อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๓๓.

๓๓.

อวตาร

“ผู้คนที่อาศัยอยู่ในดาวดวงนั้นจะมีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าพวกเราประมาณ 2 เท่า เราเรียกพวกเขาว่า “เนฟาลามา” ส่วนมนุษย์โลกจะเรียกพวกเขาว่ายักษ์ ในอดีตคนเผ่ายักษ์เคยมาอาศัยอยู่ร่วมกับเธอ แต่เนื่องจากมีความแตกต่างทางกายภาพค่อนข้างมาก คือตัวใหญ่ เสียงใหญ่ หูกาง ประกอบกับสภาพแรงโน้มถ่วงของโลก ที่ไม่เอื้อต่อเผ่าพันธุ์ของพวกเขา คือเขาจะรู้สึกว่า ตัวเองมีน้ำหนักมากกว่าปรกติ เวลาทำงานอะไรจะเหนื่อยง่าย การเคลื่อนไหวจึงเชื่องช้ากว่าตอนที่อยู่บนโลกของเขา เหตุนี้จึงทำให้พันธุกรรมของเขาค่อยๆ เสื่อมลงในเวลาไม่นาน สุดท้ายสมาพันธ์จักรวาลจึงมีมติให้เขาย้ายกลับไปถิ่นฐานเดิม จะมีเหลืออยู่บ้าง ก็เฉพาะบางคนที่แคระแกร็นและผสมข้ามสาย จนมีขนาดที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ไปแล้ว” ท่านโภเชตอบ

“อย่างนี้เองหรือครับ… แล้วรูปเทวดาที่รายล้อมอยู่ล่ะครับ หมายถึงใคร”

“เวลาที่ฉันมา ฉันไม่ได้มาคนเดียว ฉันมาพร้อมกับรูปธรรมชั้นสูงจำนวนมาก และในบรรดารูปธรรมจำนวนมากเหล่านั้นจะมีเพียง 24 รูปธรรมที่มีความผูกพันแบบพิเศษกับฉัน ที่จริงคนในอดีตรู้เรื่องพวกนี้ดี พวกเขาจึงบันทึกเรื่องราวไว้ ผ่านคติความเชื่อและเรื่องราวปรัมปราต่างๆ ”

“และหนึ่งใน 24 คนนั้นก็มีเธออยู่ด้วย” เขาพูดแบบเพิ่มข้อสงสัยให้กับผม

“มีผมอยู่ด้วยและมีความผูกพันแบบพิเศษกับท่านด้วย มันหมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถาม

“พวกเธอเรียกความผูกพันแบบใกล้ชิดลักษณะนี้ว่า “อวตาร”  ซึ่งความหมายที่พวกเธอเข้าใจกันคือเธอแบ่งภาคมาจากตัวฉัน ซึ่งก็จริงเพราะฉันคือรูปแบบทางพลังงานตั้งต้นของเธอและของทุกๆคนบนโลกด้วย  แต่ความหมายที่แท้จริงคือการที่เธอและเพื่อนๆ ของเธออีก 23 คนได้รับความไว้วางใจจากฉันให้มาทำภารกิจบางอย่างแทนตัวฉัน ซึ่งบางคนถึงกับอาสาไปเกิดเป็นมนุษย์ โดยมีฉันสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เหมือนกับที่ฉันกำลังปฏิบัติกับเธออยู่ในขณะนี้ เธอคือผู้ที่มีความผูกพันกับฉันและรับอาสาไปทำหน้าที่บางอย่างแทนฉัน ฉันจึงต้องนำพาเธอไปทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ เพื่อย้ำเตือนความทรงจำก่อนที่เธอจะเริ่มงาน และในตำนานก็มีการบันทึกเรื่องราวของเธอไว้ว่า เธอคืออวตารคนสุดท้ายของมหายุคเก่า หรือเป็นคนที่ 10 ของฉัน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ ‘มหายุค’ ใหม่ ส่วนที่เหลืออีก 14 คนนั้น ยังไม่ถึงเวลาของเขา ดังนั้นคำว่าอวตารจึงมีความหมายตามนี้” เขาตอบ

“เรื่องมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนจังเลยนะครับ” ผมแสดงความเห็น

“เธอแค่ฟังผ่านๆ เพื่อเป็นข้อมูลก็พอ เพราะวันหนึ่งที่เธอเกิดสภาวะความเข้าใจแล้ว เธอถึงจะนึกขึ้นได้ว่าเธอเคยรู้เรื่องนี้มาแล้ว จากการบอกเล่าของฉัน” เขาพูด

“แต่พอท่านพูดให้ฟัง ผมก็เกิดความกระหายใคร่รู้อย่างมากนะสิครับ” ผมตอบ

“เอาเป็นว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอวตารของฉัน แล้วมีความเชื่อมโยงกับเธอมากที่สุดก็คือ คนที่เธอเรียกเขาว่าพระพุทธเจ้า”

“โอ้…ยิ่งเป็นเรื่องพระพุทธเจ้า ยิ่งทำให้ผมสนใจอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก ท่านโปรดเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ” ผมพูดด้วยความตื่นเต้น

“รายละเอียดแบบเจาะลึกนั้น เราค่อยเดินทางย้อนอดีตไปดูให้เห็นกับตากันดีกว่า แต่ฉันจะเล่ากระบวนการการเกิดของเธอให้ฟังก่อน เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นก็แล้วกัน” เขาพูด

“ดีครับๆ”

“ในบรรดาคนที่จะมาทำหน้าที่แทนฉันทั้งหมด 24 คนนั้น มีเพียง 5 คนที่อาสาไปเกิดเป็นมนุษย์ ส่วนอีก 19 คนจะไปในลักษณะเหมือนปลอมตัวเป็นมนุษย์  เพื่อทำภารกิจอะไรบางอย่างเท่านั้น ดังนั้นจิตสำนึก,จิตวิญญาณของเขาจะยังรู้สึกว่าเป็นเขาอยู่ ซึ่งมันจะต่างกับ 5 คนที่อาสาไปเกิดเป็นมนุษย์ เพราะเขาจะลืมทุกสิ่งเหมือนกับที่มนุษย์ทุกคนเป็นกัน แต่การจะไปเกิดแบบนี้ได้ จะต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยีทางชีววิทยาผสมกับจิตวิญญาณวิทยา โดยวิธีการทำนั้นฉันขอไม่เล่าตรงนี้ เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก

ตอนนั้นพวกเธอมาในบทบาทของผู้ดูแลโลก ไม่ได้มาด้วยการอาสามาเกิดจากต้นกำเนิด แต่พวกเธอทั้ง 5 มีความปรารถนาที่จะไปทำภารกิจแทนฉัน ครั้งนั้นฉันจึงได้ใช้วิธีการปลูกถ่ายธาตุตั้งต้นแห่งดวงจิตของเธอทั้ง 5 เข้าไปปฏิสนธิในภพชาติแรกเป็นมนุษย์ที่มีธาตุเป็นสัตว์โลก เพื่อภพชาติถัดไปจะได้เกิดเป็นมนุษย์ที่อยู่ในสภาวะแห่งการลืมได้สมบูรณ์แบบ โดยคนที่หนึ่งฉันเอาธาตุตั้งต้นของสัตว์ปีกคือไก่ ซึ่งมีธาตุตั้งต้นเป็นธาตุลม คนที่สองฉันเอาธาตุตั้งต้นขอสัตว์เลื่อยคลานที่มีพิษขนาดใหญ่กว่างูทั่วๆไป ซึ่งมีธาตุตั้งต้นเป็นธาตุไฟ คนที่สามฉันเอาธาตุตั้งต้นของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำคือเต่า ซึ่งมีธาตุตั้งต้นเป็นธาตุน้ำมาบรรจุ คนที่สี่ฉันเอาธาตุตั้งต้นของสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมที่กินพืชคือวัวมาปลูกถ่ายไว้ ซึ่งมีธาตุตั้งต้นเป็นธาตุดิน และสุดท้ายคนที่ 5 ฉันเอาธาตุตั้งต้นของสัตว์บกที่กินเนื้อคือสิงห์โตซึ่งมีธาตุตั้งต้นเป็นธาตุทอง และนี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมพวกเธอจึงมีแท่งผลึกแห่งความทรงจำเป็นของตนเองปรากฏอยู่บนโลก และเธอก็มีสิทธิ์มีเสียงในการขับเคลื่อนโลกได้โดยชอบธรรม” ท่านโภเชอธิบาย

“น่าทึ่งมากเลยครับ” ผมพูดแสดงความแปลกใจ

“เอาเท่านี้ก่อน รายละเอียดเธอค่อยไปดูเอาเอง” เขาพูด

หลังจากที่ได้ยินเสียงคนตะโกนจากนอกอุโบสถมาว่า พระราชาเสด็จแล้ว ไม่นานผมก็เห็นเสนาบดีหลายคนเดินเข้ามาในโบสถ์พร้อมกับข้าราชบริพารที่ช่วยกันยกตั่งไม้ปิดทองทั้งตัวขนาดไม่ใหญ่นักเข้ามาด้วย จากนั้นเสนาบดีคนหนึ่งก็เดินตรงมายังผม

“ท่านไกรศร ท่านมานั่งตรงนี้ เหนือหัวจะประทับและทอดพระเนตรพระพุทธรูป ณ จุดนี้” เสนาบดีคนนั้นพูดพร้อมกับชี้ไปที่ด้านข้างตั่ง

“ขอรับ” ผมได้ยินเสียงของผมตอบกลับ และรู้ว่าขณะนี้ตัวผมชื่อ ไกรศร

ขณะที่คนทั้งหมดในอุโบสถอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครทำอะไร ไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างนั่งพับเพียบและก้มหัวเอามือสองข้างกุมไว้ที่หน้าตัก

“สมเด็จพระอินทราชาเจ้าเสด็จแล้ว” หนึ่งในเสนาบดีที่ยืนอยู่หน้าประตูตะโกนออกมา

ผมเหลือบมองออกไปที่ช่องประตู ก็เห็นภาพของชายฉกรรจ์หลายสิบคน กำลังวางเกี้ยวลงกับพื้นและเห็นชายชราอายุราว 80 ปี ค่อยๆเดินลงมาโดยมีนางสนมหลายคนคอยประคองเข้ามาในโบสถ์ จากนั้นเขาก็เดินตรงมายังตั่งที่เตรียมไว้ซึ่งมันตั้งอยู่ข้างๆผมพอดี ขณะที่เขาเดินเข้ามา ทุกคนที่กำลังหมอบกราบอยู่ที่พื้นห้องก็เปล่งเสียงขึ้นมาพร้อมกันว่า

“ขอเจ้าเหนือหัวทรงพระเจริญ”

“อืม…ช่างน่าประทับใจจริงๆ งดงามกว่าที่ฉันจินตนาการไว้มากทีเดียว” เสียงของพระราชาพูดขึ้นก่อนที่จะทรุดตัวลงกับพื้นและกราบพระพุทธรูปองค์นั้นสามครั้ง

ทำให้ทุกคนในห้องพร้อมใจกันหันหน้าไปทางพระพุทธรูปแล้ว

กราบสามครั้งเช่นกัน

“ช่างเป็นพุทธประติมาที่งดงามและเปี่ยมด้วยบารมีจริงๆ ข้าขอบใจเจ้านะ ที่ทำให้ข้ามีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของพระองค์ผ่านฝีมือของเจ้า ไกรศร” พระราชาหันมาพูดกับผมโดยที่พระองค์ยังคงนั่งอยู่กับพื้น

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” ไกรศรตอบ

จากนั้นผมก็เห็นนางสนมหลายคนค่อยๆ คลานเข้ามา เพื่อที่จะประคองพระราชาให้ลุกขึ้นไปนั่งบนตั่งที่เตรียมไว้

“ไม่ต้อง… ข้าไม่กล้านั่งบนนั้น ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ดอก” เขาหันไปพูดกับนางสนมที่กำลังจะประคองเขาให้ลุกขึ้น

“นี่คงเป็นโอกาสเดียวในบั้นปลายชีวิตของข้า ที่จะได้ทำสิ่งนี้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ตลอดชีวิตของข้าไม่เคยนึกถึงพระองค์มาก่อน จนกระทั่งเจ้ามาบอกกับข้าว่า ยังมีองค์พระศรีอริยเมตไตรยอีกพระองค์หนึ่ง ที่จะเสด็จมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในกาลอนาคต ขอบใจเจ้าจริงๆ ที่ทำให้ข้าได้มีโอกาสทำสิ่งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการได้ชื่นชมพระบารมีผ่านรูปจำลองนี้ ข้าก็รู้สึกปลาบปลื้มจนแทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความปีตินี้ไม่อยู่” เขาหันมาพูดกับผมด้วยดวงตาที่กำลังเอ่อด้วยน้ำตา

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” เสียงไกรศรตอบรับ

“สิ่งที่ข้าได้กระทำในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นเครื่องย้ำเตือนให้กับอนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงพระองค์ ขอให้พุทธสักขีแห่งนี้จงยั่งยืนสถาพร จวบจนวันที่พระองค์จะเสด็จมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเถิด…สาธุ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พร้อมกับยกมือพนมท่วมหัวเพื่อสาธุการ

“สาธุ สาธุ สาธุ” ทันทีที่พระอินทราชาพูดจบทุกคนที่อยู่ในอุโบสถทั้งหมด ก็พร้อมใจกันกล่าวคำสาธุอย่างพร้อมเพรียงกัน