๓.
โลกจิตวิญญาณ
จากนั้นผมก็เห็นเพดานลิฟต์ค่อยๆ สว่างขึ้น มันสว่างจนทุกอย่างดูขาวโพลนไปหมด แต่เท่าที่สังเกตคนที่อยู่ข้างๆ ไม่เห็นมีใครตื่นเต้นกับแสงประหลาดที่ว่านี้เลยสักคน ในทางกลับกันทุกคนเหมือนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีแสงปรากฏอยู่บนหัวเขา จากนั้นตัวผมพร้อมกับชายแปลกหน้าก็ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ จนลอยอยู่เหนือห้องลิฟต์ จากนั้นก็ปรากฏเป็นภาพของท้องฟ้าที่เปิดโล่งมองเห็นเมฆสีขาวโพลน ผมลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถมองเห็นยอดหลังคาตึกที่เป็นสำนักงานของผม ตอนนี้เราสองคนกำลังลอยอยู่กลางอากาศ
“ว้าว!… คุณทำได้อย่างไรนี่” ผมอุทานด้วยความประหลาดใจ
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ พาผมลอยต่ำลงๆ จนเข้าไปใกล้ผู้คนที่กำลังเดินไปมาตามท้องถนนได้อย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครสังเกตเห็นว่า มีเรามาลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาเลย พวกเขาต่างเดินก้มหน้าก้มตาอย่างเร่งรีบ บางคนก็คุยโทรศัพท์ บางคนก็กำลังอ่านข้อความในโทรศัพท์มือถือ ภาพที่เห็นอีกอย่างคือ ทุกคนมีหมอกควันสีดำจางๆ ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งตัว
“หมอกควันสีดำเหล่านั้นคืออะไรครับ” ผมหันไปถามชายคนนั้นด้วยการพูดออกเสียง
“ถ้าจะให้อธิบายแบบง่ายๆ สิ่งนั้นคือคลื่นความถี่ด้านลบ หรือคลื่นความกังวลที่จิตสำนึกของพวกปลดปล่อยออกมา มันเป็นคลื่นความถี่ ที่ประกอบไปด้วยความวิตกกังวล ในรูปแบบ ต่างๆ ที่แต่ละคนผลิตขึ้นมา ความวิตกกังวลที่ว่านี้ มีที่มาจากอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายเช่น ความโกรธ ความเกลียด ความชิงชัง ความอิจฉาริษยา โดยเฉพาะความกลัว” เขาอธิบายต่อ
“ช่วยบอกเขาให้หน่อยนะ” เสียงของชายคนที่ยืนอยู่ด้านซ้ายตะโกนมา
“ฉันจะให้เธอเห็นอีกภาพหนึ่งนะ” เขาพูด
จากนั้นเขาก็ใช้มือวาดผ่านที่ใบหน้าของผมช้าๆ ผมรู้สึกคล้ายๆ กับการเอาที่ปัดน้ำฝนหน้ารถมาวาดผ่านสายตาผม ทันทีที่มือของเขาเคลื่อนผ่านไป ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทั้งหมดก็เปลี่ยนไป สิ่งแรกที่ผมเห็นคือสีสันของบรรยากาศในเมือง เปลี่ยนจากที่เคยขมุกขมัวกลายเป็นสว่างสดใสท่ามกลางแสงแดดที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ริมถนนก็ดูมีสีสัน ผมเห็นเส้นแสงเล็กๆ ตั้งแต่รากมายังลำต้นจนมาถึงใบของมัน พร้อมกับมีปฏิกิริยาบางอย่างคล้ายการปลดปล่อยพลังงานออกมาจากตัวมัน ผมเห็นมันเป็นประกายระยิบระยับคล้ายกับละอองของดอกไม้ไฟ ผมมองไปที่ผู้คนที่กำลังเดินอยู่ด้านล่าง รอบๆ ตัวพวกเขาแต่ละคนก็ปรากฏเป็นรัศมีที่มีสีแตกต่างกัน บางคนก็เป็นสีม่วงอมน้ำเงิน บางคนก็เป็นสีฟ้าอมเขียว บางคนก็เป็นสีบานเย็นอมชมพู บางคนก็เป็นสีส้มๆ เหลืองๆ และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาดูจะตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นผมลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา ทุกคนต่างแสดงออกด้วยท่าทางที่แตกต่างกัน หลายคนไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจ หลายคนโบกไม้โบกมือทักทายผม ดูเหมือนพวกเขาจะเห็นผมกันหมดทุกคน ผิดกับภาพตอนแรกที่ต่างคนต่างเดินไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น และผมก็ได้ยินเสียงของพวกเขาเหมือนตั้งใจจะพูดกับผม
“ช่วยบอกเขาให้หน่อยนะ” เสียงของชายคนหนึ่งที่อยู่ด้านซ้ายตะโกนมา
“ฝากบอกเขาด้วยนะว่า ยังมีฉันอยู่” เสียงของชายอีกคนที่อยู่ถัดไป
“ฉันด้วยนะๆ ฝากบอกเขาว่า ฉันรอเขาอยู่นานแล้ว” เสียงของหญิงวัยกลางคนที่อยู่ด้านตรงกันข้ามตะโกนขึ้นมา
“พวกเขาพูดอะไรกัน และมันหมายความว่าอย่างไรครับ” ผมหันไปถามผู้ที่กำลังจับมือผมไว้
“ภาพที่เธอเห็นนี้คือ ภาพในส่วนที่เป็นจิตวิญญาณของแต่ละคน นับจากนี้เป็นต้นไปฉันจะเปิดให้เธอเห็นโลกแบบนี้ โลกที่หลายคนไม่เคยเห็น เธออาจจะเรียกว่า โลกวิญญาณก็ได้ เพราะบางคนที่เธอเห็นอาจจะไม่มีร่างกายที่เป็นรูปธรรมจริงๆ อยู่แล้ว แต่เขาก็สามารถเดินปะปนกับคนอื่นๆ ได้ และนี่คือภาพที่แท้จริงที่เธอควรจะเห็น เพราะที่จริงทุกคนทั่วทั้งจักรวาลก็เห็นแบบนี้ และเสียงที่เธอได้ยินนั้นมันคือเสียงของจิตวิญญาณของพวกเขา ที่ต้องการให้เธอบอกกับเจ้าของร่างของเขา ที่กำลังใช้จิตสำนึกก้มหน้าก้มตาอยู่กับความคิด ความวิตกกังวลนานัปการ ว่า ให้ตื่นจากการหลับใหลนี้เสียที” เขาตอบ
“โห!…ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยนะครับ ที่ผมจะพูดให้ทุกคนเข้าใจ หรือต่อให้ผมมีโอกาสไปบอกความจริงนี้แก่พวกเขา มันก็ไม่แน่ว่าพวกเขาจะเชื่อผม” ผมแสดงความเห็น
“เอาเถอะ ถึงอย่างไรมันก็เป็นหน้าที่ของเธอ” เขาพูด
“นับจากนี้เป็นต้นไป ฉันจะทำหน้าที่พาเธอไปดูสภาพความเป็นจริงของโลกใบนี้ เธอต้องการรู้เห็นอะไรฉันก็จะพาเธอไปดู” เขาเกริ่นนำ
“ก่อนอื่นฉันขอแนะนำตัวก่อน ฉันชื่อ นารายา โภเชดา ฉันมีสภาพร่างกายเป็นแบบกึ่งนามธรรม กึ่งรูปธรรม หน้าที่หลักของฉันคือดูแลพื้นที่และปรากฏการณ์ในส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทรทั้งหมด เช่นกระแสน้ำอุ่น น้ำเย็น ควบคุมดูแลน้ำหนักมวลของพื้นผิวโลกที่อยู่ใต้น้ำ” เขาพูดพร้อมจับมือผมแน่นแล้วลอยตัวสูงขึ้น
“อ้อ…รูปธรรมของท่านเหมือนกับท่านรุทอนใช่ไหมครับ..” ผมถาม
“ใช่…เธอจะเรียกฉันสั้นๆ ว่า โภเชหรือนารายาก็ได้”
“ได้ครับ…ผมเรียกท่านโภเชดีกว่า แต่ผมรู้สึกว่าท่านไม่เหมือนท่านรุทอน ตรงที่ท่านหายตัวได้นะ ตอนที่อยู่หน้าลิฟต์ ผมแปลกใจมากกว่า ทำไมท่านถึงมายืนอยู่ข้างหลังผมได้ ทั้งๆ ที่ท่านอยู่ห่างจากผมไปตั้งไกล” ผมถาม
“ก็ไม่เชิงว่าเป็นการหายตัวได้หรอก… วิธีการนี้ฉันเรียกว่าการ ‘แทรกแซงเวลา’ หากเธออยู่ในสภาวะแบบฉันและมีการฝึกฝนทักษะทางจิตขั้นสูง เธอก็สามารถทำได้เช่นกัน” เขาอธิบาย
“แทรกแซงเวลาหรือครับ มันเป็นอย่างไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการหายตัวได้” ผมถาม
“เกี่ยวสิ ที่จริงฉันแค่ทำให้เวลามันยืดออก สมมุติว่าฉันต้องการให้เหตุการณ์ในช่วงนั้นจากที่เคยใช้เวลา 1 วินาที ฉันก็ยืดมันออกให้เป็น 120 วินาทีหรือนานกว่านั้น เมื่อยืดแล้วฉันก็แค่เดินไปหาเธอตามปรกติ เพียงแต่ช่วงที่เวลายืดนั้น ฉันจะเห็นการเคลื่อนที่ของพวกเธอช้าลงหรือเกือบหยุดนิ่งเลยก็ว่าได้” เขาตอบ
“โอ้…ว้าว!… มีแบบนี้ด้วยหรือครับ”
“บางทีฉันก็ใช้ทักษะนี้ช่วยคนที่ฉันดูแลเขาอยู่ ยามที่เขาต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในแผนการ หากปล่อยให้เขาเผชิญกับเหตุการณ์นั้นเขาอาจจะเสียชีวิต ซึ่งจะเป็นการเสียโอกาสสำหรับแผนการที่เตรียมไว้” เขาอธิบาย
“มีบ่อยครั้งที่กล้องวงจรปิดของพวกเธอจับภาพของฉันไว้ได้ เช่นมีคนกำลังจะถูกรถชนขณะกำลังเดินข้ามถนน แต่จู่ๆ คนๆ นั้นก็ถูกย้ายไปอยู้อีกที่หนึ่งด้วยความเร็วสูง”
“อือ…ผมเคยเห็นคลิปลักษณะนี้นะครับ นั่นคือท่านหรือครับ”
“ใช่แล้ว… แต่ไม่ใช่ฉันคนเดียวนา มีรูปธรรมที่มีทักษะแบบนี้จำนวนมากแต่เขาจะเลือกทำกับแค่บางคน ที่อยู่นอกเหนือแผนการทางจิตวิญญาณเท่านั้น เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะมีชะตาชีวิตที่จิตวิญญาณของเขากำหนดเอาไว้อยู่แล้ว”
“ท่านทำอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วครับ” ผมถาม
“นานมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการมาประจำการอยู่ที่นี่ มันเป็นทักษะเฉพาะตัวที่ต้องฝึกฝน ซึ่งบางรูปธรรมก็สนใจเรื่องอื่น เช่นชอบควบคุมสนามแม่เหล็ก ควบคุมทิศทางลม ฉันเดินทางมาอยู่ที่นี่นานๆ นานจนฉันไม่คิดจะจำว่า กี่แสนล้านปี นานจนฉันได้รับตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโลกไกอาของเธอไปแล้ว เพราะฉันผ่านเหตุการณ์การปรับเปลี่ยนยุคของโลกใบนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกๆ” เขาตอบ
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ครับที่ได้พบท่าน” ผมพูด
“ฉันต่างหากที่รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสพบเธอ” เขาตอบ