๖.
ป่าหิมพานต์
สิ่งที่ผมเห็นตอนนี้คือป่าไม้เขียวขจีสลับกับทุ่งหญ้า อากาศปลอดโปร่ง มีเนินเขาเตี้ยๆ น้อยใหญ่สลับไปมา มีผลไม้นานาชนิด ข้างในนี้เปรียบเสมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่ง มองขึ้นไปด้านบนมีท้องฟ้าสีครามสดใส เมฆสีขาวน้อยใหญ่กระจัดกระจาย และมีพระอาทิตย์อย่างที่ท่านโภเซบอกจริงๆ มันลอยอยู่เหนือศีรษะ และที่น่าฉงนที่สุดคือในนี้มีสัตว์รูปร่างแปลกประหลาดอาศัยอยู่มากมาย ที่เห็นเป็นกลุ่มแรกเลยคือ คนที่มีลักษณะเป็นนก คือมีปีกบินได้ มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผมเห็นพวกเขากำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ตรงลำธารที่ไหลลงไปยังปากปล่องทรงกลมที่ผมขึ้นมา ใกล้ๆ กันนั้นก็เห็นเป็นกลุ่มของเงือก พวกเขามีรูปร่างด้านบนเป็นคน แต่มีหางเป็นปลาทั้งชายทั้งหญิงอยู่หลายตัวกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในลำธาร และที่น่าฉงนที่สุดคืออีกด้านหนึ่งของปากปล่องที่ผมขึ้นมามีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่อย่างแน่นขนัด และมีอยู่สองสามต้นที่ผลของมันเป็นรูปคนห้อยเป็นพวงอยู่เต็มต้น
“ขนาดไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าจะสามารถตรวจจับได้หรือไม่ เอาอย่างนี้ฉันจะเปรียบเทียบว่า วิธีการที่พวกเธอใช้เหมือนกับสายลม และวิธีการที่ฉันใช้เหมือนกับแสง” เขาอธิบาย
“ลมและแสงอย่างไรครับ” ผมสงสัย
“ถ้าเธอเปิดสวิตช์ไฟฉายที่เป็นต้นกำเนิดของแสงจากทางด้านซ้ายให้มันสาดไปทางขวา และอีกด้านหนึ่งเธอเปิดสวิตช์พัดลมที่กำเนิดลมจากทางด้านขวาให้มันพัดไปทางซ้าย เธอคิดว่าลมจะเป็นอุปสรรคหรือสามารถทำให้แสงเปลี่ยนทิศทางได้ไหม”
“ไม่ครับ” ผมตอบทันที
“เพราะอะไรล่ะ ทั้งๆ ที่เธอก็รู้อยู่ว่าทั้งสองสิ่งนี้มีอยู่จริง” เขาถามต่อ
“ก็ๆ ๆ… มันคนละรูปแบบกัน” ผมพยายามคิดหาคำตอบ
“ใช่แล้ว…เพราะมันมีความเข้มข้นคนละย่านความถี่กัน แสงไม่มีคุณสมบัติอะไรเลยที่เหมือนกับลม ดังนั้นถ้าเธอใช้เครื่องมือที่มีความสามารถเพียงแค่ตรวจจับความมีอยู่ของลม เธอจะไม่มีวันเอาเครื่องมือนั้นมาตรวจจับความมีอยู่ของแสงได้อย่างเด็ดขาด เพราะมันคนละรูปแบบกัน” เขาอธิบาย
“อย่าว่าแต่เรื่องพวกนี้เลย แค่ปรากฏการณ์ง่ายๆ เช่นฟ้าร้อง ฟ้าผ่า พายุหมุน แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ที่พวกเธอเห็นกันอยู่จนชินตา เธอรู้ว่ามันมีอยู่ แต่พวกเธอยังไม่รู้เลยว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของมัน แต่กลับใช่วิธีการหรือหลักการคิดพิสูจน์สิ่งต่างๆ จากมาตรวัดที่เธอมี มันจึงเป็นการตั้งสมมติฐานจากความรู้ในแบบของเธอ และก็สรุปปรากฏการณ์นั้นๆ ว่าจะต้องมีสาเหตุมาจากสิ่งที่ตัวเองรู้ สิ่งที่ตัวเองสัมผัสได้เท่านั้น ซึ่งวิธีคิดแบบนี้นี่เอง ที่เป็นข้อบกพร่องของนักวิทยาศาสตร์บนโลกของเธอ ที่มักจะคิดว่า ตัวเองนั้นรู้ความจริงสูงสุดแล้ว ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เขาเห็นมาตลอดว่า ความจริงที่เขาเคยเชื่อว่า เป็นความจริงเมื่อร้อยปีก่อนนั้น มักจะไม่ใช่ความจริงในวันนี้ ดังนั้นสิ่งที่เขาเชื่อว่าจริงที่สุดในวันนี้ มันก็อาจจะไม่จริงในอีกร้อยปีข้างหน้าด้วยเช่นกัน เข้าใจไหม” เขาอธิบายพร้อมถามย้ำ
“พอเข้าใจครับ แล้วมีใครที่สามารถรับรู้การมีอยู่ของที่นี่บ้างครับ” ผมถาม
“คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเท่านั้น ไม่มีใครสักคนที่บังเอิญเข้ามา บางครั้งเขาอาจจะบอกว่า เขาหลงทางเข้ามา แต่ที่จริงแล้วพวกเราจงใจให้เขาหลงเข้ามาต่างหาก” เขาตอบ
“แต่มันก็หลงเข้ามายากเหมือนกันนะครับ เพราะกว่าที่ผมจะเข้ามาได้มันก็ลึกลับซับซ้อนพอสมควร” ผมตั้งข้อสังเกต
“เฉพาะตำแหน่งที่อยู่กลางมหาสมุทรนี้และยานที่ฝังอยู่ใต้ดินเท่านั้นที่ยากและซับซ้อน ส่วนยานที่ฝังตัวอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกจะมีทางเข้าที่ซับซ้อนน้อยกว่านี้” เขาอธิบาย
“เอาละฉันจะพาเธอไปเยี่ยมชมที่พำนักของฉันละนะ” เขาชวน
“ดีครับๆ” ผมรีบตอบรับ
จากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนท่านโภเซดึงมือผมขึ้นเล็กน้อย แล้วเราทั้งคู่ก็ลอยสูงขึ้นทันที เราเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสูงพอสมควร ผมมองดูทัศนียภาพรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ ทุกสิ่งทุกอย่างดูสวยงามแปลกประหลาดราวกับเทพนิยาย มันดูเหมือนไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ที่นี่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ ต้นไม้แต่ละต้นมีสีสันฉูดฉาดทั้งเขียวอ่อนเขียวแก่ ทั้งแดง ทั้งเหลือง ทั้งม่วง มีดอกไม้นานาชนิด มีผลไม้หลากหลายสายพันธุ์ดูแล้วไม่ต่างจากที่ดาวทีงร่าเลย
“ท่านครับที่นี่คล้ายดาวทีงร่าเลยนะครับ” ผมถาม
“ใช่… มันคือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยของทุกๆ เผ่าพันธุ์” เขาตอบ
“แล้วอย่างที่ผมเห็นมนุษย์มีปีกพวกนั้นล่ะครับ พวกเขาคือเผ่าพันธุ์เดียวกับเราหรือเปล่าครับ” ผมถาม
“เราเรียกพวกเขาว่ามนุษย์ปักษา เราพาพวกเขามาจากดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยจักรวาลของเรานี่แหละ” เขาตอบ
“แล้ว…เออ…เขาเป็นแบบเราไหมครับ คือผมหมายถึงอุปนิสัยใจคอ หรือชีวิตความเป็นอยู่น่ะครับ” ผมถาม
“เขาจะมีเพียงรูปร่างภายนอกเท่านั้นที่คล้ายเรา แต่จิตใจมีลักษณะคล้ายสัตว์ป่า นั่นคือใช้ชีวิตท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ เก็บผลไม้กินเป็นอาหาร อยู่กันเป็นฝูง นอนหลับตามใต้ต้นไม้ ไม่มีการสร้างที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง พวกเขามีอุปนิสัยที่รักสงบไม่ดุร้าย” เขาอธิบาย
“เหมือนสัตว์ป่าทั่วไปเลยนะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต “แล้วเขาบินได้เหมือนนกไหมครับ” ผมถามต่อ
“อือ…จะบอกว่าบินได้ไหม..ก็ไม่ถึงกับบินได้นะ พวกเขามีปีกก็จริงแต่การใช้ปีกของเขาส่วนใหญ่จะเป็นแค่การโผบินจากที่สูงลงมาที่ต่ำมากกว่า”
“แต่ที่โลกเดิมที่เขาเคยอาศัยอยู่นั้นเขาบินได้จริงๆ เนื่องจากที่นั่นมีค่าแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าและมีมวลของอากาศหนาแน่นกว่าที่นี่เล็กน้อย” เขาอธิบายเสริม
“ถ้าอย่างนั้น..ที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ ที่เหมาะสมสำหรับเขาสักเท่าไหร่่นะสิครับ” ผมถาม
“ก็ใช่…แต่ที่โลกเดิมของเขาก็มีบางสิ่งที่ทำให้ไม่น่าอยู่เท่าที่นี่” เขาตอบ
“ทำไมล่ะครับ” ผมถามต่อ
“เพราะที่นั่นมีรูปธรรมเผ่าพันธุ์อื่นแวะเวียนมา และเนื่องจากมนุษย์ปักษาพวกนี้ไม่ประสีประสาอะไร จึงมักถูกรูปธรรมเหล่านั้นจับไปล่วงเกินบ่อยๆ” เขาตอบ
“ในอดีตเราก็เลยพาพวกเขาบางส่วนมาอยู่บนโลกใบนี้ แต่ก็ถูกพวกมนุษย์ล่วงเกินอีกเช่นกัน สุดท้ายเราจึงพาพวกเขามาอยู่ในนี้ซึ่งเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด”
“แล้วพวกเงือกที่ผมเห็นล่ะครับเป็นเหมือนกันหรือเปล่า” ผมถามต่อ
“เธอเรียกพวกเขาว่าเงือกใช่ไหม พวกเขาก็มีจิตใจเป็นสัตว์ป่าเหมือนกัน แต่จะต่างกันนิดหน่อยคือเป็นสัตว์กินเนื้อ นิสัยใจควจึงไม่เหมือนกับมนุษย์ปักษา พวกเขาเป็นสัตว์นักล่า เขาจึงท่องเที่ยวหาอาหารไปทุกที่ ดังนั้นเงือกพวกนี้จึงมีอยู่ทั่วไปในโลกของเธอ”
ไม่นานนักท่านโภเซก็พาผมลอยเข้ามาใกล้ภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นเมืองที่อยู่บนภูเขา ที่นี่มีอาคารรูปทรงกลมสีขาวสะอาดหลากหลายขนาด เล็กบ้างใหญ่บ้าง ตั้งเรียงรายติดๆ กัน ตัวอาคารส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นหอคอย มียอดแหลมลดหลั่นกันมากมาย มีทางเดินเชื่อมต่อกันไปมา มีคนเดินกันขวักไขว่ มีสวนดอกไม้กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง บนท้องฟ้ามียานบินขนาดเล็กหลากหลายสัณฐานบินไปบินมา มีทั้งแบบเป็นแสงสีขาวที่เห็นทั่วๆ ไป มีทั้งแบบโลหะมันวาว มีทั้งแบบเป็นแท่งยาวๆ ตรงกลางของเมืองซึ่งเป็นเหมือนจุดศูนย์กลาง มีอาคารทรงกลมขนาดใหญ่และสูงที่สุดตั้งตระหง่านอยู่ สีสันของอาคารทั้งหมดเป็นสีขาวโปร่งแสง ดูคล้ายเป็นผลึกคริสตัลและดูเหมือนจะมีแสงสว่างเรืองออกมาจากภายในด้วย
“โอ้ว้าว!…ที่นี่เป็นเมืองเลยนี่ครับ” ผมพูดถึงสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
“ใช่…ที่นี่คือเมืองที่พำนักของฉันและที่เธอเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของที่นี่สร้างจากผลึกคริสตัล ซึ่งเป็นวัสดุหลักของยานลำนี้ ด้วยความเรืองแสงของมันจะทำหน้าที่เป็นเหมือนไฟส่องสว่างไปในตัว ที่นี่ในเวลากลางคืนจะสว่างไปด้วยแสงจากคริสตัลเหล่านี้แต่จะเป็นแสงอ่อนๆ แค่ให้พอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น” เขาอธิบายเสริม
พูดจบเขาก็พาผมลอยตรงไปยังอาคารหลังใหญ่ที่สุดนั้นทันที อาคารหลังนี้มีทางเข้า 4 ทาง มีลักษณะเป็นประตู 4 ทิศอยู่ที่พื้นดิน ช่วงล่างของอาคารมีลักษณะเป็นฐานกว้างบานออกคล้ายกับปากแตรคว่ำ ส่วนช่วงบนจะค่อยๆ สอบสูงขึ้นจนเป็นยอดหอคอยสูง ช่วงกลางหอคอยมีลักษณะบานออกเป็นรูปทรงเหมือนจานสองใบประกบกัน ตรงกลางระหว่างจานสองใบนั้นมีระยะห่างพอสมควร มีเสาขนาดใหญ่เรียงรายเชื่อมทั้งสองจานเข้าด้วยกันหลายต้น ถัดจากจานสองใบขึ้นไปด้านบนก็จะเป็นยอดแหลมสูงชะลูดขึ้นไปอีก ที่ปลายสุดของยอดแหลมมีห้องทรงกลมขนาดเล็ก ที่ผมคิดว่ามันเป็นห้องเพราะเห็นว่ามีหน้าต่างล้อมรอบ
เขาพาผมลอยเข้าไปตรงกลางระหว่างจานสองใบนั้น เมื่อผ่านแนวเสาขนาดใหญ่ที่เรียงรายอยู่หลายต้นแล้วก็จะพบกับลานกว้าง ลานนี้มีขนาดใหญ่คะเนด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะกว้างสัก 2-3 ร้อยเมตร เมื่อไปถึงตรงกลางลานนั้นแล้ว จะมองเห็นช่องทรงกลมกว้างราว 30-40 เมตรอยู่เหนือเพดาน จากนั้นเขาก็พาผมลอยตัวตลอดเข้าไปในช่องบนเพดานนั้นทันที
“ปรกติทางนี้คือช่องทางเข้าของยานบินของฉันและเพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ในอาคารหลังนี้ และที่นี่ก็เป็นที่จอดของมันด้วย นั่นไง…มันจอดอยู่ตรงนั้น” เขาชี้ขึ้นไปด้านบน
เมื่อผมเงหน้ามองขึ้นไปในทิศทางที่เขาชี้ ก็เห็นจานบินสีทองอร่ามลอยนิ่งอยู่กลางอากาศหลายสิบลำ จากนั้นเราก็ลอยตัวเข้าไปด้านในที่มีลักษณะเป็นโถงกว้างโล่ง ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ภาพที่ปรากฏ ทำให้ผมต้องประหลาดใจอีกครั้ง แทนที่ในโถงนี้จะมีวัสดุเครื่องใช้หรือเป็นสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตามที่เคยจินตนาการไว้เวลาดูหนังอวกาศว่า ในหอบังคับการหรือศูนย์ควบคุมมักจะมีลักษณะเป็นเครื่องยนต์กลไก หรือสิ่งปลูกสร้างที่แสดงออกถึงเทคโนโลยีชั้นสูง แต่มันกลับตรงกันข้าม พื้นด้านล่างนี้มันคือสวนพืชพันธุ์ธัญญาหารและผลไม้หลากหลายชนิด
“โอ้… พืชพวกนี้มันขึ้นอยู่แบบนี้ได้อย่างไรกันครับ”
“ได้สิ… เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้เธอฟังว่ามันมีกลไกการทำงานอย่างไรอีกทีนะ” เขาตอบ