อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๐๒.

๑๐๒.

ดอกบัวเสี่ยงทาย

“ครั้งหนึ่งในสมัยของพระพุทธเจ้าชื่อ ‘ปทุมมุตระ’ เราทั้งสองได้เกิดเป็นสหายร่วมสมัยกัน ครั้งนั้นเราเดินทางไปเพื่อสักการะพระรูปปทุมมุตระ ยังวิหารศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะขึ้นไปที่วิหารแห่งนั้น เราได้เด็ดดอกบัวไปคนละหนึ่งดอกเพื่อใช้เป็นเครื่องบูชา การเดินทางขึ้นไปบนเขานั้นต้องใช้เวลาพอสมควร เมื่อไปถึงจึงเป็นเวลาใกล้ค่ำ เราจึงรีบนำดอกบัวที่เตรียมมาเข้าไปในวิหารทันที และตัดสินใจที่จะพักค้างแรมใกล้กับบริเวณวิหารแห่งนั้น

หลังจากที่เราทำการสักการะและอธิษฐานเสร็จแล้ว เจ้าก็ถามว่า ข้าอธิษฐานสิ่งใด ข้าจึงตอบไปว่า ข้าขอให้ข้าได้เป็นพุทธเจ้าในอนาคตกาล เมื่อเจ้าได้ยินดังนั้นเจ้าก็บอกว่า เจ้าก็อธิษฐานจิตเช่นนั้นเหมือนกัน”

“จากนั้นเราจึงใช้ดอกบัวที่นำมาบูชานั้นเป็นเครื่องเสี่ยงทายว่าใครจะได้เป็นพุทธเจ้าก่อนกัน โดยข้านำแจกันที่วางอยู่ที่นั่นมาใส่น้ำและนำไปตั้งไว้ซ้ายขวาขององค์เทวรูป แล้วจึงนำดอกบัวของข้าไปปักไว้ด้านซ้าย ส่วนของเจ้าปักไว้ด้านขวา โดยเราทั้งคู่ได้ตั้งจิตอธิษฐานร่วมกันว่า หากใครได้เป็นพุทธเจ้าก่อนขอให้ดอกบัวของคนนั้นบานก่อนในวันรุ่งขึ้น”

“ก่อนรุ่งสางด้วยความอยากรู้ว่าผลของการเสี่ยงทายว่าจะเป็นเช่นไร ข้าจึงแอบเข้าไปในวิหารขณะที่เจ้ายังหลับอยู่ เมื่อไปถึงก็พบว่าดอกบัวของเจ้าบานก่อน ข้าจึงแอบสลับดอกบัวที่บานนั้นให้เป็นของข้าและมาปลุกเจ้าทำทีชวนไปดูพร้อมกัน เมื่อเจ้าเห็นดังนั้น เจ้าจึงเอ่ยปากยืนยันต่อข้าว่า ข้าจะได้เป็นพุทธเจ้าก่อนเจ้าอย่างแน่นอน”

“ในวันถัดมาเจ้าเห็นในนิมิตว่าข้าแอบไปสลับดอกบัว แต่ด้วยเจตจำนงที่ได้ลั่นวาจาไปแล้ว เจ้าจึงไม่ทักท้วงแต่อย่างใด ซึ่งในนิมิตนั้นมันได้แสดงภาพผลลัพธ์ของการสลับเวลานี้ไว้ว่า ในสมัยที่ข้าได้เป็นพุทธเจ้า อายุศาสนาของข้าจะกินเวลาถึง 5,000 ปี แต่เนื่องจากบุพกรรมที่ข้าแอบสลับดอกบัว จึงทำให้ในช่วงกึ่งสมัยนั้น ศาสนาของข้าจะต้องพบกับวิบากแห่งความเสื่อม เหล่ากองทัพธรรมของข้าจะใช้นามของข้าทำให้เกิดความเสื่อมเสีย จะทำให้ศาสนาของข้ามัวหมองตกต่ำ ไร้ศักดิ์ศรี”

“และวันหนึ่งเจ้าก็มาเล่าเหตุการณ์ในนิมิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตอนที่ศาสนาของข้ามีอายุได้กึ่งหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับเรื่องที่เจ้ากำลังเล่าให้ข้าฟังนี้ราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน” พระพุทธเจ้าอธิบาย

“ข้าฯ เล่าเรื่องเหล่านั้นไว้ว่าอย่างไรหรือขอรับ” อชิตะถาม

“เจ้าบอกว่าเมื่อศาสนาของข้ามีอายุได้กึ่งหนึ่ง มนุษย์จะใช้เงินที่เป็นดั่งแผ่นใบลาน จับจ่ายกันอย่างฟุ่มเฟือย จะไม่มีความซื่อสัตย์ มีแต่ความทุจริตคิดชั่ว เวลานั้นจะมีสรรพวัตถุบังเกิดขึ้นบนโลกมากมาย มีเครื่องใช้สอยที่แปลกประหลาดนานาชนิด มนุษย์จะใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ไม่ได้ปั่นและทอด้วยกี่ มนุษย์ทั้งชายหญิงจะนุ่งผ้าลายเหมือนหนังตะกวด จะใส่เสื้อมีแขนสั้น แขนยาว แขนกุด จะนุ่งซิ่นที่รัดขา มีทั้งขาสั้น ขายาว และขากุด หญิงชายจะนุ่งผ้าเหมือนกันจนแยกไม่ออก แลดูเป็นชายก็ไม่จริงหญิงก็ไม่แท้ มนุษย์จะได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ จะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น และที่สำคัญพวกเขาจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายนานัปการ”

“ที่สำคัญศาสนาของข้าจะเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดในช่วงกึ่งสมัย แต่เจ้าได้รับปากกับข้าว่า จะไปช่วยกอบกู้ให้เกิดความถูกต้อง จะมาช่วยปรับความเห็นผิดให้กลายเป็นเห็นถูก จะช่วยทำลายความยึดมั่นถือมั่นอันเกิดจากขนบจารีต ที่ทำให้จิตไร้อิสรภาพ ซึ่งตรงกับภาพนิมิตที่เจ้าถามข้าว่ามันหมายความว่าอย่างไร อาคารรูปโดมสีแดงนั้น นัยหนึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของความเป็นศาสนา ที่เวลานั้นเปรียบเสมือนเป็นองค์กรที่ปิดกั้น กักขัง เปรียบเสมือนเป็นสถาบันที่ทำให้มนุษย์ไร้อำนาจในตนเอง รวมถึงเหล่าสมาชิกสถาบันเองก็กลายเป็นนกแก้ว นกขุนทอง ที่ไร้ปัญญา ไม่สามารถเข้าถึงจิตพุทธะในตนเองได้ และอีกนัยหนึ่งเปรียบเสมือนคนทั้งโลกกำลังตกอยู่ในพันธนาการแห่งความกลัว จากองค์กรที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง และเจ้าจะต้องไปทำหน้าที่ปลดปล่อยพวกเขา”

“เวลานั้นสถานภาพของข้าไม่มีแล้ว ไม่ได้มีบทบาทที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้อีกแล้ว และเจ้าคือผู้ที่ตั้งใจจะไปเริ่มต้นยุคของเจ้า เพื่อช่วยทำให้ศาสนาของข้าดำเนินต่อไปจนครบ 5,000 ปี” พระพุทธเจ้าอธิบาย

“ท่านโภเชครับผมขอถามแทรกตรงนี้นิดหนึ่งได้ไหมครับ” ผมหยุดการมองเห็นภาพ การสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับอชิตะไว้ชั่วคราว

“ถามอะไรรึ” ท่านโภเชถามกลับ

“ถ้าอย่างนั้นการปรากฏตัวของผม ณ ปัจจุบันนี้ มันก็ยังไม่ใช่เวลาที่แท้จริงของการเป็นพุทธเจ้าใช่ไหมครับ” อชิตะถาม

“ทั้งใช่และไม่ใช่ ถึงแม้ว่าช่วงเวลานี้จะเลยครึ่งหนึ่งของอายุพุทธศาสนามาแล้ว และยังมีเวลาที่จะดำเนินต่อไปจนครบ 5,000 ปี  ซึ่งเป็นการมองแบบจำแนกเป็นยุคๆ โดยมีพระพุทธเจ้าหนึ่งคนต่อหนึ่งยุค โดยมีเวลาเริ่มต้นยุคที่หนึ่งและมาจบที่ยุคที่สอง แต่หากมองแบบกว้างหรือมองแบบมหายุคที่กำลังเกิดขึ้น ที่มีการแบ่งเป็นสองยุคใหญ่ๆ โดยใช้หลักการแบ่งเป็นยุคแห่งความมืดกับยุคแห่งความสว่าง โดยทั้งสองยุคใหญ่ๆ นี้จะกินอาณาเขตของเวลาที่ยาวนานมาก หากเทียบกับจำนวนการอุบัติขึ้นของพุทธเจ้าที่ผ่านมา จะมากมายเป็นแสนๆ คนเลยทีเดียว การมาของเธอในช่วงเวลานี้ มันจึงเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของมหายุค ที่จะสืบต่อไปอีกเป็นล้านๆ ปี โดยมีเวลาในยุคของพุทธเจ้าโคดม คาบเกี่ยวระหว่างกลางของทั้งสองยุคใหญ่นี้” เขาตอบ

“ถ้าอย่างนั้นที่ในตำนานบอกว่า เมื่อสิ้นยุคของพระพุทธเจ้า 5,000 ปีแล้ว โลกจะว่างเว้นจากการมีพระพุทธเจ้าไปอีกนานแสนนาน จึงจะเข้าสู่ยุคของพระศรีอริยเมตไตรยนั้น ก็ไม่ถูกต้องนะสิครับ” ผมถาม

“เธอต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียใหม่ หากมีการนับอายุศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เป็น 5,000 ปี ซึ่งเวลานี้ได้ดำเนินมาแล้วครึ่งทาง และอย่างที่เธอรู้มาว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่มีความเสื่อมสูงสุด แล้วเธอก็อาสาที่จะมาแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น และเมื่อเธอสามารถปรับแก้การเข้าใจผิดนี้ได้สำเร็จ ซึ่งหมายความว่า เธอสามารถนำพาผู้คนเกือบทั้งโลกเข้าถึงความจริงสูงสุดได้ด้วยตนเอง หรือที่ภาษาของเธอเรียกว่า ‘บรรลุสัจธรรม’ ก็จะเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะปรากฏการณ์นี้จะเกิดกับคนทั่วทั้งโลกพร้อมๆ กัน”

“เธอลองนึกดูดีๆ ว่า นับจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น หากตลอดระยะเวลา 2,500 ปีที่เหลือนี้คือช่วงเวลาแห่งสันติสุข ในเมื่อผู้คนเข้าใจสัจธรรมไปตลอดจนครบ 5,000 ปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ โลกจะไม่กลับเข้าสู่ความเสื่อมอีกแล้ว ดังที่ฉันได้บอกไปแล้วว่า เอกภพของเธอกำลังเดินทางเข้าสู่พรมแดนใหม่ในมหาอนันตจักรวาล ถึงแม้จะไม่มีชื่อของพระพุทธเจ้าใดๆแล้ว แต่ผู้คนบนโลกก็ยังสามารถวิวัฒน์ตนเองได้ และส่งต่อการวิวัฒน์นี้ไปสู่คนรุ่นต่อไปได้ เธอลองใช้จินตนาการสำรวจโลกอนาคตดูเองก็ได้ว่า สภาพจะเป็นเช่นไร”

“และเนื่องจากโลกได้รับการยกระดับด้วยน้ำมือของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะเคยสัญญากับพระพุทธเจ้าไว้ว่า จะมาช่วยแก้ไขความเห็นผิดให้กับชาวโลก โดยทำให้ทุกคนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่าพุทธะ และนำพาทุกคนไปเป็นพุทธะหรือเป็นพระเจ้าได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้คือการอุบัติขึ้นของเธอ ชื่อของเธอได้ปรากฏขึ้นแล้ว ภารกิจของเธอปรากฏขึ้นแล้ว ผลลัพธ์แห่งการปรับเปลี่ยนยุคสมัยได้ปรากฏขึ้นแล้ว ซึ่งสำหรับจักรวาล นี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘ยุคทอง’ ยุคที่จะเป็นผลงานชิ้นเลิศของเธอ ยุคที่อาณาจักรที่อยู่ภายใต้ชื่อของเธอ เป็นยุคที่ทุกคนตั้งตารอนั่นคือ ‘ยุคพระศรีอาริย์’ หากเปรียบอายุ 5,000 ปีของศาสนาพระโคดมเป็นยุค อายุของยุคพระศรีอาริย์จะกินเวลานานกว่าหลายเท่าตัวหรือราว 80,000ปีและผลพวงของมันก็จะยังดำเนินไปอย่างยาวนานอีกเป็นล้านๆ ปี ซึ่งจะเป็นมหายุคที่ปราศจากพระพุทธเจ้าไปอีกนานแสนนาน เหตุเพราะว่าไม่มีความเสื่อมจึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาอุบัติอีก โลกได้ผ่านกระบวนยกระดับแล้ว มนุษย์ได้พบกับศานติสุขแล้ว”

“และนี่คือรหัสที่สหายของเธอในครั้งนั้น แอบสลับดอกบัว เพราะที่จริงเธอจะต้องมาเป็นพระพุทธเจ้าก่อนเขา บุพกรรมนี้จึงทำให้มีความคาบเกี่ยวทับซ้อนกัน ทางด้านจุดสิ้นสุดของยุคพุทธโคดมกับยุคของเธอ เข้าใจไหม” ท่านโภเชอธิบายเสริม

“เข้าใจแล้วครับ นี่คือความสัมพันธ์ด้านเจตจำนงที่ทับซ้อนกันจนส่งผลให้มีการคาบเกี่ยวกันใช่ไหมครับ” ผมตั้งข้อสังเกต

“ใช่ เอาละ หากเธอเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว เรากลับไปที่เหตุการณ์ในคืนที่เธอสนทนากับพระพุทธเจ้าต่อดีไหม” ท่านโภเชถาม

“มันยังมีอะไรอีกไหมครับ ถ้าไม่มีอะไรก็ไปต่อได้เลยครับ” ผมตอบ

“มีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง” ท่านโภเชพูด

“เรื่องอะไรหรือครับ ถ้าเกี่ยวข้องก็ดูให้ครบไปเลย” ผมถาม