๔๒.
แดนผู้ทรงศีล
การเดินทางครั้งนี้พระเจ้าปเสนทิโกศล สั่งให้ต่อแพที่ทำจากไม้ไผ่จำนวนมากเพื่อล่องไปตามแม่น้ำอจิรวดี ซึ่งเป็นวิธีการเดินทางปรกติในขาล่อง เพื่อขนสินค้าจำนวนมาก ของเหล่าพ่อค้าวาณิชไปยังแคว้นต่างๆ ทางใต้ เพราะมีความสะดวกและประหยัดเวลามากที่สุด ท่านภาวรีย์พร้อมศิษย์จำนวน 500 คนที่ออกบวชมาด้วยกันในตอนแรก และไพร่พลสนับสนุนอีก 100 คนก็ออกเดินทาง ขบวนแพไม้ไผ่นี้บรรทุกอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและเสบียงอาหารเต็มลำ แพของท่านภาวรียดาบสอยู่หัวขบวน โดยท่านจะคอยวางแผนว่าคืนนี้จะพักค้างแรมที่ไหน เมื่อถึงทางแยกจะไปทางไหน และสุดท้ายท่านจะตัดสินใจลงหลักปักฐาน ณ ที่ตรงไหน การเดินทางครั้งนั้นจึงเป็นเหมือนการผจญภัย เพราะต้องเดินทางในฤดูน้ำหลากที่มีระดับน้ำสูงเพื่อไม่ให้แพเกยตื้น ซึ่งบางครั้งต้องเผชิญกับฝนท้ายฤดูบ้าง
“ท่านโภเชครับ แม่น้ำอจิรวดีนี้คือแม่น้ำอะไรหรือครับ” ผมถามแทรก ระหว่างการท่องไปในความทรงจำของอชิตะ
“ปัจจุบันเธอเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า ‘แม่น้ำยม’ ซึ่งมีความยาวกว่า 500 กิโลเมตรจากเมืองสาวัตถี ก่อนจะมาบรรจบกับแม่น้ำโคธาวรีที่แยกออกเป็นสองสาย และมาบรรจบกันอีกครั้งที่เกาะแห่งหนึ่ง โดยมีเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับเธออยู่คือ สถานที่ที่ภาวรียดาบสเลือกไปตั้งอาศรมนั้น คือบริเวณเดียวกันกับที่เธอเลือกสร้างพระพุทธรูปในอีกสองพันปีต่อมา หรือที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงเกาะที่อยู่ระหว่างแคว้นสองแคว้น โดยมีแม่น้ำโคธาวรีหรือที่เธอเรียกว่าแม่น้ำเจ้าพระยากั้นเป็นเขตแดน” ท่านโภเชอธิบาย
“สถานที่ที่ผมไปสร้างพระพุทธรูปหรือครับ แสดงว่าผมมีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้มาสองพันกว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เกิดเป็นอชิตดาบสแล้วใช่ไหมครับ”
“ใช่”
“การมีภพชาตินี่มันซับซ้อนจังเลยนะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ยังมีเรื่องราวมากกว่านั้นอีกนะ แต่ฉันค่อยเฉลยให้เธอรู้ในภายหลังก็แล้วกัน” ท่านโภเชพูด
“ได้ครับ” ผมตอบ
ผมกลับเข้าไปในความทรงจำของอชิตะอีกครั้งด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าท่านภาวรีย์จะค้นพบสถานที่สำหรับตั้งอาศรมของท่านที่ไหน
เช้าวันหนึ่งหลังจากขบวนแพหยุดพัก ณ เมืองเมืองหนึ่งที่ท่านภาวรีย์บอกว่า ที่ผ่านมาในชีวิตของท่านไม่เคยเดินทางไปไกลกว่าจุดที่พักแรมนี้เลย สมัยหนึ่งท่านเคยติดตามบิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศลมาร่วมงานเฉลิมฉลองที่แคว้นทางใต้แห่งนี้ ท่านจึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ที่ท่านไม่เคยไป ซึ่งที่จริงท่านประสงค์จะไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากที่เราใช้เวลาเดินทางมาเกือบหนึ่งเดือน วันนี้ฝนตั้งเค้ามาแต่เช้า ทั้งๆ ที่เลยฤดูฝนมาเป็นเดือนแล้ว ผมได้เข้าไปเรียนถามท่านอาจารย์ว่า เราจะเดินทางต่อหรือไม่ คำตอบที่ได้คือเดินทางต่อ พอเริ่มต้นเดินทางไม่นานฝนก็โปรยปรายลงมา ตลอดทั้งวันท้องฟ้ามืดครึ้มไม่เห็นแสงอาทิตย์เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย คนถ่อแพต้องอยู่ในสภาพเปียกปอนเกือบทั้งวัน
การเดินทางวันนี้ ผมรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าของทุกคน เนื่องจากการรอนแรมบนแพที่ไม่สะดวกสบาย การหุงหาอาหารที่ไม่เต็มอิ่ม การพักผ่อนก็ไม่เต็มที่ ประกอบกับฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องมาตลอดทั้งวัน ทำให้บางคนมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด และแล้วเมื่อถึงเวลาใกล้ค่ำ ขณะที่เดินทางมาได้ประมาณ 30 กิโลเมตร ดูเหมือนทุกอย่างจะถูกจัดสรรมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ ภาพที่ผมเห็นเวลานี้คือเหมือนเรากำลังเดินทางออกมาจากม่านหมอกที่มืดสลัวของกลุ่มเมฆฝน ทันทีที่พ้นออกมาจากบรรยากาศขมุกขมัว เราก็มาถึงทางแยกที่สามารถเลือกไปซ้ายหรือขวาได้ แสงอาทิตย์ยามเย็นในช่วงต้นฤดูหนาว ที่มีสีเหลืองทองก็สาดส่องลงมายังพื้นที่ที่อยู่ตรงหน้า เบื้องหน้านี้คือป่าผลไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มองดูร่มรื่นปราศจากร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คน เป็นภาพที่ทุกคนเห็นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่า ท่านภาวรีย์จะต้องเลือกสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน
“สถานที่แห่งนี้คือที่ที่ฉันจะอยู่จนสิ้นชีวิต” ท่านภาวรีย์พูดกับผมด้วยความมั่นใจ
“ขอรับท่านอาจารย์” ผมตอบรับ
“ขอให้ทุกคนขนข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดลงที่นี่ จากนี้ไปเราจะไม่เดินทางต่อกันอีกแล้ว” ท่านภาวรีย์พูดด้วยความหนักแน่น
เย็นวันนั้นหลังจากที่ตั้งที่พักชั่วคราวเสร็จ ท่านภาวรีย์จึงเรียกอำมาตย์ผู้ติดตามทุกคน รวมทั้งคณะของผมอีก 16 คนมาประชุมกัน ท่านได้สอบถามเหล่าอำมาตย์ที่ส่วนใหญ่จะมีความรู้เรื่องเขตแดนว่า ที่ไหนเป็นของแคว้นอะไร จึงได้ความว่าพื้นที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นเกาะขนาดใหญ่กว้าง 10 กิโลเมตร และยาวถึง 40 กว่ากิโลเมตร เป็นจุดที่แม่น้ำโคธาวรีแยกออกเป็นสองสายโอบล้อมเกาะแห่งนี้เอาไว้ ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะ โดยมีแม่น้ำโคธาวรีกั้นเป็นพรมแดน แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้ไม่มีแคว้นใดถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ เนื่องจากมีดาบสองค์หนึ่งอาศัยอยู่ เมื่อสิ้นท่านไปแล้ว พื้นที่แห่งนี้จะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของแคว้นใดก็ยังไม่ชัดเจน
“พรุ่งนี้พวกเธอจงแบ่งออกเป็นสองคณะ คณะหนึ่งไปยังเมืองหลวงของแคว้นอัสสกะ อีกคณะหนึ่งเดินทางไปยังเมืองหลวงของแคว้นมุฬกะ เพื่อไปเจรจาขอซื้อที่ดินแห่งนี้กับเจ้าทั้งสองแคว้นด้วยเหรียญทองที่เรามีฝ่ายละครึ่ง” ท่านภาวรีย์สั่งการ
“ได้ขอรับท่านอาจารย์” หัวหน้าอำมาตย์ตอบรับ
“ฉันพึงใจสถานที่แห่งนี้ ฉันถือว่านี่เป็นนิมิตหมายอันเป็นมงคล เพราะตำบลนี้เคยมีผู้ทรงศีลอาศัยอยู่ ฉันมั่นใจว่าองค์เทพเทวาที่ปกปักรักษาผืนดินแห่งนี้ จงใจให้ฉันมาพบและให้ฉันได้มาอยู่ที่นี่” ท่านภาวรีย์พูด
หลังจากส่งคณะอำมาตย์ไปเจรจาขอซื้อที่ดิน เจ้าเมืองทั้งสองต่างยินดีและรับข้อเสนอของท่านภาวรีย์ด้วยความเต็มใจทันที เพราะพื้นที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นกรณีพิพาทกันอยู่ว่า แคว้นใดจะได้ถือครอง แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่เล็กน้อย และทั้งสองแคว้นก็มีมิตรไมตรีต่อกัน การจะทำศึกสงครามเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่เล็กขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องไม่คุ้มค่า เจ้าเมืองทั้งสองจึงยินดีและยังมอบที่ดินบริเวณริมแม่น้ำรอบๆเกาะนับตั้งแต่แม่น้ำแยกเป็นสองสายให้อีกด้านละ10 กิโลเมตร รวมกับความกว้างของพื้นที่ในเกาะ ที่นี่จึงมีขนาดใหญ่มากขึ้น คือกว้าง 32 กิโลเมตร และยาวถึง 60 กิโลเมตร
ไม่นานนักหลังจากที่ไพร่พลที่ติดตามท่านภาวรีย์ได้ช่วยกันก่อสร้างที่พักอาศัย และสิ่งปลูกสร้างที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อรองรับคณะดาบสที่จะเดินทางมาสบทบในภายหลังรวมทั้งสิ้นถึง 16,016 คน พวกเขาก็เดินทางกลับนครสาวัตถี สถานที่แห่งนี้จึงมีปัจจัยที่พร้อมมูลสำหรับวัตรปฏิบัติของท่านภาวรีย์ คือเป็นพื้นที่ห่างไกลผู้คน เพราะเป็นชายแดน มีพืชพันธ์ุธัญญาหารและผลไม้ป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ไม่ขาดแคลนเรื่องการกินอยู่ คณะดาบสทั้ง 16,016 คนก็สามารถปฏิบัติกิจของชฎิลดาบสได้อย่างเต็มที่ โดยแยกย้ายกันไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งเกาะโดยเฉพาะตอนใต้ตรงจุดที่แม่น้ำโคธาวรีไหลมาบรรจบกัน หรือเป็นตำแหน่งที่ตั้งของจังหวัดอยุธยาในปัจจุบัน
เวลาผ่านไป นานวันชาวเมืองที่อยู่ห่างไกลก็รู้ข่าวว่า มีคณะดาบสมาตั้งสำนักอยู่บนเกาะแห่งนี้ จึงพากันเดินทางมาสักการะและสนทนาธรรม แต่เมื่อเดินทางมาแล้วไม่สามารถจะเดินทางกลับได้ภายในวันนั้น จึงขออาศัยค้างแรม เมื่อมีคนค้างแรมมากขึ้น จึงเริ่มมีผู้คนมาอาศัยอยู่ประจำ เพื่อจะได้สนทนาธรรมและอุปฐากคณะดาบส ท่านภาวรีย์ก็เมตตาอนุญาตให้พวกเขาปลูกบ้านเรือน ทั้งในเกาะและนอกเกาะ การมาอยู่ของพวกเขาก็ได้อาศัยที่ดิน ที่ท่านภาวรีย์ถือกรรมสิทธิ์อยู่ในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์และค้าขาย ในที่สุดบริเวณแห่งนี้ก็กลายเป็นชุมชนเมือง ที่ไม่มีสถานะเป็นนครรัฐใดๆ เลย เป็นเพียงชุมชนที่มีคณะดาบสของท่านภาวรีย์เป็นศูนย์กลาง
เมื่อชาวบ้านได้รับความเมตตาให้ทำกินบนพื้นที่ หากเป็นปรกติทุกปีชาวบ้านจะถูกเรียกเก็บภาษีจากเจ้าครองนคร แต่สำหรับที่นี่ไม่มีเจ้าเมือง พวกเขาจึงเกิดสำนึกในหน้าที่ของตัวเอง โดยพร้อมใจกันรวบรวมทรัพย์ที่เป็นดอกผลจากการทำกิน ไปมอบให้กับเจ้าเมืองในแคว้นทั้งสอง ท่านเจ้าเมืองทั้งสองกลับปฏิเสธ เนื่องจากที่ดินเหล่านั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านภาวรีย์ไปแล้ว ดังนั้นชาวบ้านจึงนำทรัพย์สินกลับไปมอบให้กับท่านภาวรีย์ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธเช่นกัน ท่านภาวรีย์กล่าวว่า การมาอยู่ที่นี่ของท่านมาเพื่อไม่ข้องแวะกับทรัพย์สมบัติ มาเพื่อตัดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จึงไม่มีเหตุผลที่ท่านจะรับทรัพย์สินเหล่านั้นไว้
แต่เนื่องจากเป็นเจตนารมณ์ของชาวบ้าน พวกเขาจึงเสนอว่า ให้ท่านภาวรีย์เก็บทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ หากมีคนจร คนยากไร้ ต้องการความช่วยเหลือ ก็ขอให้ท่านมอบทรัพย์สินนี้แก่พวกเขา เพื่อเป็นทานบารมี ซึ่งท่านภาวรีย์ก็เห็นสมควรในการรับทรัพย์สินเหล่านั้นเอาไว้ จึงทำให้สำนักของท่านภาวรีย์มีชื่อเสียงขจรขจายไปอย่างรวดเร็วว่า เจ้าสำนักนี้มีเมตตาสูง ใครที่ยากจน ไร้ที่พึ่งก็ให้มาขอรับการช่วยเหลือจากท่าน จึงมีผู้คนทั้งใกล้และไกลเดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย ท่านภาวรีย์จึงกำหนดวันเวลาว่าวันนี้เท่านั้นของทุกๆ ปี เขาจะทำการบริจาคเหรียญทองให้กับ เหล่ายาจกผู้ยากไร้ ดังนั้นทุกปีจะมีเหล่าวนิพกชฎิลเร่ร่อนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมา เพื่อขอรับการสงเคราะห์ และนี่คือชนวนแห่งความทุกข์ที่ท่านภาวรีย์ต้องเผชิญ