อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๖๓.

๖๓.

รูปเหมือนเจ้าชายสิทธัตถะ

“อ้อที่แท้สถานที่ประสูติ ก็อยู่ที่อำเภอพนมสารคามนี่เองหรือครับ แล้วเจดีย์แห่งนี้ยังอยู่ไหมครับ” ผมถาม

“ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังของเจดีย์กับเนินดินเตี้ยๆ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดท่าลาดเหนือ ริมถนนโบราณที่เชื่อมระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ แต่ปัจจุบันถนนสายนี้ได้ลบเลือนไปแล้ว เหลือเพียงบางส่วน ถ้าอนาคตไม่อนุรักษ์ไว้ก็จะกลายเป็นที่นาไปหมด

นอกจากการสร้างเจดีย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ประสูติแห่งนี้แล้ว พระองค์ยังสร้างเจดีย์อีกองค์ไว้ติดๆกัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมารดาที่สิ้นพระชนหลังจากคลอดเจ้าชายสิทธัตถะได้เพียง 7 วัน และพระองค์ยังได้เดินทางไปฝังเส้นผมของพระองค์ไว้ที่เมืองเกิดของพระมารดาอีกด้วย ตรงตำแหน่งที่เป็นเจดีย์พระธาตุในปัจจุบัน ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นเทวาลัยของศาสนาพราหมณ์อยู่” เขาตอบ

“ท่านครับ ศาสนาพุทธสามารถเข้าไปมีอิทธิพลเหนือศาสนาพราหมณ์ได้เลยหรือครับ เพราะสังเกตว่า พระพุทธเจ้าสามารถเอาพระเกศาธาตุไปฝังที่เทวาลัยของศาสนาพราหมณ์ได้เลย” ผมถาม

“เธอนี่ช่างถามจริงๆ แต่เป็นคำถามที่ดี คำตอบคือยังหรอกยกเว้นแค่สองเมืองนี้ เพราะเป็นเมืองพระญาติของพระพุทธเจ้า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นคือกษัตริย์และหัวหน้าพราหมณ์ของทั้งสองเมืองสั่งให้ทุบทำลายเทวารูปทิ้งทั้งหมด โดยเปลี่ยนจากเทวาลัยทั้งหลายให้กลายเป็นวัด และเปลี่ยนพราหมณ์ให้กลายเป็นพระในพุทธศาสนา หากเธอสังเกตดีๆ เหล่าเทวรูปที่ถูกค้นพบบริเวณเมืองทั้งสองรวมถึงเมืองโกสินนารายณ์ของพระยาอโศกนี้จะมีสภาพไม่สมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งนักโบราณคดีมักสันนิษฐานว่า เกิดจากแผ่นดินไหวจนทำให้เทวรูปเหล่านั้นล้มลง แตกหักเสียหาย ซึ่งเป็นการสันนิษฐานที่ผิด เพราะลักษณะของการแตกหักนั้นเป็นการแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอลองไปดูเทวรูปที่มีลำตัวเป็นคน แต่มีหัวเป็นช้างที่ถูกค้นพบใกล้ๆ กับกรุงกบิลพัสดุ์ดูสิ เทวรูปองค์นี้ถูกแกะสลักจากแท่งหินขนาดใหญ่ที่มีความหนาและตัน แต่ตอนที่เขาค้นพบนั้นมันมีสภาพเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่มีทางที่เทวรูปองค์นี้จะล้มลงและแตกกระจัดกระจายได้ขนาดนั้น เพราะคุณสมบัติของหินไม่เหมือนกับแก้วหรือกระเบื้อง เทวรูปองค์นี้ปัจจุบันถูกตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดปราจีนบุรี

ซึ่งเรื่องการทุบทำลายในเวลานั้นถือว่าเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและกระทบกับความรู้สึกของประชาชนอย่างมาก เพราะเทวรูปบางรูปถูกแกะสลักตามรูปลักษณ์ของพระราชาหรือเจ้าชายในสมัยนั้น โดยเฉพาะรูปขององค์นารายณ์สี่กรองค์หนึ่งที่ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งเดียวกันนี้ ได้ถูกแกะขึ้นจากรูปลักษณ์ของเจ้าชายสิทธัตถะขณะที่ยังมีอายุเพียงสิบเก้าปี ดังนั้นนั้นเทวรูปบางชิ้นจึงถูกเว้นไว้ไม่มีใครกล้าทุบทำลาย ซึ่งเหตุการณ์การทำลายเทวรูปเหล่านี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เมืองอื่นๆ ที่ศรัทธาพระพุทธเจ้าทำตามในภายหลัง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม”

“การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือว่ามีความเรียบง่ายและไม่เกิดความขัดแย้งต่อประชาชนด้วย เพราะพระพุทธเจ้าใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงผู้นำที่มีอิทธิพลต่อผู้คนก่อน นั่นคือการเปลี่ยนเหล่าพราหมณ์ที่เป็นเหมือนผู้นำทางจิตวิญญาณ เมื่อผู้นำเปลี่ยน ผู้ตามทั้งหมดก็ยินดีที่จะเปลี่ยน ดังนั้นทุกๆ ที่ ที่พระพุทธเจ้าดำเนินไป พระองค์จะพุ่งเป้าไปที่ผู้นำศาสนาในเมืองนั้นๆ ก่อน”

“ซึ่งจะผิดกับสิ่งที่เธอกำลังจะทำในครั้งนี้” ท่านโภเชพูดเหมือนเป็นปริศนาให้ผมต้องแบกรับ

“อะไรนะครับ ท่านหมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถามทันที

“ฉันกำลังพูดถึงวิธีการสื่อสารเรื่องที่เธอจะต้องไปบอกกับผู้คนในยุคปัจจุบัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ปัจจัยเปลี่ยนไป วิธีการจึงเปลี่ยนไป”

“วิธีสื่อสารในปัจจุบันอย่างไรครับ” ผมถาม

“เธอลองสังเกตดีๆ สิว่าสิ่งต่างๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมของเธอ ณ ปัจจุบัน เกิดจากผู้นำสั่งให้เปลี่ยน หรือประชาชนคนเล็กๆ เปลี่ยนกันเอง” เขาถาม

“เออ…ขออภัยครับผมไม่ค่อยเข้าใจคำถามครับ” ผมถามต่อ

“ถามอย่างนี้ดีกว่า เธอคิดว่าตอนนี้สื่อต่างๆ นั้นอยู่ในมือของผู้ที่มีอำนาจหรืออยู่ในมือของประชาชนทั่วไป” เขาถามเพิ่ม

“อือ…ตอนนี้น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าครับ” ผมตอบ

“นั่นแหละคือสิ่งที่เธอต้องทำ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” เขาพูด

“สิ่งที่ผมต้องทำคืออะไรครับ ฟังดูเป็นภาระยังไงชอบกล” ผมถามต่อ

“เธออย่าได้กังวลไปเลย เพียงแค่เธอทำทุกอย่างด้วยหัวใจแห่งความรักและความปรารถนาดี ทำด้วยความปิติที่ได้ทำ ทำด้วยความเรียบง่ายตรงไปตรงมาไม่มีอะไรแอบแฝง ทำด้วยจิตใจที่สงบและสันติ ส่วนปัจจัยอื่นๆ เหล่ารูปธรรมชั้นสูงเขาได้ปูทางเตรียมความพร้อมที่จะสนับสนุนเธอไว้หมดแล้ว ประกอบกับระดับพลังงานทางกายภาพของโลกก็พร้อมที่จะทำให้มนุษย์วิวัฒน์แล้ว ขอให้เธอแค่ลงมือทำ โดยเฉพาะเรื่องการทำให้ทุกคนรู้วิธีค้นพบและรู้สึกถึงการเป็น จิตพุทธะ จิตดั้งเดิมที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือจิตพระเจ้า ที่ซ่อนอยู่ภายในคนทุกคนให้ได้ เหมือนอย่างที่สมัยพุทธกาลเคยทำกันมาแล้วก็พอ” เขาตอบ

“ดูเหมือนไม่ยากเท่าไหร่นะครับ ผมรับปากที่จะทำก็แล้วกัน แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะได้ผลมากน้อยขนาดไหน แต่ตอนนี้ผมอยากรู้จักสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับประวัติของพระพุทธเจ้าอีก ท่านช่วยพาผมไปดูเพิ่มได้ไหมครับ” ผมตอบ

“ได้สิ… ช่วงไหนบ้างล่ะ เอาตั้งแต่พระพุทธเจ้าเดินทางออกจากวังเพื่อไปแสวงหาสัจธรรมเลยดีไหม”เขาถาม

“ดีครับๆ…” ผมรีบตอบรับ

“ในคืนวันนั้นพระพุทธเจ้าได้นัดแนะกับคนสนิทไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่า คืนนี้พระองค์จะแอบเดินทางออกจากเมืองเพื่อไปแสวงหาสัจธรรมโดยจะสละทุกอย่างเพื่อไปเป็นนักบวช พระองค์จึงเลือกคืนเดือนหงายเพราะจะได้เดินทางสะดวก ตอนนี้เป็นช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย พระจันทร์เริ่มลอยเด่นกลางท้องฟ้า ถึงแม้จะดึกมากแล้ว แต่พระองค์ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ เพราะในใจนั้นจดจ่ออยู่กับช่วงเวลาที่จะเดินทางในคืนนี้ เขาลุกขึ้น หันไปมองภรรยาสุดที่รัก และเจ้าชายน้อยที่กำลังหลับอย่างสบายเป็นครั้งสุดท้าย ในใจรู้สึกเจ็บปวดจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขานั่งลงข้างๆ ทั้งสองคน นานกว่าสิบนาที เพื่อทบทวนสิ่งที่ตนเองกำลังจะทำนับจากนี้”

“พระองค์ตั้งคำถามมากมายว่า ภรรยาเขาจะเป็นอย่างไรหนอหากตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบกับเขา เธอจะรู้ไหมว่า ขณะนี้เขากำลังเจ็บปวดที่ต้องทิ้งพระชายาและลูกน้อยไป คงจะคิดว่าเขาเห็นแก่ความปรารถนาส่วนตัวจนละทิ้งพวกเขา พระองค์อยากจะกอดและหอมบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองใจจะขาด แต่ก็ทำได้แค่นั่งมองด้วยดวงตาที่เอ่อท้น น้ำตาแห่งความอาลัยนั้นไหลนองราวกับทะลายฝายกั้นลำธารที่เชี่ยวกราก น้ำตาของพระองค์นองทั่วใบหน้าเหมือนคนรักกำลังตายจากโลกนี้ไป จนพระองค์เริ่มลังเลว่า หรือจะล้มเลิกความตั้งใจนี้เสีย เพราะมันรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน ถ้าความรู้สึกสูญเสียมันเจ็บปวดมากขนาดนี้ ไฉนเขาจึงเลือกที่จะทำอีก คำถามถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงจนเกิดความหวั่นไหว แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นและหันหลังเดินออกมาจากห้องบรรทมไปอย่างเด็ดเดี่ยว”

“น้ำตาแห่งความเจ็บปวดยังไหลไม่หยุด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาเดินออกมาจากห้องบรรทมและเห็นภาพแห่งความเป็นจริง ภาพของเหล่านางร้องนางรำที่สวยงาม ยามที่เคยขับกล่อมพระองค์ก่อนนอน ต่างนอนเกลือกกลิ้งอยู่หน้าห้องด้วยท่าทางที่ไม่โสภา บางคนผ้าผ่อนหลุดลุ่ยจนเห็นของลับ บางคนอ้าปากน้ำลายไหล บางคนละเมอออกมาด้วยภาษาที่ไม่สุภาพ ตอนนั้นเองที่เขาไม่หลงเหลือความลังเลอีกแล้ว เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะออกเดินทางเพื่อแสวงหาสัจธรรม