๑.
คลื่นกังวล
ผมกำลังปล่อยให้สายตาเหม่อมองผ่านกระจกหน้าต่างรถโดยสารประจำทาง ระหว่างการเดินทางในเช้าวันทำงานที่แสนจะธรรมดา ผมมองดูหยดน้ำเล็กๆ ที่เกาะกลิ้งบนกระจกด้านนอก ที่ค่อยๆ ไหลย้อยลงมา ซึ่งเป็นหยดน้ำที่หลงเหลือหลังฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ
รถค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ สลับกับการจอดนิ่งท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดเป็นปรกติ ผมมองดูผู้คนที่กำลังเดินก้มหน้าก้มตาอยู่ริมทางอย่างเร่งรีบ เห็นบางคนที่ยืนและนั่งในรถโดยสารคันข้างๆ เห็นผู้คนที่อยู่ในรถยนต์ส่วนตัวที่กำลังจอดติดเป็นแถว ผมปล่อยให้สายตาสำรวจไปเรื่อยๆ มองกลับเข้ามาภายในรถโดยสาร มองผู้คนที่นั่งอยู่ในแถวเดียวกัน
ในขณะที่กำลังปล่อยให้สายตาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายอยู่นั้น มันก็ไปหยุดที่ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวตรงกันข้าม ทันทีที่สายตาผมเพ่งไปที่เขา ผมก็ได้ยินเสียงของเขาดังออกมาทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้พูดอะไรกับใคร
“จะโกหกเธอว่าอย่างไรดีนะ ที่ไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืน …เพราะเจ้านายมีงานด่วน เอ๊ะ!..หรือจะบอกว่าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรดี…”
เสียงของเขาดังขึ้นมาในความคิด จนผมต้องรีบหันไปทางอื่นเพื่อหยุดการรับรู้นี้ แต่เมื่อผมหันกลับไปหาเขาอีก เสียงของเขาก็ปรากฏขึ้นอีก
“ถ้าเธอจับได้คงต้องทะเลาะกันดุเดือดแน่…เอาไงดีๆ” เสียงของเขาดังขึ้นอีก
ผมรีบหันไปมองผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งถัดจากผู้ชายคนนั้น เพื่อดูว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับผม
“เดือนนี้เราต้องเก็บเงินเผื่อสำหรับค่าเทอมลูก..ถ้าเอาไปรวมกับเดือนหน้าอีกหนึ่งเดือนคิดว่าคงจะพอ…แต่ถ้าเก็บไว้ก็จะไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้าน..” เสียงของเธดังขึ้นในหัวของผม
“เอ่ะ…เกิดอะไรขึ้นกับเรานี่…” ผมตั้งคำถามในใจ
“ภาษาจิตไงล่ะ” อีกเสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้นในความคิดทันที
“นี่คือเสียงของพระเจ้าหรือครับ” ผมถามกลับในความคิดที่ผุดขึ้น เพราะรู้ดีว่าเสียงที่คุ้นเคยนั้นคือเสียงของพระเจ้า
“ใช่..ฉันเอง” เสียงนั้นตอบ
“ภาษาจิต นี่เอาไว้สนทนากันไม่ใช่หรือครับ ผมไม่ได้ต้องการสนทนากับพวกเขาสักหน่อย” ผมถามพร้อมแสดงความเห็น
“มันก็ไม่เชิงนะ เมื่อไหร่ที่เธอจงใจ หรืออาจจะไม่จงใจเสียทีเดียว แค่เธอเพ่งพินิจไปยังพวกเขาแบบเฉพาะเจาะจง และถ้าเวลานั้นจิตของเธอปราศจากอารมณ์แบบหยาบๆ เธอก็จะสามารถรับรู้ความคิดของพวกเขา”
“เสียงนั้นคือเสียงความคิดของพวกเขาหรือครับ” ผมถาม
“ใช่…ความคิดมีลักษณะเป็นคลื่นความถี่ที่อยู่ในระดับต่างๆ พวกเขาปลดปล่อยมันออกมาอย่างต่อเนื่อง เธอลองมองดูรอบๆ และฟังสิ่งที่พวกเขาคิดกันอีกครั้งดูสิ” เสียงพระเจ้าแนะนำ
จากนั้นผมจึงค่อยๆ กวาดสายตามองออกไป ทั้งคนที่นั่งในรถคันเดียวกัน ทั้งคนที่นั่งในรถคันข้างๆ หรือแม้กระทั่งคนที่กำลังเดินอยู่ไกลๆ บนถนน ผมค่อยๆ พินิจทีละคนๆ ดูเหมือนส่วนใหญ่จะเป็นความคิดที่ประกอบขึ้นจากความหงุดหงิดและความวิตกกังวล
“โธ่เว้ย…!!! เมื่อไหร่รถมันจะขยับสักทีเนี้ยยย… ยิ่งโดนเจ้านายเพ่งเล็งอยู่” เสียงความคิดของคนที่ขับรถเก๋งคันข้างๆ
“เมื่อไหร่ฉันจะพ้นเวรพ้นกรรมกับชีวิตสุดเฮงซวยนี้เสียที” เสียงความคิดของผู้หญิงที่อยู่ในรถคันถัดไป
“เอ๊ะ!…นี่ฉันล็อกประตูบ้านหรือยังนะ…” เสียงความคิดของหญิงวัยชราที่นั่งริมหน้าต่างในรถโดยสารอีกคัน
“แย่แน่ๆ การบ้านยังไม่เสร็จเลย จะขอลอกจากใครดี” เสียงความคิดของนักเรียนที่อยู่ถัดไป
“ตาคนนี้กลิ่นตัวแรงเป็นบ้า…น่ารังเกียจจริงๆ..!!” เสียงความคิดของผู้หญิงคนที่นั่งริมประตู
“จริงด้วยครับ… ทำไมผมถึงได้ยินเสียงพวกเขาแบบนี้ล่ะครับ” ผมถามหลังจากที่มองไปจนรอบ
“ที่จริงเขาไม่ได้ต้องการบอกเล่าอะไรกับเธอ และสิ่งที่เธอได้ยินมันไม่ใช่เสียงของเขา สิ่งที่เธอรับรู้นั้นคือคลื่นความถี่ที่มาจากความคิด ซึ่งหากใครที่มีจิตที่ละเอียดมากพอ เขาก็จะสามารถรับรู้คลื่นความถี่ลักษณะนี้ได้ จากนั้นจิตวิญญาณของเขา ก็จะทำหน้าที่แปลสัญญาณจากคลื่นความถี่นั้นให้ออกมาเป็นภาษาสากลหรือที่เรียกว่าภาษาความรู้สึก สุดท้ายจิตสำนึกของเขาก็จะทำหน้าที่เรียบเรียงและถ่ายทอดความรู้สึกนั้น ให้กลายเป็นภาษาของเขาอีกที” เขาตอบ
“โอ้ซับซ้อนหลายขั้นตอนขนาดนี้ ทำไมผมถึงแปลมันออกมาได้เร็วล่ะครับ” ผมแสดงความเห็น
“ไม่ซับซ้อนหรอก ที่จริงมันง่ายเสียด้วยซ้ำ” เขาตอบ
“ผมว่ามันแปลกกลับไปกลับมาตั้งหลายชั้นนะครับ แค่ฟังที่ท่านอธิบายผมยังว่ามันไม่น่าจะง่ายเลย” ผมเถียงในใจ
“ที่ว่าง่ายนั้นเพราะ กลไกการแปลความรู้สึกให้มาเป็นภาษาพูดนั้นมันจะรวดเร็วมาก และไม่ว่าคนที่เธอรับรู้ความรู้สึกนั้นจะเป็นคนชาติใด ไม่ว่าเขาจะพูดภาษาอะไร เวลาที่เขาส่งคลื่นความรู้สึกนั้นออกมา ทุกคนก็สามารถแปลมาเป็นภาษาที่ตนเองเข้าใจได้ เช่นถ้าคนที่นั่งไกลๆ โน้น เป็นคนต่างชาติ เวลาที่เขาปล่อยความรู้สึกอะไรออกมา เธอก็จะรับรู้เป็นภาษาของเธอ”
“ว้าว..มันแปลภาษาให้ด้วยหรือครับ” ผมถาม
“เขาไม่ได้แปล และก็ไม่มีระบบการแปลด้วย เพราะคลื่นความถี่ทางความรู้สึกนี้มันเป็นภาษาสากล ดังนั้นไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็สามารถรับรู้ได้เหมือนกัน ซึ่งสิ่งที่มาทำหน้าที่รับรู้ความรู้สึกนั้นคือ ‘จิตวิญญาณ’ เมื่อรับรู้หรือสัมผัสกับความรู้สึกนั้นแล้ว ตัวเธอเองที่เป็นจิตสำนึกจึงจะทำหน้าที่สื่อสารมันออกมาเป็นภาษาอีกที” เขาอธิบาย
“แปลกดีนะครับ รับรู้ภาษาของสัตว์ก็ได้ด้วย…แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมคิดว่าสักวันผมคงเข้าใจกระบวนการของมัน แต่สิ่งที่ผมกำลังให้ความสนใจคือ ทำไมพวกเขาทุกคนถึงมีแต่ความรู้สึกแบบนี้มากกว่า” ผมถาม
“ที่จริงฉันอยากจะบอกเธอว่า คนเกือบทั้งโลกก็กำลังผลิตคลื่นความรู้สึกลักษณะนี้ออกมาเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน ไม่มีจะกิน หรือเป็นคนที่ร่ำรวย มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน พวกเขาล้วนตกอยู่ในสภาวะแห่งความวิตกกังวลที่มีพื้นฐานมาจากความกลัวแบบนี้ทั้งสิ้น มีคนจำนวนน้อยมากๆ ที่ไม่ได้ปลดปล่อยคลื่นความถี่ที่มาจากกระแสความคิดแบบนี้”
“ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะครับ” ผมถาม