๑๑๓.
ข้อความจากอดีต
“เธอจงทำมันด้วยความรัก ทำด้วยความสุข ทำด้วยความเบิกบาน ทำด้วยความใส่ใจ ทำเฉพาะสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า ณ ปัจจุบัน โดยไม่สนใจว่ามันจะยากหรือง่าย ไม่สนใจว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เหลืออีกเท่าไหร่ สุดท้ายเธอจะพบกับผลลัพธ์ที่งดงาม ที่แม้แต่เธอเองก็จะต้องแปลกใจ เพราะกรรมวิธีนี้เป็นกรรมวิธีเดียวกับที่พระเจ้า ‘ทำ’ จนปรากฏออกมาเป็นสรรพสิ่ง”
“สิ่งที่ผมต้องการรู้ไม่ใช่ทำอย่างไร แต่ผมอยากรู้ว่าต้องทำอะไรมากกว่าครับ” ผมท้วง
“เอาละ ฉันมีของอย่างหนึ่งจะมอบกับเธอ สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมานานมากแล้ว หากนับเป็นปีของมนุษย์ ก็เป็นเวลากว่าหกแสนปี ของชิ้นนี้ที่จริงมันเป็นของของเธอ ที่ฝากฉันไว้ก่อนที่เธอจะไปเกิดบนโลกมนุษย์” ท่านโภเชพูดจบก็ยื่นถุงผ้าไหมหูรูดเล็กๆ สีส้มเข้ม แต่มีเนื้อหนาดูแข็งแรงเนื่องจากผสมเส้นใยทองคำให้ผมหนึ่งใบ
“ข้างในนี้มันคืออะไรครับ” ผมถาม พร้อมกับคลำดู รู้สึกเหมือนว่าเป็นเหรียญที่ทำจากโลหะที่ใหญ่กว่าเหรียญปรกติเล็กน้อย และมีน้ำหนักพอสมควร
“เดี๋ยวเธอจะรู้เองว่ามันคืออะไร อย่าเพิ่งเปิดดูจนกว่าจะกลับไปยังโลกกายภาพเรียบร้อยแล้ว” เขากำชับ
“ได้ครับ” ผมตอบ พร้อมกับเอาถุงนั้นใส่กระเป๋ากางเกง
” ของชิ้นนี้มีไว้ทำอะไรครับ” ผมถามต่อ
“มันจะบอกวิธีการที่เธอกำลังถามฉันอยู่ว่า เธอจะต้องทำอะไรไว้ในนั้นทั้งหมด” เขาตอบ
“เท่าที่ผมสัมผัสดูเหมือนเป็นแค่เหรียญเล็กๆ เอง มันจะมีข้อความที่เป็นวิธีการอยู่ในนั้นหรือครับ” ผมถามต่อ
“ไม่มีทางที่สิ่งนี้จะบรรจุข้อความไว้ได้ทั้งหมด เพราะหากเขียนออกมาเป็นข้อๆ เธออาจจะต้องเขียนมันออกมาเป็นหนังสือหลายพันหน้าเลยทีเดียว” เขาตอบ
“อ้าว ถ้าไม่มีกรรมวิธีเขียนไว้ในนั้นแล้ว ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องทำอะไร” ผมถาม
“การบันทึกข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้ หรือการส่งสาส์นต่าง ๆ ไปยังอีกห้วงเวลา เราจะใช้ภาษาภาพหรือภาษาสัญลักษณ์แทนภาษาที่เป็นตัวหนังสือ เพราะภาษาภาพหรือสัญลักษณ์นั้นไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาเป็นแสนเป็นล้านปี ทุกคนจะยังเข้าใจความหมายของมันเพราะมันมีความเป็นสากล ผิดกับภาษาที่เป็นตัวหนังสือที่เธอใช้กัน ซึ่งมีความเฉพาะในแต่ละเชื้อชาติ เฉพาะในแต่ละยุคสมัย บางครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่พันปีหรือสองพันปี ภาษานั้นอาจจะไม่มีใครเข้าใจแล้ว สำหรับกรณีของเธอ มันคือการส่งสาส์นถึงตนเองว่า จะต้องมาทำอะไร ครั้งนั้นเธอได้วางแผนที่จะไปทำบางสิ่งบางอย่างในอนาคต ก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่สภาวะแห่งการลืมด้วยการไปเกิดเป็นมนุษย์ผ่านภพชาติ โดยข้อมูลทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในนั้น เธอจงกลับไปถอดรหัสมันด้วยตนเอง” ท่านโภเชอธิบาย
“หมายถึงกรรมวิธีทั้งหมดบรรจุอยู่ในภาพ ภาพเดียวอย่างนั้นหรือครับ แล้วมันจะถูกต้องแม่นยำไหมครับ เพราะมันต้องผ่านการตีความอีก” ผมถาม
“ความถูกต้องแม่นยำในความหมายของเธอคืออย่างไร ถ้ามันหมายถึงว่าเธอจะต้องมาทำอะไรนั้น เมื่อเธอเห็นมันเธอจะรู้ได้ทันทีถ้าเธอมีสภาวะจิตที่ไร้การปรุงแต่ง สำหรับฉันมันจะถูกต้องแม่นยำจนแทบไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย ภาษาสัญลักษณ์เป็นภาษาที่ตรงไปตรงมา มีความเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เผ่าพันธ์ุไหน ก็จะเข้าใจตรงกัน”
“แสดงว่าภาษาสัญลักษณ์แบบนี้ ต้องอาศัยสภาวะจิตแบบที่ท่านบอกประกอบด้วย ถึงจะอ่านได้ใช่ไหมครับ” ผมถาม
“แน่นอนที่สุด มนุษย์โลกที่มีสภาวะจิตแบบนี้เท่านั้นที่จะสามารถไขความลับได้ คนทั้งจักรวาลเขามีสภาวะจิตแบบนี้เหมือนกัน มีแต่มนุษย์โลกเท่านั้นที่ไม่มีสภาวะแบบจิตพระเจ้า เขาจึงไม่สามารถถอดรหัสได้ เพราะส่วนใหญ่เขาจะเชื่อความรู้ ความทรงจำในสมองของตัวเองที่มาจากช่องทางการรับรู้ทั้ง 5 ที่สามารถจับต้องได้มากกว่า ส่วนสภาวะจิตที่คนทั้งจักรวาลมีกัน จะไม่จำกัดเฉพาะแค่นี้ พวกเขาจะใช้ ‘สัมผัส’ ที่มากกว่า ซึ่งมันจะไร้ขีดจำกัด อยู่เหนือกฏของพื้นที่และเวลา มันจะกว้างไกลไร้ขอบเขต โดยภาพหรือสัญลักษณ์ที่เป็นภาษาสากลเหล่านั้น จะทำหน้าที่ไขเข้าไปสู่ข้อมูลที่เขาต้องการ”
“เอาเป็นว่าผมต้องวางใจว่า ผมจะเข้าใจเมื่อผมเห็นมันใช่ไหมครับ” ผมสรุป
“ฉันมั่นใจ เพราะเธอรู้จักกับช่องทางการสัมผัสที่มากกว่า 5 ช่องทางนั้นแล้ว” เขาตอบ
“ท่านครับ แล้วการสัมผัสกับช่องทางนี้ มนุษย์โลกทุกคนสามารถทำได้ไหมครับ” ผมถามต่อ
“ได้…และนี่คือพันธกิจที่เธอจะต้องไปทำ เธอต้องทำหน้าที่ไปบอกกับพวกเขาว่ามีช่องทางนี้อยู่ และนี่ก็คือคำตอบที่ว่าเธอจะต้องไปทำอะไรและอย่างไร ส่วนรายละเอียดเธอต้องไปดูสัญลักษณ์ที่ปรากฏในของชิ้นนี้ ถ้าเธอมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด เธอจะสามารถถอดรหัสและเข้าใจมันได้ แต่หากเธอไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดเธอจะไม่มีวันรู้ความหมายเลย”
“อ้าว…ไหนท่านบอกว่ามั่นใจว่าผมจะทำได้ อย่างนี้ก็ยังไม่แน่อีกใช่ไหมครับ”
“แน่นอน…ว่ามันไม่แน่ มันขึ้นอยู่กับเธอ” เขาตอบ
“ผมคุยกับท่านแล้วปวดหัวจัง ตกลงผมต้องทำอย่างไรครับ ตอนนี้ผมว่างเปล่าจริงๆ นะครับ” ผมพูดแบบเริ่มไม่ค่อยแน่ใจ
“ความมีล้วนเริ่มต้นจากความไม่มี และความไม่มีคือความมีที่มันไม่มี อะไรก็ตามที่เริ่มต้นจากความมี มันจะไม่เหลือพื้นที่ให้กับความมี”
“หมายความว่าอย่างไรครับ ฟังแล้วงงจัง” ผมถาม
“การที่เธอเริ่มต้นจากความไม่มี หรือที่เธอเรียกว่าความว่างเปล่านั้นถูกต้องแล้ว เพราะเท่ากับเธอเป็นเครื่องรับที่บริสุทธิ์ จะไม่มีสิ่งใดเข้ามารบกวน ข้อมูลที่ได้รับจะมีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด” เขาอธิบาย
“ครับ” ผมพูด
“เอาละ…บัดนี้ฉันหมดหน้าที่แล้ว สิ่งที่เธอสมควรต้องรู้ฉันพาให้เธอไปรู้จนหมดแล้ว จากนี้ฉันจะพาเธอกลับไปสู่ชีวิตปรกติ กลับไปสู่หน้าที่ตามที่เธอได้ตั้งปณิธานไว้ และจงกลับไปตามหาเพื่อนของเธอให้เจอโดยเร็ว” ท่านโภเชพูด
“ได้ครับ การที่จิตของผมเดินทางมานานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าป่านนี้ร่างกายที่อยู่ทางโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง” ผมตอบ
“แต่ก่อนจะกลับไป ฉันขอเปลี่ยนสายตาของเธอให้กลับไปเหมือนเดิมก่อนนะ” เขาพูดพร้อมกับเอามือมาวาดที่หน้าผมโดยย้อนกลับในทิศทางที่เคยทำตอนแรก
ทันใดนั้นภาพที่ปรากฏต่อสายตาของผมก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากภาพที่มีคนนับพันนั่งล้อมเป็นวงกลมหลายๆ วง ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ที่ทุกคนนั่งอยู่ท่ามกลางเปลวเทียนดวงน้อยที่ขยับไปมาล้อกับสายลมที่พัดเอื่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นภาพของผมที่ยืนอยู่ในลิฟต์ และกำลังจ้องมองตัวเลขที่ระบุว่าตอนนี้ถึงชั้นไหนแล้ว ความทรงจำของผมก็กลับมาทันทีว่า ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ผมจะเดินทางไปกับท่านโภเชนั้นคือเลข 11 ซึ่งตอนนี้มันก็ยังปรากฏเป็นเลขนั้นอยู่ และมันกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นเลข 12 ซึ่งเป็นชั้นที่ทำงานของผม
“ปิ๊ง…!!” เสียงลิฟต์ดังขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณว่า ขณะนี้ลิฟต์มาถึงชั้น 12 แล้ว จากนั้นประตูก็ค่อยๆ เปิดออก
ผมตกตะลึงและเกิดคำถามมากมายต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น นับตั้งแต่ท่านโภเชพาผมลอยขึ้นจากลิฟต์ พาไปยังก้นมหาสมุทร ดำดิ่งลงไปยังดินแดนมหัศจรรย์ใต้บาดาล เดินทางลึกลงไปยังใต้เปลือกโลกผ่านธารลาวา จนไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดที่เป็นใจกลางของโลก ไปพบกับดวงจิตของพระแม่โลกพระแม่ธรณี ซึ่งที่นั่นทำให้ผมย้อนเวลากลับไปยังอดีตหลายร้อยหลายพันปี ไปพบกับเรื่องราวของตัวเองและของคนอื่นๆ มากมาย ฯลฯ แต่สิ่งที่ผมกำลังสับสนอยู่ในตอนนี้คือ เรื่องราวแห่งกาลเวลาทั้งหมดที่ผมเพิ่งไปเจอมานี้ มันสามารถบรรจุอยู่ในชั่วขณะจิต ที่กินเวลาไม่กี่วินาทีได้อย่างไร
“มีใครลงชั้น 12 ไหมคะ” เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนตรงหน้าแผงตัวเลขพูดขึ้น หลังจากที่ประตูลิฟต์เปิดได้สักพักแต่ไม่เห็นใครเดินออกไป โดยเธอเป็นผู้กดปุ่มให้ประตูเปิดค้างเอาไว้
“ขอโทษครับๆ… ผมเองครับๆ ” ผมรีบพูดขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเธอ และเริ่มคลายจากภวังค์แห่งกาลเวลา
ผมรีบขอทาง แหวกผู้คนที่อัดแน่นอยู่ในลิฟต์ออกไปทันที ผมได้ยินเสียงความคิดของคนในลิฟต์ที่พูดเชิงตำหนิ
“อะไรจะเหม่อลอยได้ขนาดนี้.. เสียเวลาจริงๆ ” เสียงในความคิดของหญิงที่ยืนอยู่หน้าสุด ซึ่งเธอจะต้องออกจากลิฟต์เพื่อเปิดทางให้ผมเดิน
“สมองเบลอขนาดนี้ จะทำงานไหวไหมเนี่ย.. ใครจ้างคนแบบนี้มาทำงานนะ” เสียงตำหนิในความคิดของชายกลางคนที่ใส่สูทผูกเน็กไทอย่างเรียบร้อย ดังขึ้นในหัว ผมเดินก้มหน้าพร้อมกับกล่าวคำขอโทษและรีบเดินตรงไปยังห้องทำงานทันที
“งานพร้อมไหมทิม เรานัดพรีเซ็นต์ลูกค้าตอน 10 โมงเช้านี้นะ” เสียงของพี่อาร์ตไดเร็กเตอร์พูดกับผมขณะกำลังเดินไปที่โต๊ะทำงาน
“พร้อมครับ” ผมตอบสั้นๆ เพราะกำลังปรับสภาพต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น ผมนั่งลงที่โต๊ะพร้อมกับสายตาที่ยังเหม่อลอย
“เฮ้ย…ทิม ไหวไหมเนี้ย นายยังดูไม่ค่อยโอเคนะ” เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ พูด
“แค่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย น่าจะเพราะโดนละอองฝนตอนนั่งรถมาน่ะ” ผมตอบ
“เอาพารา สักเม็ดไหม…” เพื่อนคนนั้นเสนอ
“อ้อ… ไม่ต้องหรอก คิดว่าได้กาแฟสักแก้วคงดีขึ้น” ผมตอบปฏิเสธเพราะรู้ดีว่าอาการที่เกิดกับผมนั้นไม่ใช่จากละอองฝน แต่เป็นเพราะความงุนงงอย่างเฉียบพลันของสมอง ที่ยังไม่สามารถปรับตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ได้แบบทันทีทันใด
“งั้นก็รีบเลย เรามีเวลา 30 นาที” เพื่อนคนนั้นพูด
“ได้ๆ ๆ”ผมตอบ
นับจากวินาทีนั้นจนตลอดทั้งวันผมเข้าสู่โหมดการทำงานของจิตสำนึกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่รีบไปพรีเซ้นต์งาน กว่าจะเสร็จก็เกือบบ่ายโมง หลังจากนั้นก็รีบไปกินข้าว เพราะต้องประชุมเพื่อปรับแก้งานต่ออีก ขณะนี้ผมกลับมาอยู่กับชีวิตจริงเต็มรูปแบบ มีการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างชัดเจน เห็นปฏิกิริยาโต้ตอบกัน เห็นผู้คนแสดงออกทางอารมณ์ต่อกัน ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน ทั้งจากลูกค้าและจากคนอื่นๆ ที่ได้พบเจอ จนผมเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในลิฟต์เมื่อเช้านั้นมันเป็นแค่การมโนไปเอง มันน่าจะเป็นแค่ความรู้สึกอะไรสักอย่างจากจิตที่จินตนาการไปเรื่อยเปื่อย