อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๘๖.

๘๖.

เส้นแบ่งทางพลังงาน

“ที่ฉันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพราะ เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นปรากฏการณ์การยกระดับจิตสำนึกมวลรวมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นบนโลกและในจักรวาล

ฉันอยากให้เธอลองนึกภาพว่า เอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ที่มันกำลังเดินทางอยู่ ณ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ภายใต้ความเวิ้งว้างว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขตของมหาสุญตา เอกภพนี้มันไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ มันหมุนรอบตัวเองและเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เรื่องนี้มนุษย์อย่างเธอไม่มีวันรับรู้ หรือเห็นปรากฏการณ์ของมันได้ เพราะมันใหญ่เกินกว่าที่ประสาทสัมผัสของเธอจะรับรู้ เปรียบเสมือนเห็บเหาที่อาศัยอยู่ใต้ผิวหนังของวัวตัวใหญ่ ขณะที่วัวตัวนั้นกำลังถูกขนส่งไปกับเรือสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อไปยังทวีปใหม่ แน่นอนว่า เห็บเหาตัวนั้นไม่มีวันรับรู้ได้ว่า มันกำลังเคลื่อนที่ไปยังทวีปใหม่”

“การเคลื่อนตัวของเอกภพ ณ ขณะนี้ก็เช่นกัน บัดนี้มันได้เคลื่อนมาสู่พื้นที่ใหม่แล้ว หากจะให้ฉันอธิบายให้เห็นภาพ คือมันกำลังเคลื่อนตัวจากฝั่งที่เป็นสีดำ เข้าสู่ฝั่งที่เป็นสีขาวแล้ว นี่เป็นอุปมาที่ฉันเปรียบเทียบให้เธอเห็นภาพเท่านั้น ในความเป็นจริงมันไม่ได้มีสี หรือคุณสมบัติอย่างที่เปรียบว่าขาวหรือดำแม้แต่น้อย เพราะมันเป็นเรื่องทางพลังงาน ฉันยังไม่อาจจะนิยามความหมายของพลังงาน ที่เป็นฝั่งสีขาวนี้ให้เธอเข้าใจได้ เพราะภาษาของเธอคือภาษาที่ต้องอ้างอิงจากสิ่งที่เคยรู้จัก หรือความเข้าใจเดิมของมนุษย์ แต่สิ่งนี้ยังไม่เคยปรากฏ ยังไม่เคยมีใครรู้  จึงไม่สามารถจะนิยามได้ว่า มันเป็นอย่างไร”

“ฉันบอกได้แต่เพียงว่า การเคลื่อนตัวของเอกภพครั้งนี้ จะเป็นเหมือนการยกระดับของทุกสรรพสิ่ง เพื่อเข้าสู่สถานภาพใหม่ เหมือนกับวัวตัวนั้น ที่จากเดิมเคยอยู่ในทวีปที่แห้งแล้ง แล้วถูกย้ายไปอยู่ในทวีปใหม่ ที่มีทุ่งหญ้าเขียวขจี มีอากาศที่บริสุทธิ์แจ่มใส เหมาะแก่การดำรงอยู่อย่างมาก ซึ่งปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระดับพลังงาน คือกายภาพและคุณสมบัติทางจิตของสิ่งมีชีวิต ก็จะถูกยกระดับตามไปด้วย โดยผลลัพธ์ของมันจะปรากฏออกมา ตรงกันข้ามกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

“ถ้าเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องมีปฏิบัติการอะไรเลยก็ได้นะสิครับ เพราะหากพลังงานเปลี่ยน เดี๋ยวโลกและจิตก็เปลี่ยนไปเอง” ผมตั้งข้อสังเกต

“มันถูกต้องแค่บางส่วน เฉพาะในส่วนที่เป็นทางกายภาพที่เขาถูกเข้ารหัสมา แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และเนื่องจากมันมีสองปัจจัย ที่ทำให้เกิดการยกระดับครั้งนี้ ซึ่งยังต้องอาศัยปฏิบัติการบางอย่างเข้ามาช่วยเหลือ

ประการแรกคือ ขณะนี้เอกภพกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างขาวและดำ ซึ่งรอยต่อนี้ไม่ใช่ว่าเอกภพได้เคลื่อนที่เข้าไปแล้ว จะสามารถเปลี่ยนได้ทันทีเพราะรอยต่อนั้นมันมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก  ถ้าจะให้ฉันอธิบายปรากฏการณ์นี้ให้เข้าใจง่ายๆ คือ สมมุติว่าเธอพิมพ์ภาพที่มีแถบสีขาวและสีดำลงบนกระดาษด้านละครึ่ง เมื่อเธอมองไปที่แผ่นกระดาษแผ่นนั้น เธอจะเห็นเส้นแบ่งที่อยู่ระหว่างขาวกับดำได้อย่างชัดเจนใช่ไหม”

“ใช่ครับ” ผมตอบ

“แต่ถ้าเธอขยายภาพของเส้นแบ่งระหว่างขาวกับดำนั้นให้ใหญ่ขึ้น ๆ เธอจะเห็นว่ามันจะไม่ใช่จุดตัดที่มีความคมชัดอีกต่อไป ยิ่งเธอขยายให้ใหญ่มากเท่าไหร่ เส้นแบ่งที่ชัดเจนนั้นก็จะยิ่งเลือนลางไป ฉันพอจะอธิบายความใหญ่ของเส้นแบ่งนี้ ด้วยตัวเลขได้ว่า เอกภพได้ใช้เวลาในการผ่านเส้นแบ่งนี้มาแล้วกว่า 5 พันปีและขณะนี้มันก็ยังไม่พ้นจากรอยต่อของเส้นแบ่งนั้น”

“ประกอบกับปัจจัยที่สอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญนั่นคือความเป็นอิสระของจิตมนุษย์ ฉันขอเน้นว่ามันสำคัญมาก เพราะจิตมนุษย์เป็นกลไกทางพลังงานในการขับเคลื่อนโลกและจักรวาลให้เกิดเป็นวัฏจักรหรือพูดอีกอย่างว่า จิตมนุษย์คือหัวใจสำคัญที่ทำให้โลกและจักรวาลเกิดการหมุนรอบตัวเองและเกิดการเคลื่อนที่”

“และเนื่องจากความเป็นอิสระของจิตมนุษย์ที่ไม่ขึ้นกับการกำหนดของใคร แม้กระทั่งจากพระเจ้านี่เอง เขาจึงต้องกำหนดด้วยตัวเขาเองเท่านั้น  ดังนั้นต่อให้เอกภพเคลื่อนตัวเข้าสู่สนามพลังงานใหม่ ที่มีปัจจัยใหม่แห่งการยกระดับแล้ว แต่จิตมนุษย์ยังไม่สามารถยกระดับตาม แผนการต่างๆ จึงจำเป็นต้องถูกนำมาใช้ และนี่คืองานของเธอ

ตลอดเวลา 5 พันกว่าปีที่ผ่านมา ได้มีบุคคลสำคัญๆ ทยอยกันมาเปิดเผยวิธีการยกระดับจิตนี้อยู่เนืองๆ พวกเขาต่างใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อให้จิตมนุษย์เกิดการยกระดับ แต่เนื่องจากโลกกายภาพของเธอมีข้อจำกัดโดยเฉพาะข้อจำกัดด้านพื้นที่และเวลา มันจึงส่งผลให้แผนการยกระดับนี้ใช้ได้เพียงบางส่วน ยังไม่สามารถยกระดับคนทั้งหมดได้”

“และนี่คือภารกิจที่แท้จริงของเธอ ภารกิจพาผู้คนทั้งโลกให้ยกระดับไปพร้อมๆ กับกายภาพใหม่และพลังงานใหม่ ซึ่งมันคือยุคสมัยใหม่ที่จะมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด มากกว่าครั้งแรกที่เคยมีมนุษย์มาอยู่บนโลกใบนี้เสียอีก  ถึงแม้ภาพของโลกในยุคสมัยนั้นจะมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ มีอาหารการกินที่บริบูรณ์ สัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่างอาศัยอิงแอบกันอย่างผาสุก แต่มนุษย์ในสมัยแรกนั้น เริ่มต้นมีชีวิตด้วยความกลัวและความไม่รู้ ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนยังเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้ภาษา”

“แต่ในยุคสมัยใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะต่างกันอย่างสิ้นเชิง มนุษย์ได้เดินทางผ่านประสบการณ์มาเป็นล้านๆ ภพชาติ จิตของมนุษย์ทุกคนต่างได้เรียนรู้ที่จะมีทักษะต่างๆ มาแล้วมากมาย เพื่อที่จะเอามาเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์โลกใบใหม่ ให้เกิดเป็นการยกระดับอย่างแท้จริง ดังนั้นบัดนี้มนุษย์โลกโตพอที่จะบรรลุนิติภาวะ สามารถรู้ภาษาแล้ว”

“นี่จะเป็นครั้งแรกที่ระดับของจิตมนุษย์ทั้งโลกจะได้รับการยกระดับพร้อมๆ กัน ผู้คนจะมีความเข้าใจในความจริงหรือสัจธรรมได้อย่างเท่าเทียม ผู้คนจะปฏิบัติต่อทุกสิ่งที่แวดล้อมตัวได้อย่างถูกต้องดีงาม ไม่เบียดเบียนกันและกัน ผู้คนจะมีจิตสำนึกใหม่ ที่ประกอบด้วยปัญญาที่มาจากจิตวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาจะรู้จักการใช้เครื่องมือที่เป็นศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง นั่นคือ ‘การกำหนดที่จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นจิตอันบริสุทธิ์’ และนี่คือเคล็ดลับที่เธอจะต้องเอาไปบอกกับผู้คน”

“แค่การกำหนดที่จะรู้สึก แค่นั้นหรือครับ…” ผมพูด