๙๕.
วิธีการและหลักการ
“เออ… จากที่ท่านอธิบายมาทั้งหมด คุณสมบัติของอรหันต์น่าจะเป็นผู้สามารถตระหนักรู้ว่าตนเองคือพุทธะ และแสดงออกซึ่งความเป็นพุทธะหรือเป็นความรักความปรารถนาดีได้อย่างแท้จริงครับ” ผมตอบ
“นั่นสิ.. การเป็นพุทธะและการแสดงออกซึ่งความเป็นพุทธะนั้น มีการจำกัดเพศ สถานะ และวัยด้วยหรือ” เขาถามต่อ
“ไม่ครับ…”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ หนึ่งใน 1,250 คนนี้ มีเด็กอายุเพียงแค่ 14 ขวบรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าอรหันต์นั้นไม่จำกัดวัย”
“ผมชักอยากรู้แล้วสิว่า พระพุทธเจ้าจะตรัสอะไรบ้างในคืนวันนี้”
“ฉันขอบอกไว้ก่อนนะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดในวันนี้จะไม่เหมือนกับทุกๆ ครั้ง ตั้งแต่ปีแรกของการประกาศสัจธรรม เพราะสิ่งที่เขาย้ำเตือนมาตลอดนั้น คือวิธีการที่ทำให้เข้าถึงปัญญาญาณที่เป็นเส้นทางสู่การเป็นพุทธะ ซึ่งถือว่าเป็นธรรมะที่เรียบง่ายมากๆ เรียบง่ายจนเหล่าชฎิลดาบสบางคนดูแคลนว่าเป็นธรรมะที่ตื้นเขิน แต่ในที่สุดพระองค์ก็สามารถอธิบายวิธีการและหลักการนี้ ให้เข้าใจและเกิดการยอมรับในที่สุด”
“อะไรคือวิธีการและอะไรคือหลักการนั้นครับ”ผมถาม
“วิธีการที่พระพุทธเจ้าย้ำเตือนเสมอตลอดอายุขัยของพระองค์คือ ‘ให้ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส’ หรือพูดอีกอย่างว่า ให้ลงมือทำทุกสิ่งด้วยจิตที่เป็นความรัก ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ นั่นคือวิธีการสู่ความเป็นพุทธะ หรือหนทางเข้าสู่ปัญญาญาณ”
“อืม…เรียบง่ายจริงๆ ด้วย แล้วหลักการละครับ ทำไมวิธีการนี้ถึงทำให้สามารถเข้าถึงปัญญาญาณได้” ผมถาม
“ประการแรก เมื่อจิตดวงนั้นแสดงออกด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างแท้จริงแล้ว จิตนั้นจะมีระดับพลังงานที่สอดคล้องและเป็นหนึ่งเดียวกับจิตพุทธะ เท่ากับจิตนั้นได้อยู่ในดินแดนของพระเจ้า อยู่ในศานติสุข อยู่ในอาณาเขตแห่งความรู้อันประเสริฐ อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง และเมื่อเขามีจิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับจิตพุทธะ เป็นหนึ่งเดียวกับจิตพระเจ้า เขาจึงมองเห็นทุกอย่างจากมุมมองของพระเจ้า”
“ประการที่สอง เมื่อจิตดวงนั้นแสดงออกด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างจริงใจแล้ว จิตนั้นจะปรากฏเป็นคลื่นความถี่ชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะการขยายตัวออกหรือแผ่ออกไป ผลลัพธ์คือ ปรากฏเป็นการสละ เป็นการให้ และแบ่งปัน ฯลฯ ซึ่งเป็นคลื่นที่ตรงกันข้ามกับของเดิมนั่นคือ การเอา การกักเก็บ การหวงแหน การเห็นแก่ตัว ฯลฯ ถ้าเมื่อใดที่คนคนนั้นสามารถสร้างคลื่นที่เป็นการขยายตัวเช่นนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็เท่ากับเขาได้ละวางตัวตน ละวางอัตตาไปโดยปริยาย มันเป็นการละวางแบบไม่ต้องผ่านการเพ่ง ไม่ต้องผ่านการมโน เพราะเขาได้อยู่ในสภาวะไร้อัตตาไปแล้ว โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสภาวะไร้ตัวตนนี้เองที่เป็นสภาวะการขยายตัว นำไปสู่อาณาจักรของพระเจ้า และเมื่อนั้นเขาก็จะมีหัวใจดุจเดียวกับพระเจ้า”
“ประการที่สาม เมื่อจิตดวงนั้นแสดงออกด้วยความรักความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว จิตดวงนั้นจะมีพลังอำนาจ โดยเฉพาะพลังอำนาจที่อยู่เหนือร่างกาย เหนือการรับรู้ของจิตหยาบหรือสำนึก ที่มักจะทำทุกอย่างด้วยความอหังการ ทำตามอำเภอใจ อำนาจนี้มิได้เป็นอำนาจที่แข็งกระด้าง หรืออำนาจแห่งการทำลายล้าง แต่เป็นอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ที่สามารถกำหนดจากความอ่อนน้อม กำหนดจากการยอมรับ กำหนดด้วยความเข้าใจในความเป็นไปของสรรพสิ่ง มันคืออำนาจของจิตพุทธะ จนท้ายที่สุดจะนำไปสู่การรู้ที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และกว้างขวาง”
“ประการที่สี่ เมื่อจิตดวงนั้นแสดงออกด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว จิตดวงนั้นจะเป็นอิสระ เพราะบัดนี้เขารู้แล้วว่า ความชัง ความอคติ ความขัดข้อง ความวิตกกังวล ฯลฯ ที่เปรียบเสมือนเป็นเครื่องพันธนาการ เป็นขั้วตรงกันข้ามกับความรัก ซึ่งบัดนี้หากเขาได้ปลดเปลื้องมันไปจนหมดสิ้นด้วยความปรารถนาดี ตอนนี้เท่ากับเขาได้ปลดปล่อยให้ดวงจิตดวงนี้ ออกจากการกักขัง ออกจากความวิตกกังวลทั้งปวง นับจากนี้ เขาจะทำแต่สิ่งที่ประเสริฐ สร้างสรรค์แต่สิ่งที่ดีงาม เขาจะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ต่อสังคม ต่อโลก และต่อจักรวาล”
“ประการที่ห้า เมื่อจิตดวงนั้นแสดงออกด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว จิตดวงนั้นจะละเอียด จนเกิดการเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งรอบตัว เขาจะเห็นสิ่งเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในซอกหลืบ เห็นความรู้สึกจากแววตาของผู้คน เห็นอุปนิสัยจากการพูดจา เขาจะเห็นปุ่มปมและบาดแผลในอดีตจากประสบการณ์ในชีวิต จะได้ยินเสียงเพรียกเล็กๆ ทั้งจากคน สัตว์และพืช จะเห็นสิ่งที่กว้างขวาง ที่เกินกว่าความคับแคบของจิตมนุษย์จะสามารถเห็นได้ เขาจะสัมผัสกับมิติต่าง ๆ ที่ไม่สามารถเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู หรือรับรู้ด้วยกายสัมผัส แต่เขาจะเห็นมันด้วยหัวใจที่ละเอียดอ่อน ได้ยินมันด้วยหัวใจอันนอบน้อม และสัมผัสมันจากจิตที่เปี่ยมล้นด้วยความรักความปรารถนดี”
“ประการที่หก เมื่อจิตดวงนั้นแสดงออกด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว จิตดวงนั้นจะอยู่เหนือโลก เหนือเงื่อนไขใดๆ ที่ต้องเผชิญ เขาจะไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป จะไม่อ่อนไหวคล้อยตาม หรือเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเขา ไปตามสถานการณ์ที่อยู่รอบตัว เขาจะรู้จักความสำคัญของตนเอง รู้จักหน้าที่ รู้พันธกิจที่สมควรทำ และจะเป็นผู้ร่วมงานกับโลกได้อย่างสมบูรณ์”
“ที่จริงเมื่อใครก็ตามที่สามารถแสดงออกซึ่งความรักความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจได้แล้ว ปรากฏการณ์หรือผลลัพธ์ยังมีอีกมากมาย ไม่อาจจะสาธยายได้หมด ซึ่งเป็นที่มาของการบัญญัติเป็นข้อธรรมให้นำไปยืดถือปฏิบัติได้เป็นหมื่นๆ ข้อ เพราะคำว่าปัญญาของจิตวิญญาณ หรือปัญญาญาณนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไร้ขีดจำกัด เป็นสภาวะที่สมบูรณ์แบบของการได้เกิดมาเป็นรูปธรรมมนุษย์ มันคือศักยภาพที่เป็นเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่เป็นหลักการที่ตื้นเขิน อย่างที่เหล่านักปราชญ์ ชฎิลดาบสในสมัยนั้นเข้าใจ พระพุทธเจ้าจึงใช้หลักการนี้ คอยย้ำเตือนให้เหล่าภิกษุที่รับอาสาไปเผยแผ่สัจธรรมของพระองค์ โดยใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและนำไปสั่งสอนเสมอมา ดังนั้นในทุกๆ ปีที่มีการชุมนุมกันของเหล่าพระอรหันต์ ซึ่งเวลานั้นไม่มีใครรู้หรอกว่า ในอนาคตจะมีการนำเรื่องราวของเหตุการณ์ในวันนี้ไปบันทึกและยึดถือเป็นประเพณี ซึ่งเป็นที่มาของวันมาฆบูชา ตามที่เธอรู้จักในปัจจุบัน”
“ถ้าเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสกับคนที่ไปเข้าเฝ้าในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของหลักการปฏิบัติอย่างที่เคยพูดในทุกๆ ปี แล้วมันคือเรื่องอะไรหรือครับ” ผมถามต่อ