความรักของเราให้กลายเป็นความรักระดับ 4 ให้ได้ตลอดเวลาเพื่อให้เราอยู่รอดได้ในยุคที่สนามแม่เหล็กโลกกำลังจากเปลี่ยนแปลงไป

> ความรัก ถ้าคิดด้านบวกจะเป็นการให้ การแบ่งปัน ความสุข หรือความอิ่มเอมใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข

แต่ถ้าคิดเป็นด้านลบหรือด้วยความกลัวก็จะกลายเป็น ความหวง ความไม่แบ่งปัน การครอบครองเป็นเจ้าของคนเดียว ความต้องการเก็บไว้คนเดียวคือแนวคิดเรื่องการแบ่งแยก เมื่อเกิดความรู้สึกแบ่งแยกตัวเองจากคนอื่นๆ

เลยทำให้รู้สึกอ้างว้างโดดเดียว

> คุณสมบัติของรูปธรรมชั้นสูง สั่นสะเทือนความรักระดับ 4 ตลอดเวลา รู้จักการตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตัวเอง

โดยส่งกระแสความคิดออกไปเพื่อหาคำตอบในจักรวาล

> วิธีการตรวจสอบว่าเราสามารถเป็นรูปธรรมชั้นสูงแล้วหรือยัง เมื่อเจอสถานะการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจ

ลำดับชั้นที่ 1 ตอบสนองต่อความโกรธ ทันทีด้วยการแสดงออกทางกายภาพ เช่น ลงมือทำร้ายคนที่ทำให้โกรธ หรือต่อว่าด่าทอ ซึ่งเป็นการแสดงออกทางกายภาพ ทั้งสองได้ปล่อยพลังลบออกสู่โลกไปแล้ว ผลที่ตามมาคือ ทั้งคู่ไม่พอใจต่อกัน ผูกใจเจ็บเกิดการเกี่ยวกรรม อนาคตต้องมาเจอกันอีกเพื่อแก้ไขบทเรียนนี้

ลำดับชั้นที่ 2 มีความโกรธอยู่ แต่ไม่แสดงออกทางกายภาพ แบบนี้ยังถือว่าปล่อยพลังงานลบออกไป

และนับว่าเป็นการเกี่ยวกรรมทางพลังงาน หรือ มโนกรรม

ลำดับชั้นที่ 3 มีความโกรธ ไม่แสดงออก แล้วให้อภัยได้ ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคน แม้ว่าจะให้อภัยได้แล้วแต่ก็ยังเกิดการเกี่ยวกรรมแล้วต้องกลับมาเจอสถานการณ์เดิมซ้ำอยู่ดี เพราะพลังงงานลบได้ถูกส่งออกไปแล้ว

รูปธรรมชั้นสูงต้องทำลำดับชั้นที่4 เท่านั้น คือจะต้องไม่มีการปล่อยคลื่นลบใดๆออกไปเลยตั้งแต่แรก

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้โกรธมากแค่ไหน

นอกจากเขาจะไม่ปลดปล่อยความชังออกมาแล้วเขายังต้องปล่อยคลื่นความรักออกมาให้ได้อีกด้วย

>ที่สุดของที่สุดคือเราสามารถแสดง”ความรัก”ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วยจิตสำนึกรักที่บริสุทธิ์จริงๆ

บริสุทธิ์ทั้งก่อนและหลังของกระบวนการ(ทำ)ตรงจุดนี้

-“ก่อน”คือการใช้จิตสำนึกรักอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่อขับเคลื่อนการกระทำของเราโดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝงหรือหวังสิ่งใดตอบแทน มันเป็นการกระทำด้วยความ(รู้)ว่าสิ่งนั้นดีจึงตัดสินใจทำ

-“หลัง”คือการกำจัดให้สิ้น ชำระให้สิ้นไม่เหลือผลกรรมใดๆ ในทุกห้วงเวลา

เช่นในวินาทีที่เราตัดสินใจให้อภัยคนที่มาเอาเปรียบเรา รวมทั้งมอบความรักความปรารถนาดีอย่างจริงใจกับเขาไปนั้น

ผลที่ได้ในปัจจุบันคือเราไม่ได้สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่เขาคนนั้น และยังไม่ได้สร้างความผูกอาฆาตพยาบาทที่จะมีต่อกันจนทำให้ต้องเกี่ยวกรรมเพื่อไปเกิดร่วมกันในอนาคตอีกและในขณะเดียวกัน เราก็ได้แก้ไขพันธสัญญาเก่าที่เคยมีต่อกันในอดีตด้วย สรุปคือ การกระทำเพียงครั้งเดียวสร้างความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นทั้ง 3 โลก คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

>ความวิตกกังวลหรือความกลัวครอบงำจิตใจเราตั้งแต่สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดคือเรื่องการกิน

ทั้งที่อาหารมีอยู่อย่างเหลือเฟือเพียงพอสำหรับทุกๆคนในโลก

พวกเราใช้ความกลัวขับเคลื่อนทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีชีวิตคู่ การทำงาน การศึกษา การปกครอง

แม้กระทั่งเรื่องที่ควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนั่นคือเรื่องศาสนา

>ทำอย่างไรเราถึงจะไม่มีความกลัว

-“ความรู้”ทำให้เรา”รู้”ให้ได้

ถ้ารู้จริงความกลัวจะหายไปเอง

-“ความวางใจ”ต้องมีส่วนผสมของความรักเสมอ

สรุป

มนุษย์ทุกคนคือพลังงานหลักที่ขับเคลื่อนโลกและจักรวาล ที่มีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน มีภารกิจมาเกิดที่โลกเพื่อทำภารกิจร่วมกัน แต่ทุกดวงจิตที่มาเกิดกลับหลับไหลอยู่ แล้วปล่อยให้จิตสำนึกทำหน้าที่ไปขับเคลื่อนชีวิตไป จิตสำนึกนี้เองทำให้มีตัวตนขึ้นมา ตัวตนที่ถูกสร้างจากประสบการณ์ในอดีตและใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวตลอดเวลา ทำให้เกิดพลังงานลบขึ้นมากมาย

โลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้นเพื่อช่วยโลกและเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากภัยครั้งนี้ เราทุกคนต้องเริ่มต้นที่ตัวเองเข้าถึงและเชื่อมต่อกับจิตเดิมแท้ให้ได้ ปล่อยคลื่นความรักให้ได้ตลอดเวลา และช่วยกันปลุกเพื่อนที่ยังหลับอยู่ให้ตื่นขึ้น แล้วเรามาสร้างโลกใหม่ไปพร้อมกัน โลกที่มีแต่ความรัก ความอุดมสมบูรณ์ การแบ่งปัน เบิกบาน ความสุขสงบ บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

******

ติดตามคลิปเสียงฉบับรวบรวมเนื้อหาความ”เป็น” อารียาเมตายา

https://youtu.be/JNUZlvLRG9E

ติดตามฟังคลิปเสียงทั้ง106 บทได้ที่

 

https://bit.ly/3kFqEMd

ฟังแบบ podcasts ทั้ง 106 บท ได้ที่

*anchor.fm/areeya-metaya

 

อ่านฟรีออนไลน์ได้ที่

https://bit.ly/2G4QCK1

 

รีวิว

ยังไม่มีบทวิจารณ์

มาเป็นคนแรกที่วิจารณ์ “อารียา เมตายา E-book”

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *