อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๙๔.

๙๔.

พระอรหันต์

“ผมขอถามอีกเรื่องนะครับ เท่าที่ผมเห็นคนทั้งหมดในขณะนี้ พวกเขาจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใช่พระ” ผมถาม

“ฉันขอแก้ไขความเข้าใจตรงนี้แทนพระพุทธเจ้าเลยนะ พระองค์ไม่เคยบอกว่าจะต้องบวชเป็นพระเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เป็นอรหันต์ ทุกคนสามารถเป็นอรหันต์ได้ คนที่ครองเรือน มีลูก มีสามีภรรยา คนที่ยังใช้ชีวิตทางโลกแบบมนุษย์ทั่วๆ ไป เป็นผู้ที่สามารถใช้ประสาทสัมผัสรับรู้ทางกายได้ทุกช่องทาง เพียงแต่เขาจะใช้มันด้วยจิตที่เป็นพุทธะ จิตอันประกอบด้วยความรักความปรารถนาดี และการเป็นจิตที่ผ่องใสเบิกบานพร้อมที่จะมีประสบการณ์ทุกรูปแบบ ซึ่งเขาจะตระหนักรู้ด้วยตนเองว่า หากเขามีประสบการณ์เหล่านั้นอย่างเมามัน หรือใช้มันมากจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างเหมาะสม จะทำให้จิตสำนึกที่มีความรู้สึกหยาบนั้น กลบความรู้สึกของจิตพุทธะ ที่มีความละเอียดไปจนหมดสิ้น เมื่อนั้นก็เท่ากับเขาได้สูญเสียการเป็นพุทธะ เขาจึงมักจะระมัดระวังเรื่องนี้ได้เอง เพราะเขาเป็นผู้มีปัญญา

ในทางกลับกัน หากใครที่ไม่เข้าใจความสมดุลในเรื่องนี้ แล้วเลือกใช้วิธีทำตามกฎข้อบังคับอย่างเข้มงวด โดยไม่ใช้ปัญญา ทำโดยการกดข่มมันไว้ เพราะต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ เขาผู้นั้นอาจจะมีพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมาว่าสามารถควบคุมตัวเองได้ แต่อาจจะขาดสิ่งสำคัญในการพิจารณาความเหมาะสม ดังนั้นผู้ที่สามารถสร้างสมดุลกับเรื่องนี้ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร มีสถานภาพแบบไหน อายุเท่าไหร่ ก็ล้วนเป็นผู้ที่มีปัญญาและมีสิทธิเป็นพระอรหันต์ได้อย่างเท่าเทียมกัน” เขาตอบ

“ดังนั้นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นพระอรหันต์ จึงไม่ใช่เรื่องการยึดถือกฎข้อบังคับ แต่เป็นเรื่องของการเป็นพุทธะ ที่มีผลลัพธ์เป็นความรักความปรารถนาดีที่สามารถมอบให้กับทุกคน และทุกสรรพสิ่งได้อย่างบริสุทธิ์ใจมากกว่า” เขาเสริม

“ถ้าอย่างนี้ หากผมปรารถนานิพพาน ปรารถนาการเป็นพระอรหันต์ ผมก็ไม่จำเป็นต้องบวช ไม่จำเป็นต้องถือศีลก็ได้นะสิ แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงชวนให้ทุกคนบวช และบอกให้ทุกคนต้องถือศีลด้วยล่ะครับ” ผมถาม

“คำถามนี้ต้องตอบเป็นสองเรื่อง เรื่องแรกคือการที่พระองค์ชวนให้ทุกคนบวชเป็นพระนั้นคือ การประกาศว่าตนเองจะเป็นอาสาสมัครไปทำหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมการเป็นพุทธะของพระองค์ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องการทำมาหากิน ไม่ต้องสนใจเรื่องที่อยู่ ที่หลับ ที่นอน ต้องเดินทางไปทุกที่เพื่อปฏิบัติภารกิจ ดังนั้นภาพกิจวัตรของพระภิกษุในเวลานั้นจึงมีรูปแบบคล้ายกับนักบวชที่เป็นชฎิลดาบสมาก แต่แตกต่างกันตรงที่ชฎิลดาบส จะอยู่กับที่และยึดถือเรื่องศีลหรือที่เรียกว่าถือศีล ให้ดูมีความบริสุทธิ์เป็นหลัก ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขามีความสมถะ มักน้อยกินอยู่เรียบง่าย ไร้ข้าวของเครื่องใช้ที่เกินความจำเป็น ซึ่งเป็นภาพภายนอกที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ว่าภายในนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต่างจากพระภิกษุของพระพุทธเจ้า ที่มีภารกิจเผยแผ่หลักการเป็นพุทธะ จำเป็นต้องออกเดินทางรอนแรม ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และหลักปฏิบัติของพวกเขาคือ จะใช้คำว่า ‘มี’ ศีลไม่ใช่ ‘ถือ’ ศีล เพราะเขาเข้าใจการทำงานของจิตหยาบ และรู้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับจิตละเอียด หากเขาใช้จิตหยาบมากเกินไป ซึ่งมันจะทำให้มีอิทธิพลเหนือจิตละเอียดหรือจิตพุทธะ เขาจึงลดละ และเลิกมันได้เองโดยไม่ต้องยึดถือเรื่องกฎข้อบังคับใดๆ ซึ่งจะเป็นเรื่องของความเข้าใจในกระบวนการต่างๆจากภายใน มากกว่าการแสดงออกภายนอก” เขาอธิบาย

“คำตอบที่สองคือ สิ่งที่ปรากฏเป็นรูปแบบการถือศีลของนักบวชพุทธในปัจจุบัน คือรูปแบบการถือศีลเดิมของศาสนาพราหมณ์ที่ภายหลังถูกแปลงเอามาใช้กับนักบวชพุทธด้วย พร้อมกับนำกรรมวิธีการเรียนธรรมะแบบพราหมณ์กลับมาใช้ใหม่ นั่นคือการเรียนแบบท่องจำ การจดบันทึก การนำธรรมะเหล่านั้นมาแต่งเป็นบทสวดต่างๆมากมาย เมื่อเขาเอารูปแบบนี้มาใช้แล้ว การจะทำให้ผู้คนบรรลุสภาวะอรหันต์จึงน้อยลงจนถึงไม่มีเลย ดังนั้นเมื่อพระสงฆ์ในพุทธศาสนากลายเป็นผู้ที่ไร้ปัญญา ไม่สามารถพิจารณาความเหมาะสมได้ แถมยังเต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ยกตัวเองให้คนกราบไหว้ แบ่งแยกตัวเองเป็นเพศที่สูงส่ง โดยเอาเรื่องของกฎข้อบังคับ หรือเรื่องของศีลที่ยึดถือมาเป็นข้อกำหนดว่าตนนั้นสูงกว่า ซึ่งที่จริงใครที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา ผู้นั้นจะเรียกตัวเองว่า ‘มีศีล’ โดยไม่จำเป็นต้อง ‘ถือศีล’ ถ้ายังใช้คำว่า ‘ถือศีล’ แสดงว่าเขาคนนั้นยังไม่มีศีล” ท่านโภเชอธิบาย

“โห้…” ผมอุทานโดยไม่ได้แสดงความเห็น

“รูปแบบการนำเอาขนบแบบศาสนาพราหมณ์กลับมาใช้นี้ เกิดขึ้น ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วกว่า 200 ปี” เขาอธิบาย

“แสดงว่าเหตุการณ์ที่พระอรหันต์เดินทางมาพบกับพระพุทธเจ้าในค่ำคืนของวันศิวราตรีนั้น เกิดขึ้นสองครั้งคือในพรรษาแรกของการตรัสรู้ กับในคืนวันนี้อย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม

“ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่สองครั้ง แต่มันเกิดขึ้นทุกปีเมื่อถึงวันศิวราตรี เกิดขึ้นตั้งแต่ปีแรกของการเผยแผ่พุทธะ แต่จำนวนของผู้ที่มาชุมนุมกันนั้นจะยังไม่มาก มี 100 กว่าคนบ้าง บางปีก็มี 200 คน ซึ่งสูงสุดไม่เคยเกิน 500 คน ซึ่งครั้งแรกของการมาชุมนุมกันที่วัดเวฬุวัน หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้เพียง 9 เดือนนั้น มีนักบวชมาชุมนุมกันเพียงแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น” ท่านโภเชตอบ

“แล้วทำไมถึงมีการบันทึกไว้ว่ามีการชุมนุมกันถึง 1,250 คนในคืนวันนั้นล่ะครับ” ผมถาม

“เรื่องนี้เธอต้องไปถามคนที่เขียนบันทึกนั้น ซึ่งในครั้งแรกที่เริ่มมีการบันทึกข้อธรรมของพระพุทธเจ้า เรื่องราวของเหตุการณ์นี้ยังไม่ได้นำมาพูดถึง มันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่า ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น ทั้งนี้เหตุการณ์มาชุมนุมกันของพระสงฆ์และฆราวาสในค่ำคืนศิวราตรีนี้ ก็เกิดขึ้นมาตลอดเกือบ 40 ปี ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จนกระทั่งในปีสุดท้าย คือวันที่เธอกำลังอยู่ในเหตุการณ์ขณะนี้”

“แสดงว่า นี่คือปีสุดท้ายก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ใช่ ตอนนี้พระพุทธเจ้ามีอายุ 79 ปีแล้ว ซึ่งเป็นการชุมนุมกันครั้งสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะปรินิพพาน และวันนี้ก็เป็นวันแห่งการส่งมอบหมายภารกิจให้กับผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็น ‘พุทธเจ้า’ ในอนาคต นั่นคือเธอและเพื่อนๆ ของเธออีก 1,249 คน” ท่านโภเชพูด

“ท่านครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งหมดจะเป็นพระอรหันต์ เพราะดูแล้วส่วนใหญ่เป็นฆราวาสที่เป็นผู้หญิง และบางคนก็เป็นเด็กด้วยซ้ำ” ผมถาม

“เธอคิดว่าคุณสมบัติของอรหันต์คืออะไรล่ะ” ท่านโภเชถาม