๓๔.
พุทธนิมิตร
“ข้าอดนึกอิจฉาคนในอนาคต ที่จะได้เกิดในยุคของพระองค์ ยุคที่จะมีแต่สันติสุข ผู้คนจะงดงามทั้งกายและใจ ผู้คนจะมีอายุยืนยาว ข้าคิดว่ามันคงจะเป็นโลกที่น่าอยู่ยิ่งนัก เจ้าว่าไหม..ไกรศร” เขาหันมาพูดกับผมอีกครั้ง
“พะยะค่ะ” ไกรศรตอบด้วยคำเดิม
“นี่เจ้าจะไม่พูดอะไรกับข้าบ้างรึ” พระอินทราชาพูดยิ้มๆ พร้อมกับเอื้อมมือมาจับที่ไหล่ของผมอย่างสนิทสนม
ผมสังเกตว่ามีสายตาแห่งความริษยาจากเสนาบดีคนหนึ่งปรากฏขึ้นโดยที่ไกรศรไม่รู้ตัว แต่ผมรู้ดีเพราะผมรับรู้ความรู้สึกของทุกคน
“พะยะค่ะ กระหม่อมกำลังรู้สึกซาบซึ้งตามคำที่พระองค์กล่าวพะยะค่ะ” เสียงของเขาตอบ
“จริงสิ ข้าคิดจะถามเจ้าหลายครั้งแล้วว่า ทำไมเจ้าถึงปั้นรูปขององค์พระศรีอริยเมตไตรย ให้มีเครื่องทรงและมีพระพักตร์ที่ดูน่าเกรงขามเช่นนี้ เจ้าเอารูปแบบนี้มาจากไหนรึ” เขาถามอีก
“จากนิมิต ในขณะที่กระหม่อมครึ่งหลับครึ่งตื่นพะยะค่ะ” เสียงของไกรศรตอบอย่างระมัดระวัง
“เจ้านิมิตเห็นเป็นเยี่ยงไร เล่าให้ข้าฟังได้ไหม” เขาถาม
“ในนิมิตหม่อมฉันเห็นองค์พระศรีอริยเมตไตรย ไม่ใช่นักบวชพะยะค่ะ พระองค์เปรียบเสมือนเป็นกษัตริย์ แต่ไม่ใช่กษัตริย์ที่ปกครองแคว้นใดแคว้นหนึ่ง แต่พระองค์เปรียบประดุจมหาจักรพรรดิที่ปกครองทุกอาณาจักรทั่วทั้งปฐพี พระองค์มีสมบัติมากมาย และที่หม่อมฉันปั้นให้พระองค์สวมใส่เครื่องทรงแบบกษัตริย์นั้น หม่อมฉันรู้สึกว่ายังไม่สมกับพระบารมีที่หม่อมฉันเห็นในนิมิตแม้สักเสี้ยวเดียว และที่ปั้นพระพักตร์ให้ดูน่าเกรงขาม เพราะกระหม่อมรู้สึกถึงพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ไพศาล ที่สามารถทำลายเหล่าอธรรมให้ราพณาสูรไปได้พะยะค่ะ” เสียงไกรศรอธิบาย
“ถึงแม้เจ้าจะบอกว่า เจ้ายังปั้นออกมาได้ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของที่เจ้าเห็นในนิมิต ข้าก็ยังรับรู้ได้ถึงพุทธานุภาพมากเยี่ยงนี้ เห็นทีว่าเราจักต้องจัดงานสมโภชพระพุทธรูปองค์นี้ ให้สมพระเกียรติเสียแล้ว” พระอินทราชาพูด
ระหว่างที่ผมกำลังหมอบต่อหน้าพระพักตร์ของพระอินทราชาอยู่นั้น พลันสายตาผมก็ไปสบกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอคือหนึ่งในนางสนมที่ติดตามเสด็จฯ แต่เธอนั่งอยู่แถวท้ายๆ ผมรู้สึกว่าไกรศรเกิดความต้องตาต้องใจกับหญิงสาวคนนี้ เพราะผมสังเกตว่า หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นเธอ เธอเป็นสาวแรกรุ่นอายุไม่ถึงยี่สิบปี ผิวขาว ตัดผมสั้นเกือบเกรียน เหลือข้างบนเป็นพุ่ม เขามองเธอกลับไปกลับมาหลายรอบ ทุกครั้งที่เขามองไปก็จะสบตากับเธอทุกครั้ง ผมรู้ว่าหญิงสาวคนนี้มีความพิสมัยไกรศรเช่นกัน เมื่อผมเห็นเธอคนนี้ ผมก็รู้ทันทีว่านี่คือโคฮารุ แต่ไกรศรไม่รู้หรอกว่าที่เขารู้สึกต้องตาต้องใจกับนางคนนี้เพราะเหตุผลอะไร
“ท่านโภเชครับ ผมเจอโคฮารุแล้วครับ ท่านคิดว่าการที่ไกรศรรู้สึกต้องตาต้องใจกับหญิงคนนั้นเพราะเขาเห็นเธอสวย หรือเพราะจิตของผมรู้ว่าเธอคือภรรยาของเขาในอนาคตครับ” ผมถามท่านโภเชในความคิด
“จิตวิญญาณภายในหรือที่เธอเรียกกันว่าจิตใต้สำนึกนี้ แท้ที่จริงแล้วมันไม่มีกาลเวลา วันหนึ่งในอนาคต เมื่อเธอมีทักษะมากพอที่จะย้อนกลับมาดูตนเองในอดีต หรือกลายเป็นคนที่ยืนอยู่บนอัฒจันทร์ในสนามกีฬา ซึ่งที่จริงเธอไม่ต้องทำแบบที่เธอกำลังทำในเวลานี้เลยก็ได้ เพราะจิตที่เป็นอนาคตนี้ก็สถิตอยู่กับตัวเธอทุกขณะจิตอยู่แล้ว ตอนนี้ตัวเธอที่เป็นอนาคตอันไกลก็กำลังมองดูเธออยู่แบบซ้อนๆ กันอย่างนี้ ดังนั้นหากให้ฉันตอบคำถามจากกรณีของเธอตอนนี้ มันจึงเป็นกรณีที่สองคือ เพราะเธอรู้ว่า หญิงคนนั้นคือภรรยาของเธอ เธอจึงส่งความรู้สึกนี้ไปยังจิตของไกรศร ณ เวลานั้นให้เขารู้สึกถึงความพิเศษบางอย่าง สิ่งนี้อาจจะเรียกได้หลายอย่าง เรียกบุพเพสันนิวาสก็ได้ รักแรกพบหรือเรียกสัมผัสที่ 6 ก็ได้ เพราะทั้งหมดมันมาจากจิตวิญญาณภายในที่ไม่ขึ้นอยู่กับพื้นที่และเวลา” ท่านโภเชตอบ
“ฟังแล้วงงดีแท้ ถ้าผมไม่ได้มาเห็นในจังหวะนี้ คือผมไม่ได้ย้อนมาในเวลานี้ ไกรศรเขาจะยังรู้สึกแบบนี้ไหมครับ” ผมถามต่อ
“รู้สึกสิ ที่เธอย้อนมาดูก็เป็นเธอในปัจจุบันและเป็นเธอในอนาคต ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นเธอ ดังนั้นเธอจะมาหรือไม่มา มันก็จะยังส่งความรู้สึกถึงกันอยู่ดี” เขาตอบ
“ผมว่าผมงงหนักกว่าเดิมอีกครับ” ผมพูด
“ถ้าเธอยังคิดบนพื้นฐานของการมีเวลา เธอก็จะไม่มีวันเข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก” เขาตอบ
“ช่างเถอะครับผมแค่สงสัย ปล่อยให้มันเป็นข้อสงสัยต่อไปก็ได้ครับ”
“ไกรศร…ไกรศร… นี่เจ้ายังฟังข้าอยู่หรือไม่” เสียงของพระอินทราชาเรียกชื่อผมย้ำถึงสองครั้ง ขณะที่ผมกำลังสนทนากับท่านโภเชและกำลังอยู่ในภวังค์แห่งความรัก
“พะยะค่ะๆ…ฟังอยู่พะยะค่ะ” เขาตอบแบบตะกุกตะกัก
“เจ้าคิดอะไรอยู่รึ ดูเหม่อลอยชอบกล” พระอินทราชาถาม
“ไม่มีอะไรพะยะค่ะ… แค่กระหม่อมมีความรู้สึกแปลกๆ กับตัวเอง ณ เวลานี้ เหมือนจะเห็นภาพของอนาคตแต่ก็ไม่ใช่” ไกรศรตอบแต่ไม่กล้าตอบตามตรง
“เจ้านี่มีอะไรแปลกๆ เสมอ แต่ข้าก็ชอบเรื่องแปลกๆ ของเจ้านะ ว่าแต่เจ้าเห็นอะไรรึ” เขาพูด
“อยู่ดีๆ หม่อมฉันก็เห็นภาพของผู้คนที่มีแต่ความสงบสุข ไม่มีสงคราม ไม่มีทหาร ไม่มีอาวุธ ไม่มีความแห้งแล้ง มีแต่พืชพันธ์ุธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์พะยะค่ะ” เขาตอบ
“คงจะเป็นนิมิตจากแดนสุขาวดี แดนพุทธเกษตรขององค์พระศรีอริยเมตไตรยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกระมัง” พระอินทราชาตั้งข้อสังเกต
“อาจจะใช่พะยะค่ะ” ไกรศรตอบ
“ท่านโภเชครับ ทำไมไกรศรเขาถึงเห็นภาพแบบนั้นล่ะครับ ผมไม่ได้ส่งความคิดอะไรถึงเขาเลยนะครับ” ผมถาม
“ฉันพูดเสมอว่า จิตวิญญาณไม่มีกาลเวลา มันจึงไม่มีการเรียงลำดับก่อนหลัง เรื่องแรก สิ่งที่เขารู้สึกคือทั้งหมดที่อยู่ในตัวเธอ และขณะนี้เธอก็เปรียบเสมือนเป็นจิตวิญญาณที่สถิตในตัวเขา จิตวิญญาณที่รู้อะไรมากกว่าที่ตัวเขารู้ ซึ่งขณะนี้มันก็คือปัจจุบันที่เป็นของเธอ และมันก็เป็นจิตวิญญาณที่มีสภาวะแห่งอนาคตสถิตอยู่ในตัวเธอด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเมื่อไหร่ที่เธอสำรวจความรู้สึกที่ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดจากการคิด ณ เวลานั้น เธออาจจะเห็นภาพทั้งหมดได้ แต่การเห็นก็อาจจะไม่ใช่การเห็นแบบที่ตาเห็น การเห็นนั้นมันจะคล้ายกับสิ่งที่เธอเรียกมันว่า ‘เห็นจากความรู้สึก’ เรื่องที่สองคือความรู้สึกที่เขามีต่อโคฮารุ ซึ่งตอนนี้คือผู้หญิงคนนั้น โคฮารุเป็นเหมือนสะพานเชื่อมให้เขาได้สัมผัสกับภาพที่ชัดเจนมากขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่มีสัญลักษณ์บางอย่างที่เป็นสื่อกลางเชื่อมถึงกัน ความเข้าใจหรือการเห็นด้วยความรู้สึก ที่เป็นตัวเธอทั้งในอดีตและในอนาคตมันก็จะปรากฏชัดขึ้น ภาพความประทับใจที่เกี่ยวกับดาวทึงร่าที่เธอเพิ่งจากมา ภาพของผู้คนที่สวยงามและภาพของชีวิตที่สงบสุขสมบูรณ์แบบ จึงเกิดการเชื่อมโยงถึงกัน” เขาอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้น ที่บางครั้งผมรู้สึกอะไรแปลกๆ ที่ไม่ใช่เกิดจากความคิด มันก็มาจากจิตวิญญาณที่ไม่มีกาลเวลาเหมือนกันใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว…” เขาตอบ
“ท่านอำมาตย์ ช่วยแจ้งโหรหลวงให้เตรียมฤกษ์ยาม สำหรับการจัดงานสมโภชองค์พระศรีอริยเมตไตรยนี้ด้วย” พระอินทราชาหันไปสั่งการกับอำมาตย์ผู้ติดตาม
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ…” ท่านอำมาตย์ตอบ
“และข้าจะขอตั้งชื่อพุทธประติมานี้ว่า ‘พุทธนิมิตรพิชิตมาร’ ตามที่ไกรศรเล่าให้ข้าฟังเมื่อสักครู่นี้ด้วย” พระอินทราชากำชับพร้อมกับเอามาแตะที่ไหล่ไกรศร เหมือนกับให้ความสำคัญกับเขา
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ…” อำมาตย์คนนั้นตอบรับ พร้อมกับแอบปล่อยกระแสแห่งความริษยาออกมาจนผมรับรู้ได้อย่างชัดเจน