๑๐๔.
โลกอนาคต
ทันทีที่เขาตั้งคำถามว่า “โลกอนาคตมีลักษณะเป็นเช่นไร” ผมก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกถาม ซึ่งจิตของอชิตะและจิตของผมที่จริง คือจิตเดียวกันหากตัดเรื่องเวลาออกไป จึงเกิดการประสานความรู้ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ประสบการณ์และความเข้าใจที่เป็นปัจจุบันของผมทั้งหมดก็กลายเป็นประสบการณ์ของอชิตะไปทันที
“เห็นแล้วขอรับ” อชิตะพูดโพล่งขึ้น
“เธอเห็นสิ่งใด จงบอกเล่าให้เพื่อนของเธอรับรู้ไปตามนั้นเถิด” พระพุทธเจ้าพูดเหมือนจะรู้ว่า ขณะนี้อชิตะรับรู้ประสบการณ์ของผมได้แล้ว
“ข้าพระเจ้าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุดอกว่า สิ่งที่ปรากฏกับข้าฯ ณ ขณะนี้มาจากไหน ข้าฯ รู้เพียงแต่ว่าจู่ๆ ความรู้ทั้งหมดก็ปรากฏขึ้น แต่ปัญหาสำคัญคือข้าฯ จะอธิบายสิ่งที่ข้าฯ รู้นี้ให้พวกท่านเข้าใจตรงกับข้าฯ ได้อย่างไร ที่จริงข้าฯ รู้ว่าสิ่งที่ข้าฯ เห็นนั้นมันคืออะไรและมันทำงานอย่างไร แต่มันเป็นสิ่งที่พวกท่านรวมถึงตัวข้าฯ เอง ณ ตอนนี้ไม่รู้จัก ต่อให้ข้าฯ บอกคำที่คนสมัยนั้นเขาเรียกกัน ท่านก็จะยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี สิ่งที่ข้าฯ พอจะบอกได้คือ อธิบายโดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่ท่านทั้งหลายเคยเห็นและเคยมีประสบการณ์ ณ ช่วงเวลานี้เท่านั้น” อชิตะเกริ่น
“ท่านเห็นสิ่งใดบ้าง กรุณาบรรยายให้พวกเราฟังเถิด” เสียงของพระเจ้าปเสนทิโกศลเร่งเร้า
“สิ่งแรกที่ปรากฏในมโนของข้าฯ ในตอนนี้คือ เวลานั้นมนุษย์จะสามารถบินไปบนท้องฟ้าด้วยยานเหาะลำใหญ่”
“โอ้ๆ ๆ ๆ….” เสียงของทุกคนในที่นั้นดังอื้ออึงขึ้นด้วยความแปลกใจกับเรื่องราวที่ได้ยิน
“ยานนี้ทำจากโลหะมีปีกเหมือนนก สามารถบรรจุคนได้หลายร้อยคนและบินได้สูงเทียมเมฆ มันบินได้เร็วมากจนสามารถเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ที่ปรกติเราต้องใช้เวลาเดินทางกันเป็นเดือนๆ แต่พวกเขาจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม”
“โอ้…โลกอนาคตนี่ช่างมหัศจรรย์เสียจริง” นางปชาบดี ที่ขณะนี้มาบวชเป็นภิกษุณีประจำอยู่ที่วัดบุปผารามแสดงความเห็น
“ใช่ๆ… น่าตื่นเต้นจริงๆ แล้วท่านเห็นอะไรอีกบ้างล่ะ อชิตะ” พระเจ้าปเสนทิโกศลสนับสนุนและถามด้วยความอยากรู้
“คนที่โดยสารอยู่บนยานเหาะลำนั้น จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่างได้ผ่านช่องหน้าต่าง มองเห็นภูเขาที่เคยสูงเสียดฟ้าเป็นเหมือนกองดินกองทราย เห็นป่าเขาลำเนาไพรเป็นเสมือนผืนหญ้าที่อ่อนนุ่ม เห็นแม่น้ำลำคลองเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยที่แตกแขนง เห็นท้องทะเลและเกาะแก่งน้อยใหญ่เป็นเหมือนสระอโนดาตจำลอง ในเขตพระราชอุทยาน เห็นบ้านเรือนปลูกติดๆ กันเป็นตารางรูปสี่เหลี่ยม เห็นหอคอยที่สูงชะลูดเหมือนกับเสาหินยักษ์ ที่ประดับประดาด้วยแผ่นกระเบื้องใส ยามค่ำคืนหอคอยเหล่านั้นจะสว่างไสว มีแสงระยิบระยับ หลากสีสันดุจแสงจากอัญมณี มองเห็นเส้นทางสัญจรในยามค่ำคืนเหมือนแม่น้ำที่ไหลสวนทางกัน ฝั่งหนึ่งไหลไปเป็นสีแดงอีกฝั่งหนึ่งไหลกลับเป็นสีขาว” อชิตะอธิบายจากภาพที่ปรากฏในมโนคติ ตามความทรงจำของผม
“การเดินทางภาคพื้นดิน ผู้คนสมัยนั้นจะมียานพาหนะที่มีล้อคล้ายเกวียนแต่ไม่ต้องใช้โคเทียม ยานนี้จะเคลื่อนที่ได้เองเพียงใส่น้ำที่จุดไฟติด มันจะพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วเหนือกว่าม้าที่เร็วที่สุดหลายสิบเท่า เสียงคำรามของมันจะดังกึกก้องราวกับเสียงของพลุตะไล ผู้คนจะใช้พาหนะนี้กันอย่างแพร่หลาย จนเจ้าเมืองผู้ปกครองแว่นแคว้นต่างๆ ต้องใช้ทรัพย์สินทั้งหมด ไปกับการก่อสร้างลู่ให้ยานเหล่านี้สัญจร ลู่นี้จะถูกสร้างเป็นโครงข่ายโยงใยถึงกัน มีทั้งที่อยู่บนพื้นดิน มีทั้งลอยบนอากาศ มันจะซ้อนกันไปมาราวกับใยแมงมุม มีทั้งมุดลงใต้ดินหรือลอดอยู่ใต้แม่น้ำ ลู่นี้จะถูกสร้างไปทุกหนแห่ง ลัดเลาะไปตามป่าเขา บางแห่งต้องเจาะเข้าไปในภูเขาหินจนกลายเป็นอุโมงค์ทะลุไปอีกด้านหนึ่ง”
“เวลานั้นบ้านเมืองจะมีความเจริญทางวัตถุมาก ผู้คนจะอาศัยอยู่บนหอคอยสูงที่มีบ้านซ้อนกันเป็นร้อยๆ หลัง การเดินทางขึ้นไปบนหอคอยนั้นจะต้องเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมที่มีประตูเปิดปิดเอง ในนั้นจะปรากฏตัวเลขระบุจำนวนของบ้านที่อยู่บนนั้นทั้งหมด เพียงเลือกตัวเลขที่ต้องการและยืนรออยู่ตรงนั้น ประตูจะไปเปิดที่บ้านหลังนั้นโดยไม่ต้องเดินสักก้าวเดียว”
“โอ้ วิเศษแท้…” นางภัททริการำพึงออกมา
“นอกจากนี้ ผู้คนในสมัยนั้นจะมีกระจกวิเศษ ที่ทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกันคนละเมืองคนละแคว้นหรือคนละทวีป สามารถสนทนาและเห็นหน้ากันเสมือนว่ากำลังนั่งอยู่ด้วยกัน ผู้คนทั้งโลกจะรู้จักกันผ่านกระจกวิเศษที่อยู่ภายใต้จอมแหยักษ์ที่มองไม่เห็น พวกเขาจะสามารถทำมาค้าขายกันโดยไม่จำเป็นต้องมาเจอตัวกัน พวกเขาจะมีร่างใหม่ที่เป็นตัวเขา ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพลวงตา เขาจะท่องไปได้ทุกที่บนโลก แม้ว่าตัวจริงจะกำลังอยู่ในบ้าน ภายใต้จอมแหยักษ์นี้จะมีทุกอย่างที่เขาต้องการ เพียงแค่พูดหรือเขียนความต้องการใส่ลงไปในกระจกวิเศษนั้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ที่ไหนในโลก มันจะถูกส่งมาให้เขาถึงบ้าน โดยไม่ต้องแลกด้วยเหรียญทอง แต่แลกด้วยตัวเลขที่เป็นเพียงอากาศธาตุ” อชิตะบรรยายสิ่งที่เขาเห็น
“ฉันอยากเห็นกระจกวิเศษนั้นจริงๆ ทุกคนสามารถครอบครองมันได้อย่างนั้นหรือ” นางอุตตราถาม
“ทุกคนในโลกอนาคตจะมีกระจกวิเศษชิ้นนี้ เพราะมันราคาถูก และนอกจากพวกเขาจะใช้กระจกวิเศษนี้ในการสนทนา และเลือกหาสิ่งของที่ตนเองต้องการแล้ว กระจกวิเศษอันนี้ยังเป็นเหมือนหน้าต่าง ที่เขาจะเข้าไปชมมหรสพและความรู้นานาชนิด มีทั้งนาฏศิลป์, คีตศิลป์, ดุริยางคศิลป์, วรรณศิลป์ มีทั้งศาสตร์ความรู้ทุกแขนง แบบไม่มีประมาณ ผู้คนจะสามารถเรียนวิชาต่างๆ ได้ภายใต้แผ่นกระจกอันนี้ ทั้งสามารถเรียนได้แบบเปิดเผยและแบบเป็นความลับ มีทั้งเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ และทั้งเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก สิ่งที่เห็นในนั้นจะเป็นภาพฉายที่เคลื่อนไหวได้ ราวกับเหตุการณ์เหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าจริงๆ”
“พวกเขาจะสร้างเครื่องจักรที่เลียนแบบมนุษย์ แต่ทว่ามีความสามารถมากกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่า เช่นแขนยักษ์ที่ใช้ยกของหนัก มือที่ทำงานโดยไม่ต้องหยุดพัก หรือใช้ให้มันทำงานที่ละเอียดอ่อนแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้” อชิตะอธิบายเสริม
“โลกอนาคตนี้ช่างอัศจรรย์แท้หนอ ผู้คนเวลานั้นคงจะมีความสุข มีชีวิตสะดวกสบาย ดั่งกับอยู่ในโลกทิพยวิมานกันเลยใช่ไหม ท่านอชิตะ” นางอุบลวรรณาถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น