อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๘๘.

๘๘.

โรคระบาด

“เรากลับไปที่เหตุการณ์ในสมัยที่เธอเกิดเป็นอชิตะและได้ใช้ชีวิตร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าอีกครั้ง ครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาวิกฤตการณ์ที่เกิดกับทุกๆ แคว้นให้ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง ข้าวยากหมากแพงโดยเฉพาะการเกิดโรคระบาดที่เวลานั้นเรียกกันว่า โรคห่า ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจโดยตรง แล้วแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ผ่านอากาศและการสัมผัส มันระบาดไปทุกๆ เมืองที่มีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และชุมชนที่อยู่กันหนาแน่น ซึ่งสาเหตุของการเกิดวิกฤตการณ์ครั้งนั้น ไม่มีผู้ใดรู้เบื้องหลังนอกจากพระพุทธเจ้า”

“แล้วมันมีสาเหตุจากอะไรหรือครับ” ผมถามทันที

“เธอจงรู้ไว้เถอะว่า เมื่อใดที่โลกของเธอมีความเสื่อมทางด้านศีลธรรม มีการเอารัดเอาเปรียบ มีการเบียดเบียนต่อผู้คนหรือสัตว์ร่วมโลกทำให้ปรากฏเป็นพลังงานมวลรวมด้านลบมากๆ เมื่อนั้นโลกจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆโดยเฉพาะโรคร้ายลักษณะนี้ เพื่อเป็นการยับยั้งหรือชะลอ ไม่ให้ความเสื่อมนั้นลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นหายนะที่รุนแรง”

“มันเหมือนกับ ที่เคยเกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบันของผมหรือเปล่าครับ” ผมถามแทรก

“โดยกระบวนการแล้วเป็นแบบเดียวกันทุกประการ แต่จะต่างกันตรงแค่ในช่วงเวลานั้นของเธอ จะเกิดจากความจงใจผสมโรงไปกับสถานการณ์ของคนบางกลุ่ม เพื่อสร้างความกดดันให้สูงขึ้น ให้เกิดความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น จนทำให้ผู้คนติดกับดักแน่นขึ้น และมันก็มีขนาดของวิกฤตการณ์ที่ใหญ่โตกว่ามาก ซึ่งหากเทียบเหตุการณ์ครั้งนั้นกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันของเธอ มันจะใหญ่โตกว่าหลายร้อยเท่า เนื่องจากการเบียดเบียนในปัจจุบันนี้ มีความซับซ้อนและขยายเป็นวงกว้าง โดยคนที่ทำกระบวนการเบียดเบียนนั้น แทบไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ สิ่งที่ทำให้เธอสามารถวัดขนาดของวิกฤตการณ์นี้ได้อย่างชัดเจนคือ เธอสามารถดูจากความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว เช่นคนจนก็จนชนิดไม่มีแม้แต่อาหารจะประทังชีวิต ซึ่งต่างกับคนรวย ที่รวยถึงขั้นจะซื้อประเทศได้ทั้งประเทศ”

“ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ถึงต้องเกิดในช่วงเวลาแบบนี้ด้วยล่ะครับ มันมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและใครเป็นผู้กำหนด” ผมถาม

“จากการที่เธอได้พูดคุยกับฉันและได้มีประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เธอคิดว่าอะไรอยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์เหล่านี้” ท่านโภเชถามกลับ

“เหล่ารูปธรรมชั้นสูงอย่างพวกท่านใช่ไหมครับ” ผมตอบ

“ไม่ถึงกับใช่ทั้งหมด…เป็นแค่บางส่วน นอกจากที่พวกเราจะแบ่งหน้าที่กันชะลอความเสื่อม ที่มีแนวโน้มจะลุกลามใหญ่โต เพื่อให้โลกยังดำรงอยู่ต่อไปได้ เราก็ยังผลักดันมนุษย์ที่ติดต่อสื่อสารกับเราได้ ให้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่างไปพร้อมๆกันด้วย เพราะเราไม่สามารถลงไปดำเนินการด้วยตนเองเนื่องจากมันผิดกฎของจักรวาล ที่ไม่ให้แทรกแซงมากไปกว่านี้ ซึ่งก็ไม่ต่างกับที่ฉันกำลังทำทุกวิถีทาง ให้เธอได้รู้ภารกิจและผลักดันให้เธอทำหน้าที่ที่เธอรับอาสามา”

“ตัวแปรสำคัญของวิกฤตการณ์ในตอนนี้ คืออัตราเร่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมที่รุนแรง ซึ่งมันจะใช้เวลาที่สั้นลงมากๆ ในสมัยพุทธกาลกว่าที่จะเกิดความเสื่อมอย่างทั่วถึง อาจกินเวลาหลายร้อยปี และปลายทางของความเสื่อมนั้น อาจจะไม่รุนแรงสักเท่าไหร่ แต่ในปัจจุบันความเสื่อมนี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่ผลลัพธ์กลับมากมายมหาศาลเป็นทวีคูณ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงมาก หากเธอไม่เข้าใจกลไกที่จะแก้ไขมัน”

“ฟังดูเหมือนสิ่งที่ผมจะต้องทำนั้นมันจะยากกว่า ในสมัยนั้นหลายเท่าเลยใช่ไหมครับ” ผมแสดงความเห็น

“ใช่แล้ว เราจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด และมีกลยุทธ์ที่แยบยล” เขาตอบ

“แล้วท่านคิดว่าคนธรรมดาๆ อย่างผม จะทำเรื่องพวกนี้ได้หรือครับ” ผมถาม

“ไม่ต้องห่วง…สิ่งที่เธอมี ไม่เหมือนคนอื่นคือ เธอเปิดใจที่จะสื่อสารกับพวกเรา โดยเราก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับเธอ และเธอก็มีพระเจ้าเป็นที่ปรึกษา ไม่มีคนฉลาดคนไหนบนโลกจะฉลาดไปกว่าพวกฉันและพระเจ้าอีกแล้ว ขอให้เธอวางใจเถอะ”

“ได้ครับ แล้วเหตุการณ์ที่ผมจะต้องรับรู้นับจากนี้คืออะไรครับ” ผมถาม

“ฉันจะเกริ่นที่มาที่ไปตั้งแต่ต้นให้เธอรู้ก่อนนะ ไม่อย่างนั้นเธออาจจะปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ครบถ้วน ระหว่างที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นอยู่นั้น ฉันได้ส่งภาษาจิตไปถึงบุคคลหนึ่ง ให้เขารับรู้เพื่อที่จะได้ส่งข่าวนี้ต่อไป เพื่อเป็นสัญญาณเตือนสำหรับคนในยุคอนาคตของเธอ ฉันกำหนดมันลงไปกับคนที่มีอำนาจที่สุดเวลานั้น โดยที่ฉันรู้ว่า เขาจะต้องพยายามหาทางไขปริศนานั้นจนได้ ฉันใช้วิธีสื่อสารผ่านความรู้สึกเข้าไปในความฝัน ซึ่งภาพที่ปรากฏในความฝันของคนคนนั้น ก็จะมีส่วนผสมจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขาในเวลานั้น โดยจิตวิญญาณของเขาจะแปลภาพนั้นออกมาเป็นความหมาย และเวลานั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล คือผู้มีอำนาจที่สุดในแคว้นที่พระพุทธเจ้าอาศัยอยู่ ฉันจึงเลือกเขาเป็นบุคคลเป้าหมาย”

“ท่านกำหนดภาพความฝันได้ด้วยหรือครับ ท่านทำอย่างไร” ผมถาม

“ฉันไม่ได้กำหนดภาพฝันแต่ฉันกำหนดความรู้สึก ซึ่งจิตของเขาจะแปลเป็นความฝันอีกที กระบวนการนี้หากเป็นเรื่องของจิตฉันสามารถทำได้ทุกอย่าง เพราะจิตอยู่เหนือกาลเวลา อยู่เหนือกฎเกณฑ์ เงื่อนไขและข้อจำกัดทั้งปวง ผู้ที่ตระหนักรู้เรื่องนี้เท่านั้นจึงจะใช้ประโยชน์จากมันได้ ส่วนคนที่ประเมินทุกสิ่งทุกอย่าง จากฐานคิดที่มีข้อจำกัดทางกายภาพแบบมนุษย์ เขาจะไม่สามารถใช้ทักษะตรงนี้ได้ ซึ่งที่จริงเรื่องนี้ง่ายมาก เพียงแค่เธอส่งความรู้สึกที่ชัดเจนไปยังบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าเขาจะอยู่ไกลแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะใช้ภาษาอะไร ไม่ว่าเขาจะอยู่ในวัยไหน มีสถานภาพแบบไหน ทุกคนจะสามารถรับรู้ความรู้สึกที่เป็นภาษาสากลนี้ได้ จากนั้นกลไกของจิตวิญญาณภายในที่เขามีข้อมูลจากความทรงจำ จิตวิญญาณภายในของเขาจะทำหน้าที่ แปลความรู้สึกที่ได้รับมานั้นเป็นภาพอีกที ซึ่งกระบวนการแปลเป็นภาพนี้ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะได้รับความรู้สึกแบบเดียวกันมา มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทัศนคติที่มีต่อภาพเหล่านั้น”

“หมายความว่า หากท่านส่งความรู้สึกไปให้สองคนเหมือนๆ กัน ภาพความฝันของสองคนนี้ อาจจะไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวถึงแม้ว่าภาพความฝันนั้นจะออกมาไม่เหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่เป็นผลลัพธ์กลับตรงกัน โดยมีความคลาดเคลื่อนเป็นศูนย์เลยทีเดียว ดังนั้นภาษาจิตนี้ จึงได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งจักรวาลว่า เป็นภาษาสากลที่มีความเที่ยงตรงแม่นยำมากที่สุด”

“แต่เมื่อนำภาษาจิตหรือภาษาทางจิตวิญญาณนี้มาใช้กับมนุษย์ ส่วนมากจะส่งไปได้ เฉพาะตอนที่มนุษย์ไม่ได้ใช้จิตสำนึก หรือตอนที่เขาหลับอยู่เท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับความรู้สึกมาเหมือนกัน แต่เนื่องจากระดับการทำความเข้าใจที่ต่างกัน มีความเชื่อที่ต่างกัน มีสิ่งแอบแฝงที่ต่างกัน การตีความจึงต่างกัน”

“ทำไมจะต้องส่งไปเฉพาะตอนที่นอนหลับครับ เวลาอื่นทำไม่ได้หรือครับ” ผมถาม

“ปรกติรูปธรรมทั่วทั้งจักรวาล จะสามารถรับรู้ภาษาจิตได้ตลอด ไม่ว่าจะเวลาไหน แต่มนุษย์โลกส่วนใหญ่จะรับได้เฉพาะตอนนอนหลับ เพราะว่าขณะที่เขาตื่นนั้น จิตสำนึกของเขาจะรับสัมผัสต่างๆ ได้เข้มข้นชัดเจนมากกว่า เช่น สิ่งที่เขาเห็น, สิ่งที่เขาดม, สิ่งที่เขารับรส, สิ่งที่เขาได้ยินและสิ่งที่เขาสัมผัส แต่จะมีแค่บางคนที่ถูกฝึกมาอย่างดีแล้วเท่านั้น ที่สามารถรับรู้ได้ เนื่องจากมีความละเอียดและไวต่อความรู้สึก ซึ่งก็มีอยู่น้อยมาก”

“ทำไมท่านถึงเลือกพระเจ้าปเสนทิโกศลล่ะครับ” ผมถาม

“เพราะพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นพระราชา เป็นบุคคลที่มีอำนาจ หากมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น  เขาจะใช้อำนาจของเขาแสวงหาคำตอบจนได้ และเรื่องราวที่เขาประสบนี้ ก็จะได้รับการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อให้มันสืบทอดจนมาถึงปัจจุบัน หากเป็นเรื่องของคนธรรมดาทั่วไป คงไม่มีใครสนใจหรอก ถึงแม้จะเป็นความฝันที่พิสดารขนาดไหน ไปเล่าให้ใครฟัง ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญ รวมถึงผู้ฝันเองก็อาจจะไม่สนใจด้วยซ้ำ” ท่านโภเชอธิบาย

“เหตุผลประการที่สองคือ พระองค์เป็นคนสนิทของพระพุทธเจ้า ฉันรู้ว่าเรื่องนี้จะต้องไปถึงหูของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ซึ่งสาระสำคัญที่ฉันต้องการสื่อสารนี้ จะต้องได้รับการเผยแพร่และจดจำ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนมากที่สุด ในเวลานั้นก็คือพระพุทธเจ้า” ท่านโภเชขยายความ

“พระเจ้าปเสนทิโกศลฝันว่าอะไรหรือครับ และมันสำคัญอย่างไรครับ” ผมถามต่อ