อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๘๑.

๘๑.

นาคานันทา

“ถ้าเธอยังปรารถนาที่จะรู้ ให้เธอใช้โอกาสนั้นจากการได้สัมผัสกับแท่งผลึกแห่งความทรงจำของเธอ ฉันปรารถนาให้เธอได้เห็นและเข้าใจมันด้วยตัวเธอเอง ซึ่งไม่ใช่แค่ดวงจิตของเธอทั้งสองดวงเท่านั้น เธอยังมีความสัมพันธ์กับอีกหลายๆ ดวงจิต ณ เวลานั้น” ท่านโภเชตอบแบบตั้งประเด็นเพิ่ม

“เอาละ หลังจากนั้นเบญจศีลาก็ติดตามพระพุทธเจ้าไปอยู่ที่เมืองสาวัตถี พร้อมกับครอบครัวของเธอ ที่ขายทรัพย์สินทั้งหมดย้ายไปตั้งรกราก เพื่ออุปัฏฐากลูกและพระพุทธเจ้าเป็นการถาวร และภายหลังมีการสร้างวัดขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งวัด โดยเศรษฐีนีใจบุญ ที่นำเหรียญทองซึ่งได้จากการขายเครื่องประดับที่มีค่าที่สุดของตนเอง เนื่องจากเธอได้ลืมมันไว้ที่วัดเชตวัน แต่ไม่ประสงค์จะเอาคืน จึงประกาศขายเพื่อนำเงินไปสร้างกุศล แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครสามารถซื้อได้เพราะมูลค่าของมันสูงมาก เธอจึงตัดสินใจซื้อด้วยตนเอง และนำเงินทั้งหมดนั้นไปสร้างวัด เนรมิตให้ที่นั้นเป็นเหมือนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะมันเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ุ ทั้งไม้ยืนต้นและล้มลุก ทั้งที่ออกดอกฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยตั้งชื่อวัดแห่งนั้นว่าวัดบุปผาราม  และเนื่องจากผู้สร้างวัดเป็นผู้หญิง นักบวชที่มาพำนักที่นี่จึงเป็นนักบวชหญิงมากกว่านักบวชชาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเบญจสีลาที่ย้ายไปอยู่ตั้งแต่ครั้งแรกที่สร้างเสร็จ”

“เวลานั้นหลังจากท่านภาวรีย์เสียชีวิต เธอก็ย้ายไปพำนักอยู่ ณ วัดเชตวัน ซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้าก็ประทับอยู่ที่นั่น เนื่องจากพระพุทธเจ้าอยู่ที่เมืองสาวัตถีนานที่สุด เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการเผยแพร่ธรรมะของพระองค์ เหล่านักพรตนักบวชและผู้แสวงบุญจากทั่วทุกสารทิศ ต่างเดินทางมาเพื่อสนทนากับพระองค์กันอย่างไม่ขาดสาย เมืองนี้จึงถือว่าเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ธรรมะในยุคนั้นสมัยนั้นของพระพุทธเจ้า

ต่อมาพระพุทธเจ้าจึงมอบหมายให้ทุกคนที่สามารถพบสัจธรรมแล้ว ออกเดินทางไปเผยแพร่หลักธรรมนี้ยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งบางส่วนออกเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้น แต่ส่วนใหญ่จะกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตนเอง หนึ่งในนั้นคือพระสารีบุตรและพระนันทะที่เลือกเดินทางไปยังตำบลเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตอนบนของที่ราบลุ่ม ก่อนจะขึ้นเขามายังกรุงสาวัตถี ซึ่งที่นั่นเป็นบ้านเกิดของพระสารีบุตร เวลานั้นการเดินทางขาล่องจากกรุงสาวัตถี มักนิยมใช้วิธีล่องแพไปตามลำน้ำอิรวดี หรือแม่น้ำยมในปัจจุบัน อย่างที่ท่านภาวรีย์เคยทำ เพราะประหยัดแรงในการเดินทางมากที่สุด ซึ่งต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดที่มีชื่อว่า นาคานันทา”

“ผมเคยได้ยินชื่อมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดนี้นะครับ แต่มันมีชื่อว่านาลันทาไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม

“ชื่อที่แท้จริงคือ นาคานันทา คำว่านาคะหรือนาคหมายถึงผู้พร้อมหรือผู้ตั้งใจจะเรียนรู้เรื่องการเป็นพุทธะ ส่วนคำว่านันทามาจากชื่อของพระนันทะซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่น้องต่างมารดาของพระพุทธเจ้า และได้ชื่อว่าเป็นพระเถระที่มีความลึกซึ้งในการสำรวมกายสำรวมจิต เพราะเคยเป็นผู้ที่หลงใหลในกามคุณ แต่สุดท้ายได้บรรลุสัจธรรม จึงเข้าใจผลเสียของการปล่อยให้จิตไหลไปกับกิเลสได้อย่างกระจ่าง” ท่านโภเชอธิบาย

“นาคานันทานี้ตั้งอยู่ที่ไหนหรือครับ” ผมถามแทรกเพราะอยากรู้

“หลังจากที่ทั้งสองล่องแพมาได้ 5 วัน ในวันที่ 6 ก็มาถึงชุมชนเล็กๆ ที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง ชื่อว่าตำบลเชลียง ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ มีผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่มายาวนาน ตำบลนี้อยู่ห่างจากกรุงสาวัตถีประมาณ 110 กิโลเมตร หากเดินด้วยเท้าผ่านป่าเขา แต่หากล่องแพมาตามลำน้ำอิรวดีจะมีระยะทางมากกว่าเกือบหนึ่งเท่าตัว คือประมาณ 190 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ หรือจังหวัดอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน ไปทางตะวันออกเพียงแค่ 32 กิโลเมตร ตำบลแห่งนี้อยู่ในเขตการปกครองของแคว้นมคธ โดยมีกรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวง”

“ในช่วงแรกของการไปตั้งสำนักอยู่ที่นี้ สมณะทั้งสองมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อจะเผยแผ่หลักธรรมตามแนวทางของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่เนื่องจากตำแหน่งของชุมชนแห่งนี้เป็นเสมือนประตู เปิดไปสู่กรุงสาวัตถีและกรุงราชคฤห์ ดังนั้นบรรดานักเดินทางพ่อค้าวานิช รวมถึงพระมหากษัตริย์ จะต้องมาหยุดพัก ณ ชุมชนแห่งนี้เพื่อเตรียมเสบียง แต่เมื่อทราบว่าพระนันทะซึ่งเป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า มาตั้งสำนักที่ชุมชนแห่งนี้ ประกอบกับมีมหาเศรษฐีจากกรุงราชคฤห์คนหนึ่งชื่อว่าธนัญชัย ได้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เพราะเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ดี จึงได้ร่วมกันอุปถัมภ์สำนักของพระนันทะ ซึ่งมหาเศรษฐีธนัญชัยคนนี้ เป็นผู้ที่ทำให้ที่นี่มีความเจริญรุ่งเรืองในเวลาต่อมา โดยเริ่มจัดระเบียบและจัดรูปแบบการปกครอง จนกลายเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า เมืองสาเกตน้อย ซึ่งเป็นชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากต้นตระกูลของมหาเศรษฐีธนัญชัยมาจากเมืองสาเกต ซึ่งเวลานั้นเมืองสาเกตถือว่ามีความเจริญและเรืองอำนาจมากที่สุด”

“เมืองสาเกตจริงๆ นั้นอยู่ที่ไหนหรือครับ” ผมถามแทรก

“คือจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน” ท่านโภเชตอบ

“จังหวัดร้อยเอ็ดหรือครับ แสดงว่าเมืองสาเกตน้อยกับนาคานันทานี้คือที่เดียวกันใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ใช่แล้วมันคือที่เดียวกัน ในช่วงต้นๆ ที่นี่ยังไม่ได้มีการสถาปนาเป็นเมือง เป็นเพียงชุมชนจุดแวะพักเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเหล่าพ่อค้าวานิช นักเดินทาง และมหาเศรษฐีธนัญชัยได้ช่วยกันบริจาคทรัพย์ เพื่อก่อสร้างอาคารที่พักให้กับพระที่มาอาศัยอยู่บริเวณนี้ ประกอบกับมีผู้คนเริ่มหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศเพื่อไปพบพระพุทธเจ้า แต่กลับมาได้ความกระจ่างและสามารถบรรลุสัจธรรมจากวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ของพระนันทะ พวกเขาจึงปักหลักอยู่ที่นี่ เพื่อทำหน้าที่สอนคนอื่นต่อไป เพราะพระนันทะได้สร้างกระบวนการที่ทำให้ผู้คนสามารถแสดงออกซึ่งความเป็นพุทธะในตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นานวันเข้าก็มีคนมาอยู่มากขึ้นๆ ตำบลนี้จึงขยายตัวมากขึ้น จนในที่สุด ก็มีเรือนนอนสำหรับผู้มาศีกษาการเป็นพุทธะ และสำหรับพระผู้สอนมากถึงหนึ่งหมื่นหลัง มีศาลาสำหรับใช้ในการประชุมที่บรรจุคนได้ครั้งละหลายร้อยคน เกือบสิบหลัง มีหอสมุดที่เก็บรวบรวมความรู้ขนาดใหญ่ และมีโรงทานสำหรับพระที่บวชได้กินอาหารทุกวัน ถึงสิบหลังกระจายอยู่ทั่วพื้นที่เกือบ 10 ตารางกิโลเมตร โดยทุนทรัพย์ส่วนใหญ่มาจากเศรษฐีธนัญชัย แต่อาคารทั้งหมดสร้างด้วยไม้ สิ่งก่อสร้างที่ถาวรแห่งเดียวที่มีอยู่ก่อนแล้ว ในเวลานั้นคือพระปรางค์แบบทวาราวดีของศาสนาพราหมณ์ สร้างด้วยศิลาแลงฉาบปูนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี ปัจจุบันมีชื่อว่าวัดเจ้าจันทร์”

“เมื่อที่นี่มีความเจริญมากขึ้น ผ่านกาลเวลากว่าพันปีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว อาคารไม้เหล่านั้นก็ทรุดโทรมผุพังไป ประกอบกับเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ่อยครั้ง หลักฐานที่ชาวบ้านเคยพบเห็นเพียงอย่างเดียว คือการขุดพบเสาต้นซุงที่ใช้เป็นฐานรากของอาคารไม้เหล่านั้นมากเป็นแสนๆ ต้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า ‘แสนตอ’

ต่อมาราวพันกว่าปี ได้มีการก่อสร้างเมืองซ้อนทับพื้นที่บางส่วนของ ‘นาคานันทา’ และมีการก่อสร้างวัดตามแบบประเพณีนิยม นั่นคือสร้างพระพุทธรูป สร้างโบสถ์วิหารและเจดีย์ด้วยกรรมวิธีก่ออิฐฉาบปูนขึ้น ที่นี่จึงมีวัดอยู่ติดๆ กันจำนวนมาก ภาพของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ‘นาคานันทา’ จึงไม่เป็นแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล สิ่งก่อสร้างทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในภายหลังเช่น การก่อสร้างกำแพงเมือง โดยมีลำน้ำล้อมรอบ ทางด้านทิศตะวันออกใช้แม่น้ำอิรวดี ทิศเหนือใช้ลำคลองธรรมชาติ และขุดเพิ่มอีกสองด้านคือทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยสร้างวัดอยู่ในกำแพงเมืองนั้นถึง 12 วัด และอยู่นอกกำแพงเมืองอีกหลายสิบวัด ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า เมืองสวรรคโลกหรือเมืองศรีสัชนาลัย อยู่ในจังหวัดสุโขทัย”

“มหาวิทยาลัยนาคานันทา ที่แท้ก็อยู่ที่นี่เองหรือครับ” ผมถาม