๖๘.
ศรีมหาโพธิ์
ขณะนี้ฟ้าเริ่มสาง เสียงไก่ขันดังมาแต่ไกล เช้านี้พระพุทธเจ้ามีความปีติยินดีและตื่นเต้นเป็นพิเศษ พระองค์ไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน พระองค์ตั้งคำถามว่า บุคคลใดหนอที่สมควรจะรู้วิธีการนี้เป็นคนแรก และแล้วก็นึกถึงบุรุษทั้ง5คน ที่ตอนนี้กลับไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เคยเฝ้าติดตามและรอการบรรลุสัจธรรมของพระองค์ ซึ่งเขามีความปรารถนาจะค้นพบสภาวะเช่นนี้อย่างแรงกล้า พระพุทธเจ้าจึงเตรียมตัวออกเดินทางไกลทันที โดยใช้เวลาทั้งหมด 35 วันในการเดินทาง โดยได้ถือโอกาสนี้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระองค์เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะสามารถสื่อสารเรื่องนี้ หรือบอกวิธีการทำให้ทุกคนเป็นพุทธะได้อย่างแท้จริง
ตำแหน่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น อยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราหรือแม่น้ำโขงประมาณ 600 เมตร จุดสังเกตที่สำคัญคือฝั่งตรงข้ามของจุดนี้ จะมีแม่น้ำขนาดเล็กอีกสายหนึ่งไหลมาบรรจบ แม่น้ำนั้นมีชื่อว่าแม่น้ำจัมปา ปัจจุบันคือแม่น้ำเซบั้งไฟ ซึ่งไหลมาจากแขวงคำม่วน ประเทศลาว”
“สรุปว่าตำแหน่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้คือที่ไหนหรือครับ” ผมถามท่านโภเช
“ปัจจุบันคือบริเวณวัดพระธาตุพนม ซึ่งแต่เดิมเคยมีต้นศรีมหาโพธิ์ขนาดใหญ่ ตอนที่พระพุทธเจ้ากับพระยาอโศกออกเดินทางไปฝังพระเกศาธาตุในที่ต่างๆเพื่อเป็นการวางรากฐานพุทธศาสนา ขณะนั้นที่นั่นยังมีลักษณะเป็นชายป่าติดกับหมู่บ้านอุรุเวลาเสนานิคม และไม่มีใครรู้เลยว่าที่นี่มีความสำคัญอย่างไร
เมื่อพระพุทธเจ้าและพระยาอโศกมาถึงก็ทำพิธีฝังพระเกศาธาตุ ณ บริเวณใกล้กับต้นโพธ์นี้ โดยพระยาอโศกได้สั่งการให้สร้างเจดีย์ขนาดเล็กครอบไว้ ในตำแหน่งที่ห่างจากต้นศรีมหาโพธิ์ไปไม่กี่สิบเมตร คำว่าพนมที่แปลว่าเจดีย์ จึงถูกใช้เรียกสถานที่แห่งนี้นับจากนั้นเป็นต้นมา และพระยาอโศกก็ได้สั่งการให้บริวารเลือกหินจากแม่น้ำแห่งนั้น นำมาโกลนให้เป็นแท่งขนาดใหญ่จำนวนสี่แท่ง มีความสูงประมาณสองเมตร นำมาตั้งไว้ทั้งสี่มุมรอบต้นโพธิ์ และนำเอาก้อนหินขนาดใหญ่อีกหนึ่งก้อนมาตั้งไว้ที่โคนต้นโพธิ์ในตำแหน่งที่พระพุทธเจ้าเคยนั่ง โดยพระองค์ได้สกัดด้านบนให้เรียบให้เป็นฐานสำหรับวางพระพุทธรูปหินแกะสลักขนาดเล็ก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ต้นโพธิ์ต้นนี้คือสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันก้อนหินเหล่านั้นก็ยังอยู่ แต่มีการโยกย้ายนำไปตั้งไว้รอบองค์เจดีย์พระธาตุพนมแทน ซึ่งมีการก่อสร้างขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว โดยคณะของพระมหากัสสปะที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ที่นี่ โดยเจ้าครองนครทั้งสี่ในดินแดนแถบนี้ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ เพื่อก่อสร้างเจดีย์องค์ใหม่ทับเจดีย์องค์เดิม โดยเติมคำว่า ‘พระธาตุ’ ที่หมายถึงกระดูกของพระพุทธเจ้าเข้าไปด้วย สถานแห่งนี้จึงมีชื่อใหม่ว่าพระธาตุพนม”
“แล้วตอนนี้ต้นโพธิ์ต้นนั้นยังอยู่ไหมครับ” ผมถามท่านโภเช
“ช่วงหนึ่งหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว มีพระราชาแห่งนครศรีโคตรบูรณ์ที่อยู่ไม่ไกลจากจุดนี้ เขามีความศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก เขาเฝ้าทะนุบำรุงรักษาต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นอย่างดี จนมเหสีของเขาเกิดความริษยา จึงส่งคนมาลอบเผาทำลาย ซึ่งตอนนั้นต้นโพธิ์ต้นนี้ก็มีอายุหลายร้อยปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น อายุขัยของเขาก็น่าจะไม่สามารถอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก่อนหน้านั้นได้มีการนำเมล็ดที่เกิดจากต้นโพธิ์ต้นนี้ ไปปลูกไว้ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทั้งตำบลแห่งนี้ และวัดสำคัญของพุทธศาสนาทั่วภูมิภาค อย่างเช่นที่กรุงกบิลพัสดุ์ รวมถึงวัดเชตวัน แห่งกรุงสาวัตถีด้วย ต่อมาภายหลังจึงได้มีการนำเมล็ดพันธ์ุจากต้นเดิมที่เคยนำไปปลูกตามที่ต่างๆ กลับมาปลูกในตำแหน่งเดิมที่ต้นโพธิ์เคยอยู่ คือทางทิศใต้ของพระธาตุพนมแต่ห่างจากจุดเดิมไป 40 เมตร” ท่านโภเชขยายความ
“ท่านครับ ขณะนี้กองคาราวานของอชิตดาบสยังเดินทางติดตามพระพุทธเจ้าอยู่อีกหรือเปล่าครับ” ผมถามท่านโภเช
“ยังติดตามอยู่สิ แต่เนื่องจากการเดินทางของอชิตะเป็นคณะใหญ่ จึงช้าและมีความเอิกเกริกมากกว่า เมื่อเขาไปถึงเมืองไหนก็จะมีผู้คนแตกตื่นมาขอเข้าพบ มาถามไถ่ถึงที่มาที่ไปจำนวนมาก โดยเฉพาะการเสียเวลาไปกับการสืบหาข้อมูลว่าพระพุทธเจ้าเดินทางมาที่นี่หรือไม่ และจะเดินทางไปที่ไหนต่อ” ท่านโภเชตอบ
“ท่านพอจะสรุปเส้นทางทั้งหมดได้ไหมครับว่า พระพุทธเจ้า เดินทางไปที่ไหนบ้าง” ผมถาม
“ได้สิ…ในครึ่งหลังของการเดินทาง ที่เริ่มต้นจากเมืองโกสินนารายณ์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระแท่นดงรัง ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ผ่านเมืองศรีวิชัยที่ปัจจุบันคือจังหวัดนครปฐม พระองค์เดินทางตัดตรงไปยังเมืองพนมดี ปัจจุบันคือจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อจากนั้นก็ไปที่เมืองเทวทหะ ซึ่งเป็นเมืองเกิดของพระมารดาของพระพุทธเจ้า อยู่ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จากนั้นก็เดินทางขึ้นเหนือตามเส้นทางระหว่างกรุงเทวทหะกับกรุงกบิลพัสดุ์ ผ่านอำเภอพนมสารคาม เข้าสู่กรุงกบิลพัสดุ์ จังหวัดปราจีนบุรี
เมื่อพระองค์เสร็จกิจที่บ้านเกิดแล้ว ก็ออกเดินทางตามรอยตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธเจ้าออกบวช โดยได้มีการสร้างเจดีย์ตรงจุดที่พระองค์ปลงสถานะเพื่อออกบวช ปัจจุบันคือศาลเจ้าพ่อพระปลงจังหวัดปราจีนบุรี จากนั้นก็เดินทางผ่านจังหวัดสระแก้วไปยังแคว้นกัมโพชะมหานครทวารกะ ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร เมืองศรีโคตรบูรณ์หรือนครพนม เพื่อไปยังสถานที่ตรัสรู้ หรือที่วัดพระธาตุพนมในปัจจุบัน
แล้วเดินทางไปทิศตะวันตกตามเส้นทางที่พระองค์เคยใช้ครั้งที่เดินทางไปหาปัญจวัคคีย์ผ่านจังหวัดสกลนคร ผ่านบางส่วนของจังหวัดอุดรธานี ที่เมืองกุมภวาปี โดยมุ่งหน้าไปเมืองสารังคนาถหรือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จากนั้นก็เดินทางลงมา ผ่านจังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ ผ่านเมืองมิถิลา และไปจบที่ปาวาลเจดีย์ เมืองไพศาลีแคว้นวัชชี ซึ่งปัจจุบันเธอน่าจะรู้จักในชื่อว่า เมืองศรีเทพ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์”
“อ้าว…ทำไมมาจบแค่นั้นล่ะครับ พระพุทธเจ้าไม่เดินทางกลับไปที่เมืองสาวัตถีเลยหรือครับ” ผมถาม
“เวลานั้นพระยาอโศกคือหนึ่งในแปดราชวงศ์ที่มีส่วนร่วมในการปกครองเมืองไพศาลี ที่นี่จึงเป็นเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของพระยาอโศก”
“พระยาอโศกมีส่วนร่วมในการปกครองอย่างไรหรือครับ” ผมถาม
“เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของเมืองไพศาลีนี้ อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่เป็นเขตรอยต่อระหว่างแคว้นใหญ่ๆ หลายแคว้น ระบบการปกครองของเมืองนี้จึงมีรูปแบบที่พิเศษแตกต่างจากที่อื่น เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนมีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดกับพื้นที่ โดยที่นี่จะใช้หลักการปกครองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ
อีกทั้งเป็นเมืองใหญ่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก เป็นเขตการค้าเสรีที่คนต่างถิ่นของทั้งแปดแคว้นสามารถค้าขายได้อย่างอิสระ ภาษีที่เก็บได้ก็เก็บไว้เป็นกองกลาง กฎมณเฑียรบาลทั้งหมดของที่นี่จึงต้องผ่านความเห็นชอบของทั้งแปดราชวงศ์ ซึ่งทั้งแปดราชวงศ์ก็คือเจ้าผู้ครองแว่นแคว้นต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ ที่นี่จึงเป็นเหมือนเขตการปกครองพิเศษหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีราชวงศ์ลิจฉวีเป็นแกนหลัก ประกอบกับที่เมืองนี้มีปาวาลเจดีย์ ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ที่ใหญ่ที่สุด อยู่ห่างจากเมืองไพศาลีไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ที่นั่นมีอาคารสำหรับพักอาศัยซึ่งสร้างไว้ต้อนรับแขกผู้ใหญ่และข้าราชบริพาร ผู้ติดตามของทั้งแปดราชวงศ์เวลาที่มีงานพิธีหรือมีการประชุมใหญ่ สถานที่พักอาศัยนี้มีชื่อเรียกว่า ‘กุฏาคารศาลา’ ซึ่งหมายถึงอาคารที่เป็นที่พักอาศัยขนาดใหญ่ ที่สามารถจุคนได้เป็นหมื่นๆ คน คล้ายกับโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องพักเป็นพันๆ ห้องนั่นแหละ โดยพระยาอโศกได้ออกปากขอใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อรับรองการมาของคณะอชิตดาบสที่กำลังจะมาถึงกว่าสองหมื่นคน ดังนั้นพระพุทธเจ้ากับพระยาอโศกจึงพิจารณาเห็นว่าที่นี่เหมาะสมกับคณะของอชิตะ” ท่านโภเชตอบ
“ท่านครับปาวาลเจดีย์นี้เป็นของศาสนาพุทธหรือครับ” ผมถาม
“ไม่ใช่…” ท่านโภเชตอบ
“แล้วทำไมถึงเรียกว่าเจดีย์ล่ะครับ” ผมถามต่อ
“คำว่าเจดีย์ถูกใช้มาก่อนพุทธศาสนาเกิด คำนี้จะใช้เรียกอะไรก็ตามที่ประกอบขึ้นเป็นยอดแหลม ไม่ว่าจะสร้างขึ้นจากอะไร จากก้อนอิฐ ก้อนหินหรือแม้กระทั่งกองดินกองทราย ในคติของพราหมณ์สมัยนั้น จะนิยมสร้างเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลอันเป็นที่อยู่ของทวยเทพ ดังจะสังเกตเห็นว่าส่วนใหญ่จะสร้างเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม มีประตูสี่ด้านหรือมีทางขึ้นสี่ทิศ ซึ่งหมายถึงจักรวาลอันประกอบด้วยทิศทั้งสี่ ที่มุ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลาง เพื่อบ่งบอกว่ามีเทพเจ้าสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ตรงกลาง
ปาวาลเจดีย์แห่งนี้ก็เช่นกัน ได้มีการจำลองเขาพระสุเมรุโดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสามชั้น ชั้นแรกคือพื้นราบที่นับจากกำแพงเข้ามาถึงฐานเจดีย์ อันหมายถึงโลกมนุษย์ที่ประกอบด้วยโลกกายภาพที่จับต้องได้ ชั้นที่สองหมายถึงภพภูมิของเหล่าทวยเทพ และชั้นที่สามหมายถึงภพภูมิสูงสุด นั่นคือชั้นพรหมหรือชั้นของพระผู้สร้าง
ซึ่งส่วนสุดท้ายนี้จะรูปแบบเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมมียอดแหลม ไม่เหมือนเจดีย์ในปัจจุบันที่มักจะเป็นทรงกลม”
“หากเธอได้เห็นเจดีย์แห่งนี้ในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าไปเยือน เธอจะรู้ได้ทันทีว่าที่นี่ไม่ใช่เจดีย์ของพุทธศาสนา เพราะแต่ละชั้นจะประกอบด้วยเทวรูปต่างๆ มากมาย ซึ่งเวลาต่อมาเจ้าเมืองไพศาลีได้มีมติสั่งให้ทุบทำลายเทวรูปเหล่านั้นทั้งหมดเช่นกัน” เขาอธิบาย
“ผมจะได้เห็นเจดีย์แห่งนี้ใช่ไหมครับ” ผมถาม
“เธอจะได้เห็นผ่านสายตาของอชิตดาบสแน่นอน” ท่านโภเชตอบ