๘๒.
แก่นแห่งการดำรงอยู่
“ถ้าเธอเรียกนาคานันทาว่าเป็นมหาวิทยาลัย ภาพในหัวของเธออาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง หากเปรียบเทียบกับรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน โดยการเรียนในสมัยนั้นจะเน้นไปที่กระบวนการเข้าถึงการรู้หรือ ที่เรียกว่าปัญญาของตนเองมากกว่าการมาเพื่อศึกษาหาความรู้จากผู้อื่นหรือจากครู ดังนั้นภาพบรรยากาศของการเรียนการสอนของที่นี่ จึงไม่เหมือนกับที่เธอเคยมีประสบการณ์มา”
“แล้วเขาเรียนกันอย่างไรครับ” ผมถาม
“ในแต่ละวัน จะแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ สลับสับเปลี่ยนกันไปตามความถนัดและความสนใจ โดยการตั้งหัวข้อหรือคำถามจากครูพี่เลี้ยง จากนั้นก็เปิดให้นักศึกษาทุกคนได้ถกกัน วัตถุประสงค์ไม่ได้เพื่อการเอาชนะกัน แต่เป็นการฝึกฝนการนำปัญญาออกมาจากตนเอง โดยเริ่มต้นจากสภาวะที่รู้แล้วว่าตนเองคือพุทธะ ตนเองคือต้นกำเนิดความรู้ เพื่อเข้าถึงความจริงสูงสุด ซึ่งประเด็นการพูดคุยก็มีความหลากหลาย มีทั้งเรื่องทางโลกเช่น การปกครอง การเกษตร การแพทย์ การยุทธ โหราศาสตร์ ดวงดาว ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ พฤกษศาสตร์ และที่ขาดไม่ได้คือด้านจิตวิญญาณ, ด้านจิตวิทยาและด้านอภิปรัชญา ฯลฯ เมื่อได้ข้อสรุปจากกลุ่มเล็กๆ แล้วพวกเขาก็จะนำไปเสนอในที่ประชุมใหญ่ หากมีคนหนึ่งคนใดมีข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผลเรื่องนั้นก็จะตกไปทันที แต่หากเรื่องใดได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ เรื่องนั้นจะได้รับการบันทึกไว้เป็นเอกสารทางวิชาการ ที่นี่จึงมีอาคารหอสมุดขนาดใหญ่ เพื่อใช้เก็บรวบรวมองค์ความรู้ไว้อย่างมากมาย เพราะในแต่ละวันจะมีข้อสรุปใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
“ผมว่าการเรียนแบบนี้ดีมากๆเลยนะครับ”
“ใช่…ที่นี่จึงเป็นสถาบันที่ดึงดูดให้ผู้คนที่ปรารถนาการรู้แจ้งตามแนวทางของพุทธศาสนา เข้ามาสมัครเรียนกันอย่างไม่ขาดสาย เพราะผลผลิตที่ออกไปจากสถาบันแห่งนี้ปรากฏชัดเจนว่า เป็นผู้มีปัญญาญาณหรือเป็นผู้ที่สามารถใช้ปัญญาของจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง และกลายเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ ในมาตรฐานที่เหนือกว่าตรรกศิลา ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำที่สุดในเวลานั้น”
“แล้วเขามีระบบการวัดผลกันอย่างไรครับ ว่าคนนี้สำเร็จการศึกษาแล้ว เพราะดูเหมือนไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว” ผมถาม
“ถูกต้อง ระบบนี้ถึงแม้จะไม่มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัว แต่มีหลักประเมินผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงแม่นยำ เขาเรียกระบบนี้ว่า การประเมินแบบกลุ่มหรือแบบประชามติ ไม่ได้ประเมินจากครูผู้สอนเพียงไม่กี่คน หรือจากการทำข้อสอบ
ข้อแรกของหลักเกณฑ์การประเมินคือ ดูจากการแสดงออกของคน ๆ นั้นว่า เขาได้เข้าร่วมแสดงความเห็นหรือไม่ และความเห็นนั้นสอดคล้องกับความจริงมากแค่ไหน
และข้อที่สองคือการลงประชามติว่าคนคนนั้น มีปัญญาจากจิตวิญญาณแล้วหรือยัง ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ถึงแม้จะไม่ระบุชัดเจนว่า มีมาตรฐานอย่างไร เป็นเพียงการใช้ดุลยพินิจของทุกคน แต่มันก็เป็นการประเมินที่ได้ผลเพราะเปรียบเสมือนการเห็นแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นในความมืด ดังนั้นมันจึงชัดเจนมาก เพราะไม่ว่าใครก็สามารถเป็นแสงสว่างได้ โดยเฉพาะเรื่องของปัญญาญาณ ซึ่งไม่สามารถหลอกหรือแสร้งว่ามีกันได้ ดังนั้นผู้ที่ถูกเสนอชื่อว่า เป็นผู้เข้าถึงปัญญาญาณแล้ว ส่วนใหญ่จะได้รับมติเป็นเอกฉันท์ว่า เขามีคุณสมบัตินั้นจริง เพราะเขาได้ทำให้ทุกคนได้ประจักษ์แล้วจริงๆ “ท่านโภเชอธิบาย
“อย่างนี้ อาจจะมีการตกลงกันระหว่างเพื่อนก็ได้สิครับว่า ต่างคนต่างเสนอชื่อของกันและกัน” ผมตั้งข้อสังเกต
“ได้…แต่เขาจะกล้าเสนอชื่อเพื่อนคนนั้นหรือเปล่า ถ้าเขารู้อยู่แก่ใจว่า เพื่อนคนนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงปัญญาญาณได้ ในเมื่อเขาไม่เคยแสดงออกซึ่งความมีปัญญาให้ใครได้เห็นเลย เขาจะรู้สึกละอายใจและไม่กล้าที่จะทำเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด วิธีการประเมินนี้ จะไม่ใช้หลักเกณฑ์ว่าใครมาก่อนมาหลัง ใครเรียนมากกว่าใคร ใครอายุมากกว่าใคร จะใช้หลักเกณฑ์เดียวคือใครแสดงออกซึ่งปัญญาญาณได้แล้วเท่านั้น ดังนั้นเด็กอายุแค่ 7 ขวบเข้ามาเรียนเพียงแค่ 7 วันก็อาจจะได้รับประชามติให้เป็นผู้มีปัญญาญาณแล้วก็ได้ หากเขาสามารถฉายมันออกมาให้ทุกคนเห็น”
“อืม…ดีจังเลย แล้วทำไมระบบการศึกษาแบบนี้จึงหายสาบสูญไปล่ะครับ”ผมถาม
“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฎที่มีการเกิดขึ้น ดำรงอยู่และเสื่อมสลายไปในที่สุด ซึ่งการจะทำให้สภาพการดำรงอยู่ได้ยาวนานนั้น จะต้องรักษาแก่นของมันไว้ให้ได้ ซึ่งแก่นนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เรียบง่าย หลากหลายและสมดุล” ท่านโภเชพูด
“มันเป็นอย่างไรครับ ท่านช่วยขยายหน่อยได้ไหมครับ” ผมพูด
“ฉันยอมรับว่า คำว่ายั่งยืนนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะแม้แต่เอกภพที่เราอาศัยอยู่นี้ก็ยังไม่มีความยั่งยืน และยังอยู่ภายใต้กฎที่เป็นวัฏจักรนี้เหมือนกัน เพียงแต่ระยะเวลาแห่งการดำรงอยู่ของมันนั้นอาจจะยาวนานมาก ยาวนานจนดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัจจัยการดำรงอยู่ที่ยาวนานของมันนั้น ก็ประกอบด้วยแก่นที่เรียบง่าย หลากหลายและสมดุล เมื่อไหร่ที่มันผิดจากปัจจัยนี้ อัตราเร่งแห่งความเสื่อมจะปรากฏให้เห็นทันที”
“ร่างกายของเธอก็เหมือนกัน หากเธอรู้ความลับว่า ร่างกายของเธอประกอบด้วยอะไร ทำงานอย่างไร และอะไรคือปัจจัยในการดำรงอยู่ หากเธอเอาแก่นเรื่องความเรียบง่าย หลากหลายและสมดุลมาใช้ในการดูแล เธอก็จะรักษาการดำรงอยู่ของร่างกายให้ยาวนาน ตราบเท่าที่เธอต้องการ”
“ในกรณีของสถาบันนาคานันทาก็เช่นเดียวกัน ทุกอย่างเริ่มต้นจากการยอมรับในแก่นที่เรียบง่าย หลากหลาย และสมดุล ความเรียบง่ายหมายถึงความไร้กฎเกณฑ์ แต่ทุกคนรู้ในบทบาทของตัวเอง ทุกคนซื่อสัตย์ต่อกัน ยอมรับความต่างของกันและกัน มีความรักความปรารถนาดีต่อกัน ไม่ตัดสิน ไม่แบ่งแยก ทุกคนให้ความเคารพซึ่งกันและกัน แต่หลังจากที่ผู้ก่อตั้งคือพระนันทะเถระและพระสารีบุตรเถระเสียชีวิตไปเพียง 3 ร้อยปี แก่นของสถาบันก็เปลี่ยนไป หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มไม่เหลือความเรียบง่าย เนื่องจากมีคนมาเรียนมากขึ้น รวมถึงมีความคาดหวังของผู้มาเรียนมากขึ้นด้วย กฎระเบียบข้อบังคับ ข้อวัตรปฏิบัติจึงเริ่มถูกนำมาใช้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นเอกภาพ หลายสิ่งหลายอย่าง เริ่มไม่มีความหลากหลาย เพราะต้องการผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ด้วยกรรมวิธีสำหรับคนหมู่มาก จึงเกิดหลักการวัดมาตรฐานและคุณภาพเดียวกัน สุดท้ายความสมดุลที่เป็นหัวใจของกระบวนการเรียนที่ว่า ทุกคนล้วนมีความสำคัญ ศิษย์มีความสำคัญต่อครู ครูก็มีความสำคัญต่อศิษย์ แก่นที่ว่า แท้จริงทุกดวงจิตล้วนมาจากที่เดียวกัน เราทุกคนล้วนมีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน ทุกคนเสมอภาคกัน ก็เริ่มจางหายไป เมื่อถึงตรงนี้ กระบวนการสอนจึงเริ่มขาดการเคารพต่อความเสมอภาคซึ่งกันและกัน เริ่มมีการแบ่งแยกว่า คนนี้เป็นอาจารย์ใหญ่ที่เก่งที่สุด คนนี้เป็นอาจารย์เล็กเก่งน้อยหน่อย คนนี้เป็นศิษย์ที่เก่ง คนนี้เป็นศิษย์ที่แย่ ที่แย่ไปกว่านั้นมันทำให้เกิดความรู้สึกว่าศิษย์ด้อยกว่าครู ศิษย์ต้องพึ่งพาครูอาจารย์ เริ่มมีระดับชั้น เริ่มแบ่งว่าเรียนมานานเท่าไหร่ จึงจะได้เลื่อนขั้น ซึ่งทำให้ผู้ที่เข้ามาเรียนต้องพึ่งพาความรู้ของครูมากกว่าของตนเอง กลายเป็นการเรียนรู้จากปัญญาของครูบาอาจารย์ ด้วยการจำความรู้ แทนการเข้าใจองค์ความรู้จากตนเอง”
“แสดงว่าความใหญ่โต ความมีชื่อเสียง ความที่มีคนนิยมมากนั้นคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสื่อมใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไปหรอก ขนาดระบบดวงดาวในจักรวาลต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาล มันยังดำรงอยู่ได้ และเหตุที่มันดำรงอยู่คือความเรียบง่าย ความหลากหลาย และความสมดุล ดังนั้นเรื่องความเล็กหรือความใหญ่ไม่ใช่ปัจจัย เรื่องสำคัญคือการเปลี่ยนแก่นของมัน เปลี่ยนจากความเรียบง่ายไปสู่ความยุ่งยาก เปลี่ยนจากความหลากหลายไปสู่ความเหมือน หรือที่พวกเธอมักใช้เป็นข้ออ้างว่า เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสุดท้ายเปลี่ยนจากความสมดุล หรือความเท่าเทียมให้กลายเป็นความไม่สมดุล ความเหลื่อมล้ำ หรือความแบ่งแยกเป็นระดับชั้น”
“ท่านคิดว่า เราสามารถนำหลักการเหล่านี้ กลับมาใช้ใหม่ได้อีกไหมครับ” ผมถาม เพราะเห็นว่ามันน่าจะมีประโยชน์ต่อระบบการศึกษาในอนาคต
“แน่นอนที่สุด ผู้ที่จะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ จะต้องเป็นผู้ที่รู้กระบวนการของมันเป็นอย่างดี นั่นคือผู้ที่เข้าถึงปัญญาญาณได้แล้วเท่านั้น เพราะเขาจะเข้าใจความเป็นธรรมดา หรือความเรียบง่าย เข้าใจธรรมชาติหรือความหลากหลาย และเข้าใจธรรมะหรือความสมดุล ที่เกิดจากความเท่าเทียม และนี่คือหนึ่งในภารกิจของเธอ เธอจะต้องไปสร้างมหาวิทยาลัยนาคานันทาขึ้นมาใหม่” เขาตอบรับ
“ที่ผมพูดเพราะเห็นว่ามันดีเท่านั้น เรื่องนี้เป็นภารกิจของผมด้วยหรือครับ แล้วผมจะทำทั้งหมดพร้อมๆกันได้อย่างไรครับ” ผมถาม
“ถ้าเธอเป็นจุดเริ่มต้น มันจะต้องสำเร็จ นาคานันทาจะต้องเกิดขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอน เธอจงวางใจเถิด” ท่านโภเชตอบ
“บอกตามตรงนะครับ ผมยังไม่เห็นวี่แววความเป็นไปได้เลยสักนิด แต่ถ้าท่านบอกให้วางใจผมก็จะวางใจ ถ้าการวางใจนั้นหมายถึงปล่อยให้มันเกิด โดยยังไม่ต้องทำอะไร”ผมพูด
“วางใจไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไร แต่หมายถึงให้เธอทำด้วยความเชื่อมั่น ตามความเหมาะสม ตามทรัพยากร ตามโอกาสที่เอื้ออำนวย และที่สำคัญที่สุดคือ ขอให้ทำด้วยความรัก ความปรารถนาดีอย่างแท้จริง ไม่ต้องคาดหวังว่า มันจะเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียงหรือเป็นที่นิยม ขอให้เริ่มต้นด้วยความเรียบง่าย หลากหลาย และสมดุลนี้ก็พอ เพราะครั้งแรกของการก่อตั้งนาคานันทานั้น ก็ไม่ได้มีการคาดหวังว่ามันจะยิ่งใหญ่เช่นกัน” เขาตอบ
“ถึงแม้ว่า ผมจะยังไม่เห็นความเป็นไปได้ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ผมจะวางใจว่า พระเจ้าจะมอบสิ่งต่างๆ เพื่อให้มันเกิดขึ้นได้ในที่สุดใช่ไหมครับ” ผมถาม