อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๘๙.

๘๙.

ฝันประหลาด

“ความรู้สึกที่ฉันส่งไปมีทั้งหมด16 ความรู้สึก ความรู้สึกแรกคือ ความรู้สึกที่น่าสะพรึงกลัว ความรู้สึกถึงช่วงเวลาที่จวนเจียนจะปะทุ ช่วงเวลาสุดท้ายแห่งหายนะครั้งใหญ่ ช่วงเวลาแห่งความเสื่อมครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ความรู้สึกของการรอดูความเจ็บปวด ความรู้สึกนี้จึงส่งผลให้พระเจ้าปเสนทิโกศลฝันว่า ที่ลานหน้าพระราชวังของพระองค์มีโคตัวใหญ่สีดำทะมึนสี่ตัว แต่ละตัวส่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด และกำลังตั้งท่าจะวิ่งชนกันจากทั้งสี่ทิศ ผู้คนต่างมาเฝ้ารอดูการชนกันของโคทั้งสี่ตัวนี้ แต่มันก็ยังไม่ชนกันสักที”

“ท่านต้องการจะสื่อสารเรื่องอะไรหรือครับ” ผมถาม

“ฉันต้องการให้เขารู้ถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก 2,500 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลา ณ ปัจจุบันของเธอ อย่างที่ฉันบอกเธอไปแล้วว่า มันคือรอยต่อที่สำคัญที่สุดของจักรวาล มันคือช่วงเวลาที่จวนเจียนจะเกิดความหายนะครั้งใหญ่ โคที่กราดเกรี้ยวทั้งสี่ตัวนั้นหมายถึง ความไม่รู้ของมนุษย์โลกแบบรอบด้าน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร  มาจากไหน  มาทำไมและจะกลับไปยังที่ที่ตัวเองจากมานั้นอย่างไร มันหมายถึงความเสื่อมแบบรอบด้านตั้งแต่สังคม, สิ่งแวดล้อม, สุขภาพและศีลธรรม

มันหมายถึงภาพของภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นแบบรอบทิศ ทั้งทางภาคพื้นดินที่มีการยุบตัว เคลื่อนตัว และยกตัว ทางภาคพื้นน้ำมหาสมุทร มีทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เกิดคลื่นยักษ์ เกิดการกัดเซาะพังทลาย ทางภาคพื้นอากาศก็จะเกิดพายุหมุน สภาวะฝุ่นละออง คลื่นความร้อน ความเย็นที่วิปริตแปรปรวนอย่างสุดขั้ว

ส่วนด้านที่ร้ายแรงที่สุด คือภัยจากใต้พื้นพิภพ ที่เป็นมหันตภัยจากไฟบรรลัยกัลป์ ที่พร้อมจะหลอมละลายทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะสร้างจากวัตถุที่แข็งแรงขนาดไหน มันจะทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นเถ้าธุลี กลายเป็นธาตุดั้งเดิมของมันได้ภายในพริบตา

และสุดท้ายวัวที่เกรี้ยวกราดทั้งสี่ตัวนี้ หมายถึงความมืดบอดทางปัญญาที่ส่งผลต่อมนุษย์เองแบบรอบด้าน ทั้งเรื่องของสารพิษ สารเคมี ขยะเทคโนโลยี มลภาวะที่มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง, เรื่องของความขัดแย้งที่เกิดจากจิตใจที่ตกต่ำ สงคราม การแย่งชิง การเข่นฆ่าทำลายเผ่าพันธุ์กันเอง, เรื่องของความโลภ เอารัดเอาเปรียบ มีความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว จนทำให้เกิดความลำบากยากเข็ญไปทั่วทุกหย่อมหญ้า, เรื่องของความตกต่ำทรุดโทรมทางจิตใจ ไร้ซึ่งความสุข มีแต่ความกดดันวิตกกังวล จนกลายเป็นโรคร้ายที่กัดกินทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของตัวเอง”

“การที่โคทั้งสี่ยังไม่ชนกันนั้นหมายถึงสถานการณ์นี้ มันกำลังรออะไรบางอย่าง รอใครสักคนที่จะมาพิพากษาว่าเหตุการณ์นับจากนี้จะเป็นอย่างไร”

“แล้วภาพความรู้สึกที่เหลือล่ะครับ คืออะไร” ผมถามต่อ

“ภาพที่เหลือทั้งหมดคือส่วนขยายของภาพที่หนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่บ่งบอกถึงความวิปริตแปรปรวน ของสังคมโลกในอนาคตด้านต่างๆ ได้แก่ภาพของม้าที่มีสองปาก, ภาพของต้นไม้ที่สูงเพียงแค่คืบแต่กลับผลิดอกออกผลเต็มต้น, ภาพเจ้าของเกวียนที่พยายามจะใช้โคแรกรุ่นมาเทียม แต่มันกลับสะบัดหนี ไม่ยอมลาก, ภาพของแม่โคใหญ่ดูดนมจากเต้าของลูกโคน้อย, ภาพของบุรุษหนึ่งนั่งถักเชือกที่ทำจากเถาวัลย์อยู่บนโต๊ะ แต่ใต้โต๊ะกลับมีหมาจิ้งจอกคอยกัดกินเชือกนั้นอยู่, ภาพของเศรษฐีนำถาดทองคำไปรองรับอุจจาระ ปัสสาวะให้กับหมาป่า, ภาพของสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีฝูงสัตว์ลงไปกินน้ำ แต่แทนที่บริเวณที่สัตว์ลงไปกินน้ำจะขุ่น มันกลับใสสะอาดผิดกับตรงกลางสระที่ควรจะใสสะอาดมันกลับขุ่นข้น, ภาพของมหาชนพากันตักน้ำไปใส่ตุ่มที่เต็มแล้วเต็มอีกจนล้น แต่กลับไม่ใส่น้ำในตุ่มที่ว่างเปล่า, ภาพของฝูงแกะพากันรุมทึ้ง กัดกินเนื้อพญาเสือโคร่ง, ภาพของฝูงเขียดพากันไล่ล่ากัดกินเนื้องูเห่า, ภาพของฝูงหงส์สีทองพากันคุ้ยเขี่ยหากินตามพื้นดิน โดยมีอีกาตัวหนึ่งเกาะบนกิ่งไม้ที่อยู่เหนือหงส์ทองเหล่านั้น, ภาพของผลน้ำเต้าแห้งจมน้ำ, ภาพของหินก้อนใหญ่กลับลอยน้ำ, ภาพของผู้คนพากันเอาไม้แก่นจันทน์ ที่มีราคาแพงไปแลกกับเถาวัลย์เน่าๆ, ภาพของหม้อข้าวที่หุงออกมาแล้วมีทั้งข้าวดิบข้าวแฉะ และข้าวที่สุกพอดี”

“แล้วพระเจ้าปเสนทิโกศลตีความหมายที่ท่านส่งไปนี้ได้หรือเปล่าครับ” ผมถาม

“ไม่ได้หรอก” ท่านโภเชตอบ

“อ้าว…ถ้าไม่ได้อย่างนี้จะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ” ผมถาม

“โดยปรกติเมื่อพระราชามีความฝันแปลกๆ โดยเฉพาะความฝันที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ พระองค์จะเรียกโหรหลวงซึ่งก็คือพราหมณ์ที่มีวิชาด้านโหราศาสตร์มาเข้าเฝ้า เพื่อทำนายและตีความหมาย”

“แล้วพราหมณ์เหล่านั้นทำนายได้ไหมครับ” ผมถาม

“ไม่ได้ เพราะพราหมณ์พวกนี้ไม่เข้าใจเรื่องภาษาของจิตวิญญาณ หรือภาษาความรู้สึก นอกจากไม่เข้าใจแล้ว เขายังใช้จิตสำนึกที่หนาแน่นไปด้วยความเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มุ่งแต่ลาภยศสรรเสริญ ไม่มีทางที่พราหมณ์พวกนี้ จะสามารถอธิบายความหมายได้ นอกจากจะทำนายไม่ถูกแล้ว เขายังสร้างความหวาดกลัว และวิตกกังวล เพื่อจะต้องพึ่งพาพิธีกรรมของพวกเขาต่อไปอีก โดยเขาได้บอกกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ความฝันนี้คือลางร้ายที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ ซึ่งเวลานั้นสภาพบ้านเมืองเพิ่งจะผ่านความบอบช้ำจากโรคระบาดและภัยแล้งมาหมาดๆ จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับพระองค์มากขึ้นไปอีก พวกเขาแนะนำให้พระองค์ทำการบวงสรวงทวยเทพครั้งใหญ่ เพื่อแก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี ด้วยการประกอบพิธีบูชายัญ โดยใช้สัตว์ปีก สัตว์บกสี่เท้าขนาดใหญ่ สัตว์น้ำ และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำนวนมาก จากนั้นจึงเกิดความโกลาหลเป็นการใหญ่ เพราะต้องตามหาสัตว์พวกนั้นในช่วงเวลาที่ข้าวยากหมากแพง ซึ่งสัตว์เลี้ยงจำพวกเป็ด ไก่ โค กระบือ ก็หายาก ถ้าต้องการหาจริงๆ ก็ต้องออกนอกเมืองไปขอซื้อจากชาวบ้านที่ห่างไกล หรือสั่งซื้อจากเมืองอื่นที่ไม่ประสบภัย ซึ่งแน่นอนว่า เวลานั้นเมืองที่ไม่ประสบภัยแทบจะไม่มีเลย พระองค์จึงเรียกประชุมเสนาบดีทั้งหมดเป็นการเร่งด่วน”

“ขณะที่กำลังมีการประชุมหารือเพื่อแก้ปัญหากันอยู่นั้น พระนางมัลลิกาเทวีพระมเหสี ซึ่งรับรู้ความรู้สึกของพระสวามีได้ จึงเข้าไปถามพระเจ้าปเสนทิโกศลด้วยความห่วงใยว่า เกิดอะไรขึ้นทำไมพระองค์จึงดูเคร่งเครียด และภายนอกวังก็ดูวุ่นวายกันไปหมด พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พระนางมัลลิกาได้ยินดังนั้น จึงท้วงพระสวามีว่า ทำไมพระองค์ไม่ไปปรึกษาพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นยิ่งกว่ามหาพราหมณ์ก่อน เมื่อได้ยินดังนั้นพระองค์จึงรีบเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที”

“การเสด็จไปหาพระพุทธเจ้าครั้งนั้น พระองค์จะต้องไปหาที่ วัดแห่งใหม่ที่พระนางวิสาขาสร้างถวาย วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงสาวัตถี วัดแห่งนี้มีชื่อว่าบุปผาราม เพราะที่นี่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ุ โดยเฉพาะดอกเอื้องหรือดอกกล้วยไม้ ซึ่งเป็นดำริของผู้ที่บริจาคทรัพย์ในการสร้าง”

“ท่านครับผมขอถามแทรกหน่อยนะครับ วัดบุปผารามปัจจุบันอยู่ตรงไหนครับ” ผมถาม

“สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากกรุงสาวัตถี หรือจุดที่เป็นจังหวัดแพร่ในปัจจุบัน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 10 กิโลเมตร ที่นั่นมีเขาลูกเล็กๆ ก่อนที่จะถึงเทือกเขาใหญ่ ซึ่งสมัยนั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ห่างไกล มีลักษณะเป็นชายป่า มีสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่ เวลาเดินทางไปจะต้องผ่านทุ่งนาของชาวบ้าน ไม่มีถนนที่เป็นกิจลักษณะ แต่เมื่อมาถึงก็จะพบกับสภาพแวดล้อมที่สวยสด งดงาม ราวกับสรวงสวรรค์ ณ บริเวณทางขึ้นเขา ตลอดจนบริเวณวัดโดยรอบ ได้ถูกรังสรรค์ด้วยพันธุ์ไม้ดอกนานาชนิด ทั้งยืนต้นและล้มลุก โดยเฉพาะดอกไม้ตระกูลเอื้องหรือกล้วยไม้ ซึ่งแต่เดิมภาษาท้องถิ่นเรียกดอกไม้ตระกูลเอื้องนี้ว่า แฮ้น เวลาที่ชาวบ้านเรียกวัดแห่งนี้เขาจะไม่เรียกชื่อที่ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เพราะคำว่าบุปผาเป็นภาษาทางการ เขาจะเรียกชื่อตามสิ่งที่เขาเห็นหรือสัมผัส ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกวัดแห่งนี้ว่าวัด ‘ช่อแฮ้น’ ซึ่งหมายถึงวัดที่มีช่อกล้วยไม้มาก กาลเวลาผ่านไปราว 600 ปี คำว่าแฮ้นกลายเป็นคำสแลงที่มีความหมายในทางไม่ดี เช่นผู้หญิงที่ร่านผู้ชาย จึงมีการเรียกให้เพี้ยนเสียงเล็กน้อยกลายเป็น ‘ช่อแฮ'”

“อ้อ…วัดบุปผารามคือวัดพระธาตุช่อแฮนั่นเองหรือครับ” ผมอุทาน

“ใช่แล้ว…ในช่วงบั้นปลายชีวิต ส่วนใหญ่พระพุทธเจ้ามักมาประทับที่วัดแห่งนี้มากกว่าที่วัดเชตวัน เพราะอยู่บนที่สูง มีทัศนียภาพสวยงาม เวลาพระองค์อยู่ที่นั่น สามารถมองเห็นเมืองสาวัตถีได้จากระยะไกล”

“ท่านครับ ผมเริ่มอยากรู้แล้วสิว่า พระพุทธเจ้าจะตีความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าอย่างไร เช่นภาพของม้าที่มีสองปากนั้นผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า มันหมายความว่าอะไร” ผมถาม

“ได้สิ ที่จริงในวันนั้นเธอเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย หลังจากที่ท่านภาวรีย์เสียชีวิต เธอก็มาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองสาวัตถี ก่อนที่เธอจะไปพำนักอยู่ที่เมืองเสี้ยว ซึ่งใกล้กับเมืองลำพูนในปัจจุบัน ในช่วงก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไม่นาน แต่เวลานั้นเธอได้พำนักอยู่ที่วัดเชตวันมหาวิหารเพื่อทำหน้าที่สอนหลักธรรมของพุทธศาสนาตามแนวทางของพระพุทธเจ้า เพื่อแบ่งเบาภาระของพระองค์ที่เริ่มชราภาพ และวันนั้นเธอได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดบุปผารามตั้งแต่เช้า เพื่อสนทนากับพระองค์อยู่พอดี” ท่านโภเชอธิบาย

“ดูก่อนมหาบพิตร เหตุใดท่านถึงเสด็จมาหาตถาคตแบบมิได้มีหมายกำหนดการล่วงหน้าเช่นนี้ มีเรื่องอันใดร้อนใจรึ” พระพุทธเจ้ากล่าวทักทายพระเจ้าปเสนทิโกศล หลังจากที่ทั้งคณะเข้ามานั่งในศาลาที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก