๓๕.
พูดจากใจ
“เอาล่ะ… ข้าคงต้องไปแล้ว นี่ถ้าการไปไหนมาไหนของข้าไม่มีพิธีรีตองมากขนาดนี้ ข้าก็จะมาดูการก่อสร้างวัดนี้กับเจ้าทุกวัน เพราะมาแล้วข้ามีแต่ความปิติสุข” เขาพูดพร้อมกับหันหน้ามาทางไกรศร
“พะยะค่ะ” ไกรศรตอบรับ
“นี่…ท่านอำมาตย์ ถ้าข้าตายเมื่อไหร่ เจ้าจงใช้วัดแห่งนี้จัดพิธีศพของข้านะ ข้าจะขอให้วิญญาณของข้าได้อยู่ใต้ร่มพระบารมีขององค์พระศรีอริยเมตไตรย” เขาหันไปพูดกับอำมาตย์อีกครั้งพร้อมกับทำท่าจะลุกขึ้นยืน
“พระองค์พูดอะไรเยี่ยงนั้นพระเจ้าค่ะ… ไม่สู้จะเป็นมงคลนัก” อำมาตย์คนสนิทตอบ
“เจ้าไม่ต้องพูดเอาใจข้าดอก ข้ารู้ตัวข้าดี วัยของข้าก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงปลายแล้ว เจ้าทำตามที่ข้าบอกก็แล้วกัน” พระองค์กำชับ
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ…” อำมาตย์ตอบอีก
พอเห็นพระอินทราชาลุกขึ้นยืน ทุกคนที่อยู่ในสถานที่นั้น ต่างก็กุลีกุจอตามหน้าที่ของตนเอง นางสนมก็เข้ามาประคอง อำมาตย์เสนาบดีต่างก็คลานไปที่ประตู ทหารองครักษ์ที่หน้าประตู ก็ตะโกนแจ้งว่า พระอินทราชาจะเสด็จกลับแล้ว เสียงสั่งการคนที่อยู่ข้างนอกอุโบสถ เสียงเจ้าหน้าที่แบกเกี้ยวพระที่นั่งก็ดังพึ่บพั่บขึ้นทันที
“ฉันไปละนะ วันนี้เพลาค่ำ เข้าไปพบข้าหน่อย ข้ามีเรื่องจะสนทนากับเจ้าหลายเรื่องเลย” พระอินทราชาหันมาพูดกับไกรศรหลังจากยืนขึ้นแล้ว
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ…” ไกรศรตอบ
ไกรศรยังคงนั่งหมอบอยู่กับพื้นอย่างนั้น และทันทีที่พระอินทราชาก้าวเดิน ทุกคนที่ไม่มีหน้าที่อะไรก็ยกมือพนมขึ้นเหนือหัวเพื่อถวายบังคมพร้อมกับกล่าวพร้อมกันว่า “ขอเจ้าเหนือหัวทรงพระเจริญ”
“ท่านโภเชครับ นี่คือครั้งแรกที่ผมได้เจอกับโคฮารุใช่ไหมครับ แล้วถ้าผมอยากรู้เรื่องราวแบบรวบรัดเลยจะต้องทำอย่างไร” ผมถาม
“เธอก็กำหนดรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของตัวเธอเองกับหล่อนต่อไปได้เลย แต่มันจะเป็นภาพที่เห็นจากสายตาของไกรศรเท่านั้นนะ เธอจะไม่สามารถเห็นภาพจากสายตาของหล่อนได้” เขาตอบ
พอท่านโภเชพูดจบ ผมก็ลองกำหนดตามที่เขาบอกว่า ต้องการจะเห็นเรื่องราวระหว่างไกรศรกับโคฮารุ ในความรู้สึกก็บอกทันทีว่า เวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งเดือน กว่าที่ไกรศรจะได้พบหล่อนอีกครั้ง เรื่องราวมันเกิดขึ้นที่บ้านของเขา ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ในเขตพระราชฐาน แต่เป็นคนละฟากกับพระราชวังของพระอินทราชา วันนั้นเป็นวันก่อนการสมโภชองค์พระศรีอาริยเมตไตรย ที่ไกรศรปั้นขึ้นประมาณสองเดือน พระอินทราชาโปรดให้นางสนมนำเสื้อผ้าที่จะใช้สวมใส่ในวันงานมามอบให้เขา ซึ่งนางสนมคนนั้นก็คือโคฮารุ หล่อนเดินทางมาด้วยตัวเองทางเรือ เธอนำขึ้นมาที่ลานกลางบ้านพร้อมกับพานเงินขนาดใหญ่ที่มีชุดนั้นวางอยู่
“ข้าได้รับมอบหมายจากเจ้าเหนือหัวให้นำเสื้อผ้าชุดใหม่นี้มามอบแด่เจ้า” โคฮารุพูดกับผม ขณะที่เข้ามานั่งในศาลารับรองเรียบร้อยแล้ว
“ขอบใจนะ ท่านแม่หญิง ข้าฝากกราบทูลเจ้าเหนือหัวด้วยว่าข้าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ยิ่งนัก” ไกรศรพูด
เมื่อได้อยู่ใกล้เธอ ผมจึงเห็นความงามของเธออย่างถนัด ผิวของเธอขาวละเอียดเนียน ไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป กลิ่นของน้ำอบและแป้งร่ำที่หอมฟุ้งยามที่มีสายลมพัดมาปะทะกายเธอ เสียงของเธอนุ่มนวลอ่อนหวาน กิริยามารยาทงดงามสมกับเป็นนางสนมที่คอยปรนนิบัติพระราชา
“เจ้าโปรดลองสวมใส่ดูก่อน หากไม่พอดี ข้าจะนำกลับไปแก้ไขให้ เสื้อชุดนี้เป็นฝีมือการตัดเย็บของข้าเอง” โคฮารุพูด
“ได้ขอรับท่านแม่หญิง” ไกรศรตอบ
“เรียกข้าว่า อุษาวดีก็ได้ ไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านแม่หญิงหรอก ท่านไกรศร” เธอพูด
“ได้ขอรับแม่นางอุษาวดี งั้นข้าขอเอาเสื้อเข้าไปลองก่อนนะ” ไกรศรตอบ
ไม่นานผมก็ออกมาจากห้องพร้อมสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ทั้งตัว เป็นเสื้อแขนยาวคอจีน และผ้านุ่งแบบโจงกระเบนมีผ้ารัดเอวอีกหนึ่งผืน ผ้าที่ใช้ตัดเย็บเป็นผ้าไหมเนื้อละเอียด ทอด้วยลวดลายกระจัง ผ้านุ่งเป็นสีน้ำเงินกรมท่ามีสีเหลือบออกม่วงๆ ส่วนเสื้อเป็นสีครีมอ่อน
“ข้าดูดีมาก เนื้อผ้านุ่มเนียนแวววาวดูพิเศษหรู่หร่าจริงๆ ขอบใจแม่นางมากที่อุตส่าห์เป็นธุระให้” ไกรศรกล่าวชม
“ผ้านี้เป็นผ้าไหมที่สั่งจากต่างประเทศนะ มันจึงนุ่มนวลกว่าผ้าไหมของเรา แต่ เอ๊ะ!…รู้สึกว่าแขนจะยาวไปหน่อย ท่านไปถอดมา เดี๋ยวข้าจะสอยขึ้นให้วันนี้เลย” หล่อนเสนอ
“พวกเจ้าไปพักผ่อนที่ท่าน้ำรอข้าก่อนก็ได้ ข้าจะใช้เวลาสักระยะในการแก้ไขเสื้อให้ท่านไกรศร” หล่อนหันไปบอกกับผู้ติดตาม และนี่จึงเป็นโอกาสที่ทำเราได้สนทนากันแบบสองต่อสอง
ผมคิดในใจว่า นี่ถ้าหล่อนรู้ว่าไกรศรคือคู่รักของหล่อน ที่รอจะได้เจอกันในโลกอนาคต ก็คงจะดี เราจะได้ไม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จักกัน ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของโคฮารุขึ้นมาแล้วว่า เธอรู้สึกอย่างไร ในครั้งแรกที่ได้เจอผม ตอนนี้ผมได้แต่ส่งกระแสความคิดไปให้กับไกรศรเพื่อบอกกับเขาว่า นี่คือเนื้อคู่ของเขาในอนาคต
“แม่อุษา…ข้าๆ ๆ มีอะไรจะบอกกับ…เออๆๆ” ไกรศรเหมือนจะพูดอะไรออกไปแต่ก็หยุด
“เจ้ามีอะไรรึ…” หล่อนถามหลังจากที่ไกรศรพูดทิ้งระยะ
“เออ… ข้าไม่พูดดีกว่า” เขาตัดสินใจที่จะไม่พูดความในใจ
“เจ้านี่พิกลจริงๆ… เจ้าจะพูดอะไร ฝากบอกอะไรกับใครก็พูดมาเถิด หากเป็นสิ่งที่ข้าช่วยได้ข้าก็ยินดี” หล่อนเสนอ
“ข้ากำลังลังเลว่า จะพูดสิ่งที่มันผุดขึ้นในใจของข้าออกไปดีหรือไม่” เขาพูด
หลังจากที่ไกรศรพูดแบบนี้ ผมก็ส่งกระแสความคิดไปหาเขาว่า “พูดออกไปเลยไม่ต้องกลัว” หลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงความคิดของเขาตอบกลับมาว่า “จะดีหรือ เธอคือนางสนมของเจ้าเหนือหัวที่มีพระคุณต่อข้านะ” ผมจึงตอบกลับไปในความคิดของเขาว่า “อย่าลังเลเลยทำตามที่ข้าบอกเถอะ”
“พูดมาได้เลยข้ายินดีรับฟัง” นางอุษาวดีพูดเพื่อให้เขารู้สึกสบายใจ
“ได้…ถ้าอย่างนั้นข้าจะพูดละนะ …ที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าทำ ข้าจะใช้ความรู้สึกหรือนิมิตเป็นเครื่องนำทางให้ข้าทำ ผลงานที่เจ้าเห็นทั้งหมดส่วนใหญ่ก็เกิดจากความรู้สึกเหล่านั้น” เขาพูด
“แล้วมันเป็นเยี่ยงใด และเจ้ากำลังหมายความว่ากระไร” หล่อนถามต่อ
“ถ้าจะให้ข้าเชื่อความรู้สึกของข้า ณ ขณะนี้ และบอกความรู้สึกนี้ออกไปกับเจ้า ได้โปรดอย่าเคืองข้านะ” เขาพูด
“ข้าสัญญาว่าจะไม่เคืองเจ้า บอกมาได้เลย” หล่อนตอบ
“ความรู้สึกของข้าบอกว่า เจ้าคือเนื้อคู่ของข้า แต่จะเป็นชาตินี้หรือชาติไหนๆ ในอดีต หรือในอนาคตข้าก็มิอาจรู้ได้” เขาตัดสินใจพูดตามความรู้สึก
“…….” หล่อนนิ่งเงียบและดูเหมือนว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“ท่านโภเชครับ ผมรู้สึกเหมือนว่าไกรศรจะรับรู้และโต้ตอบกับผมได้นะครับ” ผมถามท่านโภเช
“ขณะนี้เธออยู่ในสถานภาพที่เป็นจิตวิญญาณ ส่วนเขาอยู่สถานภาพที่เป็นจิตสำนึก ถึงแม้ว่าเธอจะมาจากโลกอนาคต แต่เธอก็เป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณทั้งหมดของเธอ” เขาอธิบาย
“อืม… ถ้าอย่างนี้ผมก็สามารถดลใจอะไรเขาก็ได้น่ะสิครับ” ผมถาม
“ได้แน่นอน เพียงแต่เขาจะทำตามเธอหรือไม่เท่านั้น” เขาตอบ