๕๕.
รู้แล้วบอกให้รู้
“บุคคลกลุ่มที่สองคือ ‘คนที่ไม่รู้ว่าตนเองรู้’ คนกลุ่มนี้มีบางส่วนเหมือนกับคนกลุ่มแรกคือ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร จะไปที่ไหนและไปอย่างไร แต่เนื่องจากบางช่วงบางเวลา ที่จิตสำนึกของเขาอ่อนกำลังลงหรือมีความผ่อนคลาย ประกอบกับหากเวลานั้นเขากำลังมีความมุ่งมั่นจดจ่อกับอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ ซึ่งบางจังหวะนั้นเองที่จิตวิญญาณภายในของเขาจะปรากฏขึ้น จนสามารถพบกับสภาวะแห่งการรู้แบบบังเอิญ โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมาจากไหน จนเข้าใจไปว่า มันคือความคิดสร้างสรรค์หรือพรสวรรค์ที่บรรดาลมาจากใจ โดยพวกเขามักจะจดจำช่วงเวลาที่เกิดสภาวะแบบนั้นได้ และนำช่วงเวลาเหล่านั้นไปใช้เป็นเคล็ดลับส่วนตัว เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่แบบนั้นอีก เช่นบางคนเกิดสภาวะแบบนั้นตอนนอนเล่นบนสนามหญ้าหรือในสวน บางคนเกิดสภาวะแบบนั้นตอนเช้าตรู่ บางคนเกิดตอนอาบน้ำ บางคนเกิดตอนได้รับยากล่อมประสาท ซึ่งผลลัพธ์ของกระบวนการลักษณะนี้ แต่ละคนมักจะมีปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เคยเจอมา หรือเรื่องที่กำลังสนใจ โดยจู่ๆ เขาก็เกิดความเข้าใจโจทย์นั้นทันที บางคนสนใจเรื่องกวีศิลป์หรือท่วงทำนองเพลงต่างๆ มันก็จะปรากฏขึ้นมาโดยฉับพลัน”
“บุคคลกลุ่มนี้ มักจะเป็นชนชั้นหัวกะทิ เป็นผู้ที่สังคมเรียกพวกเขาว่าอัจฉริยะ เป็นผู้ที่ค้นพบสิ่งใหม่ๆ เป็นผู้นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกมาก่อน จนทำให้เกิดการปฏิวัติและมีการเปลี่ยนแปลง
บุคคลเหล่านี้จะพบอยู่ในทุกสาขาอาชีพ บางคนถึงขนาดได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศาสตร์นั้นๆ กันเลย ซึ่งหากสอบถามกันแบบลึกๆพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่เขารู้นั้นมาจากไหน รู้เพียงแค่ว่ามันคือ ‘จินตนาการ’ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเชื่อว่ามันสำคัญกว่าความรู้” ท่านโภเชอธิบาย
“ขนาดคนที่เป็นชนชั้นหัวกะทิแบบนี้ ยังเป็นแค่คนกลุ่มที่สองเอง ตอนแรกผมคิดว่าพวกอัจฉริยะเหล่านี้จะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายเสียอีก ผมว่าไม่น่าจะเหลือคนให้จำแนกอีกแล้วนะครับ” ผมสงสัย
“มีสิ…บุคคลกลุ่มที่สามนี้ไม่เหมือนกับกลุ่มที่สองอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาเริ่มรู้แล้วว่าเขาไม่รู้ เขาจึงออกแสวงหาการรู้ หรือที่ฉันเรียกว่าเป็น ‘คนที่รู้ว่าตนเองไม่รู้’ หากจะนิยามว่าคนกลุ่มนี้คือใคร พวกเขาคือคนประเภทเดียวกับพวกเธอ ที่เป็นชฎิล ดาบส ฤาษี ชีไพร นักการศาสนา นักพรต นักบวช ผู้ปฏิบัติธรรม หรือผู้ที่กำลังออกแสวงหาสัจธรรมทางจิตวิญญาณ หรือถ้าจะให้จำแนกแบบกว้างๆ ก็คือใครก็ตามที่เริ่มฉุกคิดได้ว่า การใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ ไม่สามารถทำให้พบกับความสุขหรือความหมายที่แท้จริงได้ เขาจึงเริ่มออกแสวงหามัน”
“แต่เมื่อเขาเริ่มต้นออกแสวงหา จึงจำเป็นต้องพึ่งพาบางสิ่งบางอย่างจากภายนอก ตามที่ฉันได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้คือ เขาจะเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เก่งๆ ออกแสวงหาศาสตร์ หรือวิธีการที่จะทำให้เขาเข้าถึงสภาวะการรู้นั้นๆ ได้”
“ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นความไม่รู้เรื่องการแสวงหาความรู้ เพราะส่วนใหญ่จะตกหลุมพราง กับความรู้ที่มาจากคนอื่นหรือสิ่งภายนอก เนื่องจากศาสตร์ลักษณะนี้มีหลากหลายกรรมวิธี โดยผู้ที่เคยมีประสบการณ์การรู้บันทึกความรู้ไว้ให้เรียนรู้กันมากมาย ซึ่งวิธีการที่ออกมาจำเป็นต้องใช้การอ่านเพื่อให้รู้ การท่องจำเพื่อไม่ให้ลืมความรู้นั้น ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้สอนมั่นใจว่า จะได้องค์ความรู้ที่ตรงกัน และผู้เรียนก็ถูกใจเพราะมันง่ายไม่ต้องใช้ความสามารถอะไร ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตนเอง”
“แต่เนื่องจากตัวของผู้ที่เลือกใช้วิธีการเหล่านี้ ไม่ต้องใช้ความสามารถใดๆ เพราะเป็นความรู้สำเร็จรูป เขาจึงละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถของตนเอง หรือการค้นพบความรู้ที่เกิดขึ้นจากภายใน ซึ่งเมื่อเทียบกับความรู้ที่ได้จากการอ่านการฟัง กับการรู้ด้วยตัวเอง มันยังคลุมเครือไม่ชัดเจน จนไม่อาจแน่ใจว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ มันจึงยิ่งตอกย้ำว่าหากไม่ใช้การอ่าน, การฟัง เขาจะไม่มีทางค้นพบมันได้ ดังนั้นในสภาวะปรกติที่ไม่มีกระบวนการเหล่านี้ เขาจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่า เขาไม่สามารถจะเข้าถึงสภาวะเช่นนั้นได้ หากปราศจากความรู้เหล่านั้น จึงทำให้เขายิ่งห่างไกลจากคุณสมบัติที่แท้จริง หรือคือการเข้าถึงปัญญาจากจิตวิญญาณด้วยตนเอง เมื่อเขาใช้ความเชื่อแบบนี้บ่อยขึ้น นานขึ้น จะทำให้พลังอำนาจของเขาหายไปโดยปริยาย ยิ่งนานวันเขาก็จะยิ่งกลายเป็นคนไร้ความสามารถไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่มีความรู้ท่วมหัว”
“ท่านครับ ผมเชื่อสิ่งที่ท่านพูดนะครับ แต่ลึกๆ ผมยังคลางแคลงกับประเด็นที่พูดถึงนี้อยู่นิดๆ ครับ” ผมแสดงความรู้สึก
“เอาอย่างนี้นะ เวลาที่เธอเรียนศิลปะ หากมีครูที่สอนเธอให้ใช้วิธีลัดหรือสูตรสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก เช่นสอนวาดรูปเหมือนด้วยการลอกลายจากภาพถ่าย เพื่อให้การวาดภาพของเธอง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เธออาจจะได้ผลงานที่เหมือนจริงราวกับภาพถ่าย เธอคิดว่า นั่นคือศักยภาพที่แท้จริงของเธอหรือไม่” เขายกตัวอย่าง
“เออ… ” ผมอ้ำอึ้ง
“ฉันขอสรุปให้เลยนะ เธอจะไร้ซึ่งความสามารถอย่างแท้จริง เธอจะไม่สามารถวาดรูปที่สวยงามเหล่านั้น ด้วยความสามารถของเธอล้วนๆ และไม่สามารถจินตนาการผลงานใหม่ๆ ได้ เพราะเธอเคยชินแต่การลอกแบบหรือการพึ่งพากระบวนการบางอย่าง”
“ซึ่งต่างจากศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าสอน นั่นคือ ไม่สอนความรู้ใดๆทั้งสิ้น แต่สอนให้ใช้ความสามารถของตนเองล้วนๆ ซึ่งความสามารถนั้นจะต้องประกอบไปด้วยความรัก ความปรารถนาดี หรือความเมตตา ซึ่งเป็นแนวคิดแบบพื้นๆ ที่เหล่านักปราชญ์ในสมัยนั้นแสดงความดูถูกดูแคลนว่าเป็นธรรมะที่ตื้นเขิน” เขาอธิบาย
“ท่านครับ แล้วกลุ่มคนประเภทที่สี่ล่ะเป็นอย่างไรครับ” ผมรีบถามเพราะเริ่มอยากรู้ว่า ตนเองถูกจัดอยู่ในคนกลุ่มไหน”
“บุคคลประเภทที่สี่นี้ฉันจะเรียกว่า ‘คนที่รู้ว่าตนเองรู้” คนกลุ่มนี้จะมาจากคนกลุ่มที่สามซึ่งผ่านการแสวงหามาระยะหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด หากเขาเลือกวิธีการเข้าถึงปัญญาของจิตวิญญาณ จากเครื่องมือหรือจากกระบวนการบางอย่าง เช่นสารกล่อมประสาท หรือการสะกดจิต เขาก็จำเป็นต้องใช้วิธีการเหล่านั้นต่อไปเรื่อยๆ เพราะเขาเคยชินกับมันไปแล้ว แต่ถ้าเขาเลือกใช้วิธีการเข้าถึงด้วยปัญญาญาณแบบธรรมชาติของตัวเอง, ในแบบที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน หรือแบบที่พระพุทธเจ้าเลือกใช้ พวกเขาจะสามารถเข้าถึงปัญญาของจิตวิญญาณได้แบบพึ่งพาตนเอง ซึ่งขณะที่เขาอยู่ในสภาวะเช่นนั้น ความรู้ต่างๆ จะพรั่งพรูเข้ามา เขาจะเห็นความจริงในมิติต่างๆ ได้ บางคนเห็นอดีต บางคนเห็นอนาคต บางคนล่วงรู้วาระจิตของคนอื่น บางคนมีอำนาจจิตสามารถกำหนดสิ่งต่างๆ ได้ บางคนมีปัญญาสามารถให้คำปรึกษาแก้ปัญหาชีวิตทั้งกับตนเองและผู้อื่นได้ บางคนแต่งตำรา เขียนคัมภีร์ หรือสร้างหลักสูตรเกี่ยวกับความรู้ที่พวกเขาค้นพบได้ หรือบางคนอาจจะไม่มีความสามารถต่างๆ ที่กล่าวมา แต่มีความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความบริสุทธิ์ที่เกิดจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือสิ่งใด เป็นอิสระต่อพันธนาการทั้งปวง เข้าใจในความเป็นไปของสรรพสิ่ง ที่มีการเริ่มต้น, คงอยู่, เสื่อมสลาย และกลับมาเริ่มต้นใหม่เป็นวัฏจักร จนเขาค้นพบกับความสงบสุขในใจของเขา สภาวะเช่นนี้ คนบนโลกของเธอเรียกว่า สภาวะการ ‘บรรลุธรรม’ หรือ ‘บรรลุสัจธรรม’ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละเมืองแต่ละชุมชนก็มักจะมีบุคคลเหล่านี้ปรากฏอยู่ตลอด แต่ฉันจะขอเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ปัจเจกพุทธะ คือเขาสามารถเข้าถึงการเป็นพุทธะได้แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็อยู่ในคนกลุ่มที่สี่นี้ด้วยใช่ไหมครับ” ผมตั้งคำถาม
“ที่จริงจะบอกว่าพระพุทธเจ้าจัดอยู่ในกลุ่มคนประเภทนี้ด้วยคือเป็น ‘คนที่รู้ว่าตนเองรู้แล้ว’ และมีกระบวนการรู้แบบเป็นธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสิ่งภายนอก ซึ่งเป็นการรู้ที่สมบูรณ์แบบสูงสุด แต่ยังมีสิ่งหนึ่งสำหรับผู้ที่ถูกเรียกว่า พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติของบุคคลกลุ่มที่ห้า ที่นานๆจะเกิดขึ้นมาสักคนหนึ่ง” เขาตอบแบบสร้างความตื่นเต้น
“เป็นอย่างไรหรือครับ ผมคิดว่ากลุ่มที่สี่นี่น่าจะสูงสุดแล้วนะ” ผมรีบถาม
“คนกลุ่มที่ห้านี้คือ คนที่รู้แล้วบอกให้รู้” เขาตอบ
“หมายความว่าอย่างไรครับ ผมว่าคนกลุ่มที่สี่ก็ล้วนเป็นคนที่ต้องการบอกให้คนอื่นรู้ทั้งนั้นนี่ครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่การบอกให้คนอื่นรู้ ‘ความรู้’ แต่บอกให้รู้ถึงการรู้ คนกลุ่มที่สี่นี้เมื่อเขามีความรู้ที่พรั่งพรูออกมาแล้ว เขาก็จะให้คนอื่นมาพึ่งพาความรู้ที่เขารู้ โดยมากคนที่เข้าสู่สภาวะการรู้แบบนี้ได้แล้ว เขาจะสงวนวิธีการที่ทำให้เขาเข้าถึงการรู้นี้ เพราะเขารู้ดีว่า หากทำเช่นนั้น เขาจะสูญเสียสาวก สูญเสียอำนาจ เพราะเมื่อลูกศิษย์ของเขารู้แบบที่เขารู้ พวกศิษย์ก็จะมีสถานะเทียบเท่ากับตัวเขา ซึ่งถ้าลูกศิษย์หรือสาวกของเขาคนใดแสดงปัญญาเสมอเขา เขาก็อาจจะไม่พอใจ ดังนั้นภาพที่ปรากฏส่วนใหญ่คือ คนประเภทที่สี่มักจะเลือกสั่งสอนผู้คนเฉพาะที่เป็นความรู้เพียงอย่างเดียว เพื่อทำให้ผู้คนมองเขาว่าเป็นคนมีปัญญาน่าเลื่อมใส น่าศรัทธาเอาเป็นที่พึ่งได้ เพื่อที่จะคงสถานภาพความเป็นคนพิเศษของเขาไว้ให้นานที่สุด ส่วนคนประเภทที่ห้านี้ จะเลือกบอกวิธีการเข้าถึงความรู้แทนการสอนความรู้ เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถรู้ได้ด้วยตนเอง” เขาอธิบาย
“หรือถ้าจะให้พูดแบบเข้าใจง่ายๆคือ เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าถึงความเป็นพุทธะได้แล้ว เขาก็บอกวิธีการทุกอย่างที่ทำให้ทุกคน ‘เป็น’ พุทธะได้อย่างที่เขา ‘เป็น’ ดังนั้นเมื่อทุกคนสามารถเป็นพุทธะได้ตามที่เขาบอกแล้ว พวกเขาจึงขนานนามเขาว่าเป็น ‘พุทธเจ้า’ เพราะเขาคือผู้ที่บอกให้ทุกคนสามารถเป็นพุทธะได้เสมือนเขา นี่คือข้อแตกต่างระหว่างคนกลุ่มที่สี่ ที่เราอาจจะเรียกว่า ‘ปัจเจกพุทธะ’ กับคนกลุ่มที่ห้า ที่เป็นผู้บอกให้ทุกคนเป็นพุทธะ หรือเป็นพุทธเจ้า”
“แต่สิ่งที่พระองค์สั่งสอนผู้คนก็เป็นความรู้เหมือนกันนี่ครับ เพราะความรู้ของพระองค์ ถูกรวบรวมและจดบันทึกเพื่อให้คนรุ่นหลังได้นำไปศึกษา ที่เรียกกันว่า พระไตรปิฎกน่ะครับ” ผมถาม
“จริงอยู่ว่าสิ่งที่ปรากฏออกมามีลักษณะเป็นความรู้ เพราะความรู้ทั้งหมดที่เขาบอกนั้น ล้วนเป็นความรู้ที่จะนำพาไปสู่สภาวะแห่งการเป็นพุทธะทั้งสิ้น การบอกที่มาที่ไป หรือบอกปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เป็นผลลัพธ์ อันเนื่องมาจากการรู้ได้ด้วยตนเองอย่างละเอียดนั้น เป็นการยืนยันว่า เขามีหลักการที่พิสูจน์ได้ สามารถบอกตั้งแต่ต้นเหตุ ที่ทำให้คนไม่สามารถรู้ บอกวิธีการจัดการกับต้นเหตุเหล่านั้น และบอกด้วยว่า ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนผลลัพธ์นั้นคือสิ่งที่เรียกว่าปัญญาญาณ หรือสภาวะการเข้าถึงปัญญาของจิตวิญญาณ”
“ในขณะเดียวกันสิ่งที่เขาสอนในครั้งนั้น ก็สร้างปัญหาให้กับผู้ที่ตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิหรือผู้วิเศษด้วย เพราะทำให้พวกเขาสูญเสียสาวกไปเป็นจำนวนมาก ทำให้สาวกของพวกเขาสามารถเข้าถึงสภาวะแห่งการเป็นพุทธะได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาใครเลย และพวกเขาพากันบอกต่อถึงวิธีการของพระพุทธเจ้า ยิ่งทำให้เหล่าเจ้าลัทธิต่างๆ ในเวลานั้นสูญเสียอำนาจ และไม่มีใครศรัทธาพวกเขาอีกต่อไป จนเกิดความอิจฉาริษยา และมีแผนการใส่ร้ายป้ายสีเพื่อกำจัดพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา” เขาอธิบาย
“อ้อ..เข้าใจแล้วครับ” ผมตอบ