๓๘.
ความเบื่อหน่าย
“เธอจงระมัดระวังเกี่ยวกับความรู้สึกนะ โดยเฉพาะกับคำว่า ‘เบื่อหน่าย’ ที่เธอกำลังพูดถึงอยู่นี้ มันคือปรากฏการณ์ของคนที่ทำเพื่อตัวเอง หรือที่เธอเรียกว่าความเห็นแก่ตัว” ท่านโภเชแนะนำ
“แค่เบื่อหน่ายนี่หรือครับ เป็นคนเห็นแก่ตัวเลย” ผมถาม
“ความเบื่อหน่ายคือความรู้สึกที่แสดงออกมาเพื่อต้องการหนี ต้องการหลบ หรือการออกจากสภาวะอันไม่พึงประสงค์นั้น ซึ่งตัวที่ทำให้รู้สึกถึงความรู้สึกนี้คือจิตสำนึกของเธอ และที่แน่ๆ มันได้ปลดปล่อยพลังงานด้านลบออกมาจากกระบวนการนี้ ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่มีประโยชน์ต่อโลกเลย หากใครก็ตามที่ยังพูดคำว่าเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะเบื่อหน่ายเรื่องใด เบื่อหน่ายงาน เบื่อหน่ายคน เบื่อหน่ายสังคม ทุกความเบื่อหน่าย ล้วนเป็นความรู้สึกด้านลบที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากจิตสำนึกทั้งสิ้น” ท่านโภเชอธิบาย
“แล้วที่บางคนพูดว่าเขาต้องการหลุดพ้น ต้องการนิพพานเพราะเบื่อหน่ายโลก เบื่อหน่ายการกลับมาเกิดอีก อะไรทำนองนี้ล่ะครับ มันเป็นอย่างเดียวกันไหมครับ” ผมถาม
“ก็ฉันเพิ่งบอกว่าความเบื่อหน่ายคือกระบวนการที่ส่งมาจากจิตสำนึกที่ต้องการทำเพื่อตัวเอง ฉันขอถามเธอกลับว่าที่เขาพูดว่าเบื่อหน่ายนั้น เขากำลังทำเพื่อใคร ถ้าหากเป็นการทำเพื่อตัวเอง ถึงอย่างไรพลังงานที่ฉายออกมาก็เป็นการทำเพื่อตัวเอง แล้วมันจะต่างจากความเห็นแก่ตัวตรงไหน” เขาย้ำ
“อืม…”ผมนิ่งคิดเพราะยังหาความเห็นมาแย้งไม่ได้
“แล้วเธอคิดว่าความเห็นแก่ตัวจะสามารถทำให้ใครหลุดพ้นได้ คนที่มีสภาวะแห่งการหลุดพ้นได้ จะต้องไม่ใช้กระบวนการทำเพื่อตัวเอง หรือที่ภาษาของเธอเรียกว่าการละวางตัวเองหรือละวางอัตตา และกระบวนการที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดคือ การสร้างความรักและความปรารถนาดีอย่างจริงใจให้ปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อไหร่ที่เธอทำเช่นนี้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำได้อย่างต่อเนื่อง เธอจะสามารถเข้าสู่สภาวะหลุดพ้นนั้นได้อย่างแน่นอน โดยต้องไม่สร้างความปรารถนาใดๆเลย ยิ่งปรารถนายิ่งไม่ได้ แต่ถ้าไม่ปรารถนาเธอกลับจะได้”
“อืม” ผมนิ่งคิดอีก
“ช่างเถอะนะ เมื่อไหร่ที่เธอเข้าสู่สภาวะแห่งการ “เป็น” แล้วเธอจะเข้าใจทุกอย่างได้เอง ไม่ต้องกังวล” เขาพูด
“เออ…ท่านครับ… แล้วเรื่องราวสำคัญของผมที่บอกว่าต้องการให้ผมรู้นั้น อยู่ตรงช่วงไหนของอดีตชาติครับ” ผมตั้งคำถาม
“ทุกๆ ภพชาติของเธอนั้นล้วนสำคัญทั้งหมด แต่จะมีช่วงที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเกี่ยวพันกับเพื่อนๆ ของเธอและของฉันด้วย ให้เธอย้อนกลับไปโดยนับจากช่วงเวลานี้ไปอีกประมาณ 2000 ปี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวตัวเธอก็มีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ด้วย” เขาตอบ
“หมายถึงวัดแห่งนี้หรือครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่วัดแห่งนี้ แต่หมายถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของเมืองศรีรามเทพนครและบริเวณโดยรอบเกาะเมืองแห่งนี้ทั้งหมด แต่เมื่อ 2500 ปีที่แล้ว มันยังไม่มีสภาพเป็นเมือง เป็นเพียงป่าที่ร่มรื่น อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยผลไม้และพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นที่ตั้งสำนักของท่านภาวรีย์ดาบสซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของเธอ” เขาตอบ
“เรื่องราวมันเป็นอย่างไรครับ ท่านช่วยเล่าที่มาที่ไปให้ผมฟังได้ไหมครับ” ผมขอร้อง
“ฉันว่าเธอไปสัมผัสกับช่วงเวลานั้นด้วยตัวเองดีกว่า แล้วถ้าเธอสงสัยตรงไหนฉันค่อยอธิบายให้ฟัง” เขาเสนอ
“ก็ดีครับ” ผมตอบ
พอพูดจบ ภาพแรกในช่วงเวลานั้นก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าผม
สิ่งที่ผมเห็นในขณะนี้คือผมกำลังเดินอยู่ในเมืองโบราณขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ภายในมีปราสาทราชวังปลูกติดๆ กัน เสาของปราสาทแต่ละหลังสร้างด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่ ตัวปราสาทประดับประดาด้วยไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง และปิดทองคำจนเหลืองอร่าม ทางเดินปูลาดด้วยอิฐก้อนใหญ่ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนแต่งตัวสะอาดสะอ้าน พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูประณีตสวยงาม และใส่เครื่องประดับราคาแพง ตัวเมืองมีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบ ด้านนอกกำแพงเมืองมีคูน้ำ เพื่อเป็นปราการป้องกันการโจมตีของศัตรู ตลอดแนวบนกำแพงและแต่ละมุมเมือง จะมีทหารยามคอยเฝ้ารักษาการณ์อยู่ทุกจุด ตรงประตูเมืองมีป้อมขนาดใหญ่ มีทหารยืนเฝ้าหน้าประตูเพื่อคอยตรวจคนที่จะเดินทางเข้าออก ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้าได้ ดูเหมือนว่าจะเป็นเฉพาะขุนนาง, เสนาบดี, ข้าราชบริพาร, ทหาร, ทาสรับใช้เจ้านาย และแขกของคนในเมือง
พอเดินพ้นประตูเมือง จะมีถนนพุ่งตรงออกไปสู่แม่น้ำ สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือน บ้างก็เป็นเรือนไม้ บ้างก็เป็นเรือนไม้ไผ่ หลังคาบางหลังก็มุงด้วยกระเบื้องดินเผา บางหลังก็มุงด้วยหญ้าคา บรรยากาศโดยทั่วไปมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างคึกคัก สินค้าหลักๆ เป็นจำพวกเสื้อผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หม้อไหเครื่องใช้ไม้สอย สัตว์เลี้ยงพวกโค กระบือและม้า มีเครื่องรางของขลังวางขายอยู่ทั่วไป มีเหล่านักพรตนักบวชที่แต่งตัวแปลกๆ บางคนนุ่งห่มด้วยผ้าชิ้นเล็กๆที่ถูกเอามาเย็บต่อกันเป็นผืนใหญ่ บางคนเนื้อตัวเกรอะกรังไปด้วยดินโคลน บางคนมีหนวดเครารุงรังและไม่นุ่งผ้า บางคนนุ่งห่มด้วยหนังเสือที่ดูขลัง บริเวณนอกเมืองด้านทิศตะวันตก จะเห็นแม่น้ำขนาดใหญ่ขวางอยู่เบื้องหน้า มีผู้คนสัญจรด้วยเรือแจวเรือพาย พอมองไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ ก็เห็นสิ่งปลูกสร้างรูปทรงเหมือนปราสาทหินสี่เหลี่ยมจตุรัสตั้งสูงตระหง่าน มียอดลดหลั่นกันหลายชั้น เมื่อผมเห็นสถาปัตยกรรมแบบนี้แล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่า มันคือเทวาลัยที่ใช้ประกอบพิธีกรรม ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของคน ปราสาทนี้มันตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ มีทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ปราสาทแต่ละหลัง ประดับด้วยลวดลายแกะสลักปิดทองไว้อย่างวิจิตรตระการตา ที่ยอดปราสาทมีวัตถุทรงกลมเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ จากใหญ่ไปหาเล็ก ปิดด้วยทองคำประดับอัญมณี ดูระยิบระยับยามที่มันต้องกับแสงแดดยามเย็น
เมื่อผมกลับมาพิจารณาตนเอง ก็พบว่า ขณะนี้ผมคือพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง พร้อมกับพราหมณ์อีกหลายคน ที่รู้ว่าผมเป็นพราหมณ์ เพราะคณะพราหมณ์ที่เดินมาด้วยกันนั้นใส่ชุดขาวผมยาวเกล้ามวย และผมก็ใส่ชุดแบบเดียวกับพวกเขา จากความทรงจำ ทำให้ผมรู้ว่า ขณะนี้ผมมีอายุ 35 ปี มีภรรยาหนึ่งคนมีลูกหนึ่งคน อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านพราหมณ์ ไม่ห่างจากเมืองสักเท่าไหร่ ระหว่างที่ผมกำลังเดินอยู่นั้น ผู้คนสองข้างทางต่างพร้อมใจกันหลีกทางให้ และนั่งยองๆ กับพื้นยกมือพนมไหว้ตัวผมและคณะ
“ท่านโภเชครับ ตอนนี้ผมคือใครและอยู่ที่ไหนครับ” ผมถาม
“ตอนนี้เธอมีชื่อว่าอชิตะ เธอคือบุตรชายที่เกิดในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ตระกูลหนึ่งของเมืองนี้ ซึ่งเป็นมหาปุโรหิตและราชครูที่สืบทอดมาตั้งแต่พระราชาองค์ก่อน ขณะนี้เธออยู่ที่เมืองสาวัตถี” ท่านโภเชตอบ
“เมืองสาวัตถีที่ประเทศอินเดียนะหรือครับ นี่ผมมาเกิดที่อินเดียเลยหรือนี่” ผมถาม
“ไม่ใช่…เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศที่เธออาศัยอยู่ปัจจุบันนั่นแหละ” เขาตอบ
“ทางตอนเหนือของประเทศไทย!!… มีเมืองที่มีชื่อซ้ำกันกับที่อินเดีย หรือว่าอย่างไรครับ เพราะเท่าที่ผมรู้มาที่อินเดียก็มีเมืองชื่อสาวัตถี ซึ่งเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าน่ะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ไม่มีเมืองที่ว่านั้นในประเทศอินเดียหรอก เมืองสาวัตถีมีแห่งเดียวและมันก็อยู่ในประเทศของเธอนี่แหละ” เขาตอบ
“อ้าว…ถ้าอย่างนั้นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ผมเคยเรียนมาทั้งหมดก็ผิดนะสิครับ หรือว่ามันไม่เกี่ยวกันครับ” ผมถาม
“ถ้าจะบอกว่าผิดก็ได้นะ ถ้าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องของตำแหน่งที่ตั้งสถานที่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดมันเกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้” เขาตอบ
“ที่ท่านพูดมามันคือเรื่องจริงหรือครับ” ผมพูด
“เธอก็พิสูจน์ด้วยตัวเธอเองสิ เพราะตอนนี้เธอกำลังเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว” เขาตอบ
“จริงหรือครับ นี่ผมกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่อย่างนั้นหรือครับ ว้าว!..แล้วเมืองสาวัตถีมันอยู่ตรงไหนของประเทศไทยหรือครับ เท่าที่ดูจากภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และวิถีชีวิตก็ดูเป็นทางเหนืออย่างที่ท่านว่าจริงๆ ทั้งลักษณะของผู้คน บ้านเรือนและลักษณะของปราสาทราชวัง ผมรู้สึกเหมือนว่ามันมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมล้านนา แต่ว่ามันดูโบราณมากกว่า” ผมถาม
“ตำแหน่งของเมืองสาวัตถีนั้นคือ ที่ตั้งของจังหวัดแพร่ในปัจจุบัน” เขาตอบ
“จังหวัดแพร่หรือครับ ทำไมถึงเป็นจังหวัดแพร่ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ท่านมีหลักฐานหรือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าที่นี่คือเมืองสาวัตถีไหมครับ” ผมถาม
“มีแน่นอน…แต่ตอนนี้ให้เธอสำรวจจากสิ่งที่เธอเห็นไปก่อนนะ” ท่านโภเชแนะนำ
“ได้ครับ”
เมื่อท่านโภเชบอกว่าเมืองสาวัตถีคือเมืองแพร่ ผมก็เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวอย่างละเอียดอีกครั้ง ผมมองกลับไปยังกำแพงเมืองเบื้องหลังที่เดินจากมา ความสูงของกำแพงนี้น่าจะเทียบเท่ากับตึกสองสามชั้น มันใหญ่ และยาวขนานไปกับคูเมืองที่มีความกว้างพอสมควร ทำให้ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองนี้ ผู้คนที่อยู่ด้านนอกกำแพงดูมีอัธยาศัยไมตรี ผมเห็นหลังคาของปราสาทราชวังที่สูงพ้นกำแพงขึ้นมา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยโบราณ โดยเฉพาะหลังคายอดแหลมที่ลดหลั่นกันถึง 7-8 ชั้น ทำให้ผมยิ่งรู้สึกถึงอารยธรรมทางภาคเหนือได้อย่างชัดเจน