๓๖.
แผนการ
“ข้าขออภัยนะหากคำพูดของข้า ทำให้เจ้ารู้สึกไม่สบายใจ ข้าแค่พูดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจของข้าเท่านั้น” ไกรศรพูด
“มิได้ ท่านไกรศร ที่ข้านิ่งเงียบนี้มิใช่ว่าข้ารู้สึกเคืองเจ้า…แต่ข้ากำลังคิดเรียบเรียงคำพูดว่าจะพูดกับเจ้าอย่างไรดี ข้ารู้ดีว่าสิ่งที่ข้าจะพูดออกไปนี้ในความรู้สึกของเจ้ามันมิบังควร โดยเฉพาะต่อเจ้าเหนือหัวที่เจ้าและข้าให้ความเคารพ เจ้าฟังข้าดีๆ นะ ข้าจะพูดความจริงที่กำลังเกิดขึ้นให้เจ้าฟัง และทั้งหมดนี้มันคือแผนการที่เราต้องช่วยกัน”
“แผนการอะไรรึ…” ไกรศรถาม
“เจ้ารู้ใช่ไหมว่า อำมาตย์เลื่อมคือบิดาของข้า” เธอถาม
“ข้ารู้” เขาตอบ
“พ่อข้า นำข้ามาถวายตัวเป็นสนมแด่เจ้าเหนือหัว ตั้งแต่ข้ายังอายุแค่ 16 ปี ซึ่งเวลานั้นพระองค์ก็มีพระชนมายุเกือบจะ 80 ชันษาแล้ว วันแรกของการส่งตัวเข้าเรือนหอ พระองค์เมตตาข้าอย่างมาก พระองค์ไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวข้าแม้สักครั้งเดียว และพระองค์จะไม่มีวันทำอะไรข้าเด็ดขาด เพราะพระองค์เคยเห็นและรู้จักข้ามาตั้งแต่ข้ายังเป็นทารก พระองค์เอ็นดูข้าเหมือนลูกเหมือนหลานมากกว่า แต่เนื่องจากเป็นความประสงค์ของพ่อข้า พระองค์จึงไม่อยากขัด พ่อกับแม่ข้าสอนข้าตลอดว่า ต้องหมั่นปรนนิบัติพระองค์ และคาดหวังให้ข้ามีลูกกับพระองค์ให้ได้ ซึ่งข้าและองค์เหนือหัวรู้ดีว่า พ่อข้าต้องการอะไร เจ้าเหนือหัวคุยกับข้าทุกครั้งที่ถึงวันที่ข้าเข้าปรนนิบัติพระองค์” หล่อนเริ่มอธิบายที่มาที่ไป
“เป็นเยี่ยงนี้หรอกรึ” ไกรศรพูด
“นอกจากองค์เหนือหัวไม่ต้องการครอบครองตัวข้า พระองค์ยังสนับสนุนข้าเสียด้วยซ้ำหากรักใครชอบใคร ครั้งหนึ่งพระองค์เคยถามข้าว่าข้ามีคนรักบ้างไหม” หล่อนพูด
“แล้วเจ้าตอบพระองค์ว่ากระไร” ไกรศรถาม
“ข้าก็ตอบไปว่า ‘มี’ ข้ามีคนที่ข้าพึงใจอยู่คนหนึ่ง” หล่อนตอบ
“เจ้ามีคนที่พึงใจอยู่แล้วรึ” เขาถาม
“ข้าตอบพระองค์ไปว่า คนที่ข้าพึงใจคือเจ้า” หล่อนตอบ
“นี่เจ้าพูดจากใจใช่ไหม….” ไกรศรหันไปมองหน้าหล่อนแบบไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง
“หากเจ้าตัดสินใจที่จะพูดออกมาจากใจ ข้าก็ตัดสินใจพูดออกมาจากใจเช่นกัน หากเจ้าเชื่อว่าขณะนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดลใจให้เจ้าตัดสินใจที่จะพูดหรือทำอะไร ในใจข้าก็มีเหมือนกันและข้าก็กำลังพูดไปตามที่มันบอก” หล่อนตอบ
“ท่านโภเชครับดูเหมือนโคฮารุก็ส่งกระแสความคิดมายังหล่อน ณ ตอนนี้ด้วยใช่ไหมครับ” ผมถามท่านโภเช
“เรื่องนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว โดยเฉพาะกรณีของโคฮารุที่ได้ชื่อว่าเดินทางไปถึงขอบของสนามฟุตบอลแล้ว และบัดนี้หล่อนก็ขึ้นไปอยู่บนอัฒจันทร์และมองลงมายังสนาม หล่อนจึงสามารถเห็นทุกช่วงเวลาของหล่อนว่า เคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะจิตของหล่อนอยู่ในสภาวะที่ไม่มีเวลาแล้ว” ท่านโภเชตอบ
“ผมว่า ผมเกือบจะเข้าใจแล้วนะครับ แต่มันติดตรงที่โคฮารุสามารถกลับมาดลใจตนเองในอดีตได้ด้วยนี่สิครับ” ผมถาม
“ก็เธอยังคิดบนพื้นฐานเรื่องพื้นที่และเวลาอยู่นะสิ” เขาตอบ
“นั่นสิครับท่านจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรครับ” ผมถาม
“ให้เธอจินตนาการอย่างนี้ก็ได้ ถัดจากขอบสนามฟุตบอลที่เป็นชีวิตของเธอ ก็จะเป็นขอบของอัฒจันทร์แต่ระยะทางจากขอบอัฒจันทร์ล่างสุด จนถึงขอบอัฒจันทร์ด้านบนสุดนั้นมันยาวไกลมาก ยาวไกลชนิดที่ว่าแสงที่ว่าเดินทางได้เร็วที่สุดนั้น ยังต้องใช้เวลาเดินทางเป็นล้านล้านปี ภาพของทุกๆเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ มันจึงกำลังเดินทางผ่านระยะทางที่ยาวไกลที่ว่านั้นอยู่ แต่จิตของเธอนั้นเดินทางได้เร็วกว่าแสงมาก เร็วชนิดที่ว่าไม่มีความเร็วเลยด้วยซ้ำ หมายถึงจิตของเธอสามารถเดินทางจากจุดที่หนึ่งไปยังปลายทางที่แสงต้องใช้เวลาเดินเป็นล้านล้านปีนั้นได้โดยไม่มีเวลาเลย แค่เธอคิดว่าจะอยู่ตรงขอบบนสุดของอัฒจันทร์ เธอก็ไปอยู่ตรงนั้นแล้ว คราวนี้จิตของเธอที่อยู่ในสภาวะไร้กาลเวลานั้น จึงอยู่ในทุกช่วงกาลเวลาของเธอ” ท่านโภเชอธิบาย
“โอ้..ยิ่งงงใหญ่เลยครับ”
“เอาเป็นว่าแค่เธอให้ความสำคัญกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายในก็พอ เพราะความรู้สึกเหล่านั้นมาจากตัวเธอเองที่อยู่เหนือกาลเวลาทั้งหมด” เขาแนะนำ
“ท่านไกรศร ข้าคิดว่าเรื่องที่เราทั้งสองจะได้มีความสัมพันธ์กันนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่สำคัญคือบัดนี้ข้าเปรียบเสมือนเป็นตัวประกัน” หล่อนพูด
“เป็นตัวประกันเยี่ยงใด ข้าไม่เข้าใจ” ไกรศรถาม
“วันหนึ่งข้าได้ติดตามพ่อข้าไปกราบพระสังฆราช ข้าได้ยินการสนทนาระหว่างพ่อข้ากับสมเด็จฯ แล้วรู้สึกไม่สบายใจ เรื่องแรกคือพ่อข้าไม่ใคร่จะชอบเจ้าสักเท่าไหร่ เหตุเพราะปัจจุบันพระอินทราชาให้ความสำคัญกับเจ้ามากเป็นพิเศษ นับจากที่พระองค์รู้จักกับเจ้า พระองค์ก็เปลี่ยนไป การตัดสินใจต่างๆ แทนที่พระองค์จะเชื่อการถวายคำปรึกษาจากพ่อข้า หรือจากเหล่าอำมาตย์ กลับฟังคำของเจ้าที่ไม่รู้กฎมณเฑียรบาล ไม่รู้เรื่องการบริหารบ้านเมือง เรื่องหลังสุดคือการที่องค์เหนือหัวสั่งให้ตั้งกองนาหลวง เพื่อทำหน้าที่ปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนในวังหลวง แทนการเรียกเก็บส่วยจากชาวนา เรื่องนี้ข้ารู้ดีเพราะข้าใกล้ชิดกับพ่อข้าตลอด พ่อข้าพูดว่านี่ต้องเป็นฝีมือของเจ้าแน่ๆ ที่ทำให้องค์เหนือหัวไปสนใจสารทุกข์สุกดิบของชาวประชา แล้วมาเพิ่มงานให้กับคนในวังหลวง ต้องเกณท์ข้าราชบริพารไปดูแลงานส่วนนี้” หล่อนเริ่มขยายความ
“ถูกต้อง ข้าเป็นผู้ถวายคำแนะนำเรื่องนี้กับเจ้าเหนือหัวเอง เพราะข้าเคยเป็นลูกชาวนา ข้ารู้ดีว่าบางปีที่ฝนแล้งปลูกข้าวได้น้อยแทบจะไม่พอกิน และยังต้องเจียดบางส่วนมาเพื่อส่งให้หลวง ซึ่งบางครั้งเหล่าทหารก็ไม่ฟังเหตุผลใดๆ ใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ เรื่องเหล่านี้เจ้าเหนือหัวไม่ทรงรู้เห็น ทำให้เบื้องหลังมีแต่คนสาปแช่งพระองค์ ข้าจึงถวายการแนะนำว่า พระองค์จะต้องลดหรือเลิกวิธีการเช่นนี้เสีย ลำพังแค่ข้าว พระองค์ไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนพวกเขาแม้แต่น้อย พระองค์มีที่ดินมากมาย มีข้าทาสบริวารล้นเหลือ พวกเขาบางคนวันๆ มิได้ทำอะไร อยู่ว่างๆ ก็ทะเลาะกันเอง ชีวิตในวังหลวงจึงไม่เคยสงบสุข การทำเช่นนี้ ถึงแม้ในวังหลวงจะมีงานเพิ่มขึ้นคือต้องมาจัดการเรื่องการปลูกข้าว แต่ไพร่ฟ้าประชาชนจะแซ่ซ้องสรรเสริญและรักพระองค์” ไกรศรพูด
“มาจากเจ้าจริงแท้อย่างที่พ่อข้าว่า… เรื่องที่สองคือ ข้าก็รู้สึกว่า สมเด็จพระสังฆราช ก็ไม่ใคร่จะพอใจเจ้าเช่นกัน นับตั้งแต่เจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นเหมือนเสนาบดีที่ปรึกษา เหนือหัวก็ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับพระองค์ โดยเฉพาะเรื่องที่เหนือหัวดำริให้สร้างวัด ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ผิดแผกจากขนบ จารีตประเพณีเยี่ยงนี้ สมเด็จฯ ท่านได้ทักท้วง แต่เหนือหัวไม่ทรงรับฟัง” หล่อนพูด
“เรื่องที่สามคือเหนือหัวทราบเรื่องทั้งหมดนี้ดี ทุกครั้งที่ข้าเข้าถวายตัวปรนนิบัติพระองค์เป็นการส่วนตัว พระองค์ก็เปิดใจพูดกับข้าว่า พ่อของข้าเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง เป็นคนทะเยอทะยาน พระองค์รู้สึกถึงความผิดปรกติที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์และกับเจ้า ที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว แต่ต้องมาพลอยได้รับผลไปด้วย และนี่คือแผนการ ที่ข้ามาหาเจ้าที่นี่ ซึ่งเป็นแผนการขององค์เหนือหัวเอง โดยพระองค์ทรงอนุญาตให้ข้าและเจ้ามีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา ซึ่งจะไม่เป็นความลับสำหรับพระองค์ แต่จะเป็นความลับสำหรับพ่อของข้า”
“เอาอย่างนี้นะข้าขอพูดแบบรวบรัดเลย พระองค์ต้องการให้เลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าได้อยู่ในขัตติยวงศ์ ภายใต้ราชสกุลของพระองค์ผ่านตัวข้า หากท่านสามารถมีลูกให้ข้าได้ในนามของเจ้าเหนือหัว ลูกของเจ้าจะได้รับการยอมรับในฐานะสายเลือดกษัตริย์” หล่อนพูด
“นี่คงเป็นภารกิจที่ข้าได้รับมอบหมายจากเจ้าเหนือหัวและเป็นทั้งโอกาสที่ข้าจะได้ทำตามหัวใจ ข้ายินดีเป็นของท่าน ข้ายังมิเคยต้องมือชายใดให้ด่างพร้อยแม้แต่ครั้งเดียว พ่อข้าตั้งใจเก็บพรหมจรรย์นี้ไว้สำหรับเจ้าเหนือหัวเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าภารกิจในครั้งนี้จะเป็นแบบปัจจุบันทันด่วน แต่มันจำเป็นเพราะเราจะมีโอกาสเจอกันและสามารถอยู่กันสองต่อสองน้อยมาก วันนี้ข้าเลือกคนติดตามเฉพาะคนที่ข้าไว้ใจได้ นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายในชีวิตของข้าและของเจ้าก็ได้ โปรดอย่าได้รอช้าอยู่เลย” นางอุษาพูด
ทันทีที่หล่อนพูดจบ หล่อนก็เอื้อมมือมาจับมือของไกรศรไปแนบที่หน้าอก ภาพที่เห็นนี้มันทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมมีความสัมพันธ์กับโคฮารุเป็นครั้งแรกมันช่างเหมือนกันราวกับเป็นเหตุการณ์เดียวกัน
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าโปรดตามข้ามาที่ห้องของข้าเถิด” ไกรศรพูดพร้อมกับลุกขึ้นจูงมือหล่อนเพื่อเดินไปที่ห้องนอน
“ข้ายินดี” หล่อนตอบรับ
“ท่านโภเชครับ ผมขอข้ามเหตุการณ์นับจากนี้ไปเลยได้ไหมครับ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นจนอาจจะเสียสมาธิ” ผมถาม
“ก็ตามใจเธอสิ เธอสามารถข้ามไปดูเหตุการณ์อื่นๆ ได้ตามความที่ต้องการเลย” เขาตอบ
“หรือว่าท่านจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนับจากนี้ให้ผมฟังแทน มันจะได้ไม่ยืดเยื้อ ผมคิดว่า ท่านน่าจะรู้จากมุมมองคนอื่นและประมวลเหตุการณ์ให้ผมฟังได้เลย” ผมเสนอ
“ถ้าเป็นกรณีนี้ฉันสามารถเล่าให้เธอฟังได้ เพราะฉันกำลังมากับเธอ และฉันก็เห็นเรื่องราวของคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับเธอ ในมิติที่เธออาจจะมองไม่เห็นด้วย” เขาพูด
“ดีเลยครับผมจะได้ไม่ต้องเดาว่าใครทำอะไร” ผมพูด
“จากที่ฉันเห็น ในความทรงจำของเธอและของคนอื่นๆ ที่กำลังอยู่ในเหตุการณ์นี้ นับจากนี้เธอจะมีความสัมพันธ์กับนางอุษาวดีอีกเพียงแค่สองครั้ง หลังจากนั้นหล่อนก็ตั้งครรภ์ เธอจะได้ลูกชาย แต่เธอไม่ทันได้เห็นหน้าเขาหรอก เพราะเธอจะเสียชีวิตไปก่อนที่เขาจะคลอด” ท่านโภเชเล่า