๒๗.
เก้าหนึ่งหนึ่ง
“แน่นอน…” ภาสุธาตอบ
“มันอยู่ตรงไหนครับ ผมอยากเห็นจัง” ผมถามด้วยความตื่นเต้น
“เดี๋ยวก่อน ใจเย็นๆ ขอให้ฉันอธิบายหลักการให้จบก่อน แล้วฉันจะบอก” เธอพูด
“ได้ครับ…ขอโทษที ผมใจร้อนไปหน่อย” ผมพูด
“คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในนี้ ซึ่งที่จริงก็ยังไม่เคยมีใครเลยนอกจากเธอ ถ้าปรารถนาจะรู้เรื่องราวของใครก็สามารถไปสัมผัสที่แท่งผลึกแก้วใสบริสุทธิ์ของคนคนนั้นได้” เธออธิบายต่อ
“ถ้าอย่างนั้นผมก็สามารถรู้อดีตของทุกคนบนโลกได้ น่ะสิครับ” ผมถาม
“ใช่…แต่ฉันไม่อนุญาต ฉันจะอนุญาตให้เธอรู้ได้เฉพาะเรื่องราวของตัวเธอเองเท่านั้น เพราะการล่วงรู้เรื่องราวผู้อื่นแบบเข้าไปเห็นทุกแง่ทุกมุมของเขา นั้นถือเป็นการเสียมารยาท ผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง เนื่องจากทุกคนล้วนมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการปกปิดเก็บไว้เป็นส่วนตัว หรือพูดแบบทั่วไปคือ ทุกคนล้วนเคยทำเรื่องที่ไม่ดีงาม ไม่เหมาะสมมาทั้งสิ้น เพราะทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้ โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญเป็นที่เคารพยกย่อง เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ เป็นบุคคลที่สร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ให้กับโลกหรือเป็นบุคคลที่คนทั้งโลกให้ความศรัทธา พวกเขาทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ด้านที่ไม่ดี ด้านที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ หากเธอเข้าไปเห็นบางสิ่งบางอย่างของเขา อาจทำให้เธอหมดความเลื่อมใสเขาได้” หล่อนอธิบาย
“อืม…ก็จริงนะครับ” ผมพูด
“แต่ถ้าเธอต้องการจะรู้อะไร ฉันในฐานะที่เป็นศูนย์ข้อมูลใหญ่ที่รับรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตัวฉัน เธอสามารถรู้ผ่านฉันได้ ฉันจะพาเธอไปเห็นเรื่องราวต่างๆ ได้ ซึ่งการมองเห็นผ่านฉัน จะมีข้อได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากเรื่องราวเดียวกัน แต่ฉันสามารถมองเห็นจากหลายมุมพร้อมกัน เพียงแค่เธอแจ้งความประสงค์ว่าต้องการรู้เรื่องใด เธอต้องการจะย้อนไปดูเหตุการณ์อะไรบ้างล่ะ ฉันจะพาเธอไปดู” เธอเสนอ
“อืม…” ผมกำลังคิดว่าจะลองหาเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่น่าตื่นเต้นมาทดสอบสิ่งที่ภาสุธาเสนอ
“เอาเหตุการณ์ 911 ที่เครื่องบินพุ่งชนตึกแฝดที่มหานครนิวยอร์คก็แล้วกัน ผมอยากเห็นตอนที่เครื่องบินกำลังพุ่งชนแบบอันซีนเลยได้ไหมครับ” ผมรีบเสนอเท่าที่จะนึกออกว่า อยากเห็นเหตุการณ์อะไรเพื่อทดสอบว่า สิ่งที่จะได้เห็นนั้นมีลักษณะอย่างไร
“ได้สิ…” เธอตอบ
หลังจากที่เธอพูดจบ ก็ปรากฏลำแสงสีขาวเส้นเล็กๆ พุ่งออกมาจากแสงดวงใหญ่ที่อยู่กลางโถง มันพุ่งตรงมายังศีรษะของผม ทันใดนั้นผมก็เห็นภาพปรากฏขึ้น เหมือนกับกำลังพาผมเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ สิ่งที่ผมเห็นคือกลุ่มพนักงานซ่อมบำรุงกลุ่มหนึ่ง มีอุปกรณ์ต่างๆมากมายกำลังเข้าไปทำงานในตึกขนาดใหญ่ โดยแบ่งออกเป็นสองทีม แยกออกไปสองตึก แล้วเริ่มทำงานกันตอนกลางคืน นั่นคือการติดตั้งอุปกรณ์อะไรบางอย่างเข้ากับช่องลิฟต์ ในทุกๆ สองชั้นของตึกโดยเริ่มจากชั้นบนสุดก่อน
“นี่ไม่ใช่ภาพเครื่องบินชนตึกนี่ครับ” ผมท้วงภาสุธา
“อ๋อ…ฉันให้เธอเห็นภาพล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วันนั้นต่างหากละ” หล่อนตอบ
“ทำไมต้องให้ผมเห็นภาพคนพวกนี้ด้วย แล้วเขากำลังทำอะไรกันครับ” ผมถาม
“เธอคิดว่าเขากำลังทำอะไร” เธอถาม
“อือ…เท่าที่ประมวลจากการดูสารคดีและจากในหนัง ดูเหมือนพวกเขากำลังวางระเบิด มีการเชื่อมสายไฟในแต่ละชั้นไว้แบบหยาบๆ ดูไม่เหมือนการติดตั้งอุปกรณ์แบบถาวร ที่น่าจะต้องเรียบร้อยกว่านี้” ผมตอบเท่าที่ตาเห็น
“ถูกต้องเลย…” ภาสุธาตอบ
“พวกเขาวางระเบิดเพื่ออะไรครับ หรือว่าการก่อวินาศกรรมเครื่องบินชนตึกนี้ มีการวางแผนร่วมกันกับทีมวางระเบิด” ผมตั้งข้อสงสัย
“เก่งมาก มีการวางแผนร่วมกัน” ภาสุธาตอบ
“แล้วทำไมเขาไม่วางระเบิดอย่างเดียวไปเลย ไม่เห็นจะต้องเอาเครื่องบินมาชนให้ยุ่งยาก” ผมถาม
“เธอลองคิดดูสิว่า ทำไม” ภาสุธาถามต่อ
“ดูมันแปลกๆ นะครับ ทำไมพวกเขาก่อวินาศกรรมด้วยการจี้เครื่องบินมาชนตึก แล้วยังต้องมาวางระเบิดอีก ซึ่งไม่ใช่จะแอบเอาเข้าไปวางกันได้ง่ายๆ ระเบิดตั้งเยอะแยะขนาดนั้น…ยกเว้น…จะเป็นแผนที่ต้องการก่อวินาศกรรมตัวเอง” ผมวิเคราะห์
“ใช่แล้ว… เธอวิเคราะห์ได้เก่งมาก ฉันขอชมเชย” เธอตอบ
“จริงหรือครับ ผมแค่วิเคราะห์จากความน่าจะเป็นเท่านั้นนะ แต่ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องการวางระเบิดตึกตัวเอง แล้วมันเกี่ยวข้องอย่างไรกับการก่อวินาศกรรม ผมเริ่มงงแล้วครับ” ผมถาม
“บางครั้งสิ่งที่เขาต้องการให้เธอเห็น มันอาจจะไม่ใช่ความจริง ซึ่งการสร้างภาพของเหตุการณ์ที่มีการถูกกระทำย่ำยี ถูกรุกรานอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม เพื่อปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง และเกิดความชอบธรรมหากจะดำเนินการตอบโต้ เรื่องนี้มีความสลับซับซ้อน จนยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ แต่สำหรับฉัน ฉันเห็นมันจากทุกด้าน ฉันจึงเข้าใจ”
“เรื่องราวมันเป็นอย่างไร พอจะเปิดเผยได้ไหมครับ” ผมถาม
“ฉันสรุปอย่างนี้ก็แล้วกัน เรื่องนี้มีมือที่สามคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ฉันจะพาเธอไปดูภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นสัก 5 เดือนก็แล้วกัน เผื่อเธอจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น” เธอเสนอ
จากนั้นก็ปรากฏภาพของห้องประชุมห้องหนึ่ง น่าจะอยู่บนตึกที่มีความสูงพอสมควร เพราะฉากหลังของห้องประชุมเห็นเป็นตึกสูงอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ในห้องนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมเกือบยี่สิบคน แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นชัดเจนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงด้วย อีกฝ่ายหนึ่งดูเป็นนักธุรกิจใหญ่ และมีผู้สูงอายุคนหนึ่ง ที่ดูเหมือนทุกคนในห้องจะให้เกียรติเขาเป็นพิเศษ
“เหตุการณ์นี้คืออะไรครับไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องที่ผมต้องการเห็นเลย” ผมถามหลังจากพิจารณาภาพที่เห็นอยู่พักหนึ่ง
“ชายสูงอายุที่ดูภูมิฐานที่สุดนั้น คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุด เพราะแม้แต่ประธานาธิบดีก็ยังต้องให้ความเคารพเขา เพราะเขาเป็นผู้ที่ควบคุมระบบการเงินทั้งหมดของโลก หรือพูดง่ายๆ ว่า เขาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตเงินตราของทุกประเทศเกือบทั้งโลก”
“แล้วเขาเกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์นี้ครับ” ผมถาม
“เกี่ยวโดยตรงเลยแหละ ประการที่หนึ่ง เขาคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายองค์กรการเงิน การธนาคารและการค้าของโลกทั้งหมด และหนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมประชุมอีกคนในวันนั้น คือผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก วาระการประชุมวันนั้น ถือว่าเป็นความลับสุดยอด นั่นคือแผนการที่จะปลดระวางอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เนื่องจากค้นพบข้อบกพร่องบางประการด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างตึกสูงขนาด 110 ชั้น ซึ่งเวลานั้นยังพัฒนาไม่ถึง จึงมีแนวคิดที่จะสร้างใหม่ให้ปลอดภัยกว่าเดิม ที่จริงแผนการปลดระวางตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั้น ยังเป็นแผนในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า หรือในราวปี ค.ศ. 2011 ถึงจะเริ่มดำเนินการ แต่ด้วยความจำเป็นที่ประจวบเหมาะ เพราะเวลานั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกซบเซา และวิธีกระตุ้นที่ดีที่สุดขององค์กรที่ผลิตเงิน คือการปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาล เพื่อนำไปทำสงคราม ซึ่งประเด็นหลังนี้เป็นความต้องการของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่แล้ว ที่พยายามหาข้ออ้างในการเข้าไปยึดครองแหล่งทรัพยากรสำคัญๆ ของโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศอัฟกานิสถาน”
“แต่จากการคำนวณค่าใช้จ่ายในการระเบิดตึกแฝด 110 ชั้นทั้งสองตึกนี้ จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล ทั้งเรื่องค่าดำเนินการ ค่าผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และด้านอื่นๆ อีกมากมาย แผนการระเบิดตึกจึงถูกนำขึ้นมาเป็นวาระในการประชุม แต่แทนที่จะเป็นการสั่งระเบิดแบบเปิดเผย กลายเป็นการระเบิดแบบลับ โดยสร้างสถานการณ์เพื่อโยนความผิดและเป็นข้ออ้างในการทำสงครามไปในตัว” เธออธิบายสรุป
“โอ้โฮ !.. นี่ถ้าเป็นอย่างนี้จริง เท่ากับเขายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยนะครับ” ผมแสดงความเห็น
“ใช่…สิ่งที่เขาทำนั้นถือว่าเป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อองค์กรที่ผลิตเงินตรา เพราะอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็อยู่ในการดูแลของเขา เขาจึงไม่ได้สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งกับชีวิตและทรัพย์สินใดๆ ทั้งสิ้น นี่จึงเป็นหนึ่งในทฤษฎีสมคบคิด ที่ใครหลายคนตั้งข้อสงสัย แต่เธออย่าได้เผลอไปเกลียดชังพวกเขาเข้าละ เพราะถ้าขืนเธอเกลียดชังไม่ว่าใครแม้เสี้ยววินาที เธอจะสูญเสียอิสรภาพทางจิตไปทันที ระวังให้ดีนะ ที่ฉันให้เธอเห็นภาพเหล่านี้ เพียงเพื่อให้เธอรู้และทำความเข้าใจ แต่ไม่ได้ให้เธอตัดสินว่าใครผิดใครถูก ใครดีใครชั่ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกลไกของจิตที่อยู่บนความไม่รู้ เพราะเขาไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขาล้วนเป็นแค่สมมุติ แต่พวกเขากลับคิดว่า มันคือเรื่องจริง เขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อรักษามันไว้ และความพยายามที่จะรักษามันไว้นี่แหละ คือบ่อเกิดของความเสื่อมโทรมในร่างกายของฉัน ในฐานะที่เธอกำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นรูปธรรมชั้นสูง ขอให้เธอมองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเข้าใจ และมองด้วยความรักที่มีต่อพวกเขาให้ได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เธอจะต้องทำในอนาคต คือทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจให้ได้”
“ได้ครับ ขอบคุณมากครับที่เตือนสติ นี่ผมยังไม่ได้เห็นภาพการระเบิดในมุมมองแบบอันซีนเลยนะครับ” ผมแอบทวง
“นี่ ยังไม่เรียกว่าอันซีนอีกหรือ” เธอตอบ
“จริงด้วยสิ แต่ผมหมายถึงภาพแบบที่เป็นเหตุการณ์ในวันนั้นนะครับ”