๑๐๐.
ปัจจัยแห่งยุคสมัย
“ว้าว…ท่านครับ ยังมีเหตุผลอื่นที่ต้องมีพุทธเจ้ามาเกิดในยุคนี้เป็นจำนวนมากอีกไหมครับ” ผมถาม
“เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้มันคือสภาวะที่หมิ่นเหม่หรือมีความเสี่ยงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เปรียบเสมือนผู้คนทั้งโลกกำลังเดินทางมาถึงปากเหวลึก หากเขาเดินแบบปรกติอย่างที่เคยเดินมาแม้เพียงก้าวเดียว เขาก็จะพลัดตกลงสู่เบื้องล่าง ในขณะเดียวกันไฟบรรลัยกัลป์ที่สามารถเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง ก็กำลังลุกลามมาจากด้านหลังจวนเจียนจะประชิดตัวอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็เห็นว่ามีหน้าผาอีกฝากหนึ่ง ซึ่งหากรวบรวมความกล้าหาญ และนำศักยภาพที่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ออกมาใช้ แล้วกระโดดอย่างสุดแรง เขาจะสามารถข้ามไปสู่ดินแดนใหม่ที่มีความผาสุกนั้นได้อย่างปลอดภัย แต่ปัญหาคือขณะนี้มนุษย์เกือบทั้งหมดกำลังอยู่ในสภาพที่ผอมแห้ง อ่อนล้า อิดโรย ไร้เรี่ยวแรง หากปล่อยให้พวกเขากระโดดไป จะมีเพียงมนุษย์ไม่กี่คนเท่านั้นที่รอด”
“ในขณะที่มีมนุษย์อยู่กลุ่มหนึ่งจากทั้งหมด ซึ่งขณะนี้เขามีความสมบูรณ์แบบ เขามาพร้อมกับศักยภาพที่เต็มเปี่ยม ศักยภาพนั้นมากพอที่จะกระโดดข้ามได้อย่างสบาย แต่พวกเขายังไม่ตัดสินใจที่จะกระโดดข้ามไป เพราะเขารู้ดีว่า หากเขาข้ามไปแล้วคนที่เหลือขก็จะไม่รอด พวกเขาจึงรอคอยที่จะสร้างปรากฏการณ์บางอย่าง และปรากฏการณ์ที่ว่านั้นคือการนำพาคนเกือบทั้งโลก ข้ามไปสู่อีกฝากหนึ่งด้วยมหาบุรุษจำนวนนับพัน”
“ในอดีตไม่เคยปรากฏเช่นนี้มาก่อน เพราะสถานการณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทุกยุคทุกสมัยมหาบุรุษจะมาเพื่อสอน ให้ผู้คนสามารถค้นพบความสมบูรณ์แบบในตัวเอง ซึ่งเมื่อสอนให้เขาค้นพบได้แล้ว เขาก็จะข้ามไปสู่ความผาสุกนิรันดร์หรือพ้นจากทุกข์ภัยได้ ส่วนคนที่เหลือที่ยังไม่สามารถค้นพบ ก็ยังพอมีเวลาที่จะเรียนรู้ต่อไปได้ แต่ขณะนี้ไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว โลกจำเป็นต้องยกระดับมนุษย์ทั้งหมด ทั้งทางกายภาพและทางพลังงาน ดังนั้นมนุษย์ที่อยู่บนโลกทุกคนจำเป็นต้องยกระดับ ฉันขอย้ำว่ามนุษย์ทุกคนจริงๆ หากคนใดคนหนึ่งไม่สามารถยกระดับ หรือไม่สามารถเปลี่ยนพลังงานของตนเองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ คนเหล่านั้นจะมีทางเลือกแค่สองทางคือหนึ่ง ‘ถูกลืม’ หรือสอง ‘ถูกย้าย’ ซึ่งฉันคิดว่าหากมีคนที่รู้ว่าทั้งสองกรณีนี้เป็นอย่างไร เขาจะไม่ยอมให้ตนเองอยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด”
“ทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ได้ล่ะครับ ผมว่ามนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวนะครับ” ผมถาม
“จริงอยู่ที่มนุษย์มีความสามารถปรับตัว แต่ในกรณีนี้จะต่างจากสถานการณ์ปรกติ มันมีเงื่อนไขทั้งด้านมาตรฐานและด้านเวลา”
“เงื่อนไขด้านมาตรฐานและด้านเวลา มันเป็นอย่างไรครับ ” ผมถาม
“สมมุติว่าเธอมีนักเรียนชั้นประถม ที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้วิธีบวกลบคูณหาร ซึ่งเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานของวิชาคณิตศาสตร์ อยู่หลายพันหลายหมื่นโรงเรียน และเธอจำเป็นต้องย้ายพวกเขาไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่สอนระดับปริญญาเอกทันที เธอคิดว่าพวกเขาจะสามารถนำความรู้ที่มีอยู่นั้นมาสร้างสรรค์ สูตรคณิตศาสตร์ขั้นสูงในสถาบันแห่งใหม่นี้ได้หรือไม่”
“อืม…ไม่น่าจะได้ครับ” ผมทำท่าคิด
“นี่แหละคือข้อจำกัดด้านมาตราฐาน แล้วถ้าหากเธอมีเวลาแค่เดือนเดียวที่จะสอนเด็กชั้นประถมเหล่านั้น ให้เข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูงในระดับปริญญาเอกให้ได้ล่ะ เธอจะทำอย่างไร” เขาถามต่อ
“โอ้…คงยากครับ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วย” ผมตอบ
“ใช่.. และนี่คือเงื่อนไขด้านเวลา หากเป็นเรื่องการเรียนรู้จากภายนอก มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เวลา เพราะมันต้องมีการเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ การลำเลียงความรู้ มาสู่การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางกายภาพ
แต่ถ้าเป็นการเรียนรู้จากภายใน จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันคือกระบวนการรู้ด้วยการรับรู้จากต้นกำเนิดองค์ความรู้ ที่มันซุกซ่อนอยู่ภายในตนเองของทุกคน หรือที่เรียกว่ารู้จากจิตวิญญาณภายใน ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญใดๆ เลย แค่รู้ว่า ต้นกำเนิดองค์ความรู้นั้นมีคุณสมบัติอะไร หลังจากนั้นก็แค่ ‘รู้สึก’ให้ได้อย่างแท้จริงว่า เขาเป็นคุณสมบัตินั้น กระบวนการ ‘การรู้’ ก็จะบังเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลา”
“ท่านอย่าบอกนะว่า คุณสมบัตินั้นคือความรัก” ผมถาม
“แน่นอน…เพราะ ‘ความรัก’ คือหนึ่งในคุณสมบัติของต้นกำเนิดดวงจิตวิญญาณของเราทุกคน หรือคุณสมบัติของพระเจ้า มันคือคุณสมบัติพื้นฐานของต้นกำเนิดองค์ความรู้ หากใครก็ตามที่แสดงออกซึ่งความรักได้อย่างเต็มเปี่ยมและบริสุทธิ์ใจ เมื่อนั้นเขาจะเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ความรู้สากล จากการแค่ระลึกให้ได้ว่า ตนเองคือพุทธะ ตนเองคือพระเจ้า ตนเองคือจิตเดิม ซึ่งปัญหาถัดมาคือเธอจะทำให้คนทั้งโลกรู้เรื่องนี้ในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร”
“ในอดีตอาจจะไม่สามารถทำได้ เพราะการจะให้ผู้คนทั่วทั้งโลกรับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างทั่วถึงนั้น เขาต้องออกเดินทางไปแนะนำสั่งสอนให้เกิดความเข้าใจ ผ่านการพูดคุย การฟัง หรือการอ่าน ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะสนใจฟัง เพราะขนาดพระพุทธเจ้าเอง ขณะที่ออกเดินทางไปสอนตามที่ต่างๆ ยังมีคนสนใจที่จะฟังเพียงน้อยนิด คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่สนใจ เพราะเขามีเรื่องอื่นที่คิดว่าสำคัญกว่ารออยู่”
“อ้าว…แล้วอย่างนี้ ผมต้องทำอย่างไรครับ” ผมถาม
“ขณะนี้โลกของเธอได้เข้าสู่ยุคที่เธอเรียกว่า ยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ไร้ขีดจำกัด ดังนั้นข้อจำกัดด้านระยะทางจึงหมดไป แต่อุปสรรคอีกด้านที่ยังมีอยู่ คือการทำให้ผู้คนทั้งโลกเกิดความสนใจใคร่รู้ ลำพังแค่วิธีการเผยแผ่ไปในช่องทางสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวางนั้นอาจจะไม่พอ เธอต้องใช้วิธีทำให้เขาปรารถนาที่จะรู้ และไม่ใช่เพียงแค่อยากรู้เท่านั้น เขาต้องปรารถนาที่จะทำด้วย ซึ่งต่อจากนี้เธอจะต้องเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพื่อภารกิจนี้ของเธอจะได้ขยายผลกับคนทั้งโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม”
“โห!..ฟังดูซับซ้อนน่าดูเลยนะครับ ลำพังแค่เรื่องการทำให้ผู้คนเข้าถึงการรู้จากภายในนั้น ผมก็ว่ายากอยู่แล้ว ยังต้องมียุทธศาสตร์เพื่อทำให้เกิดการรับรู้เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วอีก” ผมแสดงความเห็น
“ถูกต้อง… และไม่ใช่แค่เรื่องการรับรู้อย่างเดียว แต่จะต้องมีกลไกให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนด้วย นี่เป็นโอกาสเดียวที่เธอจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ จากปัจจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน” เขาพูด
“ทุกอย่างเป็นความรับผิดชอบของผมคนเดียวเลยหรือครับ” ผมถาม
“เรื่องนี้ไม่ใช่วาระของเธอคนเดียวหรอก มันคือวาระของคนทั้งโลกและทั้งจักรวาล เพียงแต่มีเธอและเพื่อนๆ ของเธอเป็นผู้เริ่มต้นขับเคลื่อน และเรื่องต่างๆ ที่เธอบอกว่าซับซ้อนนั้น มันจะเกิดขึ้นได้จากทักษะเฉพาะตัวของเธอและเพื่อนๆ ของเธอ ฉันคิดว่าเธอไปดูเรื่องราวนับจากนี้กันต่อเถอะ”
“ดีครับ ผมอยากรู้เหมือนกันว่า วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง” ผมตอบรับ