๘.
เสียงวังเวง
“พวกเขาใช้คลื่นความถี่ตัด ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเธอได้ยินเสียงประหลาดที่ฟังแล้วรู้สึกวังเวง บางคนอาจจะบอกว่าคล้ายกับเสียงแตรหรือทรัมเป็ต ขอให้เธอรู้ไว้เลยว่าพิกัดนั้นกำลังถูกตัดและในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แน่นอน” เขาอธิบาย
“ใช่ที่เขาเรียกว่า Hum หรือ Strange Sound ที่ผมเคยเห็นในคลิปวิดีโอไหมครับ” ผมเสริม
“นั่นแหละ… บางคนตีความว่ามันคือลางร้ายหรือสัญญาณบอกเหตุ ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องตามที่เขารู้สึก เพราะขณะที่เจ้าหน้าที่ทางเทคนิคกำลังปฏิบัติการอยู่นั้น เขาก็ได้ปล่อยกระแสความคิดหรือภาษาจิตออกไปเตือนผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นว่าให้ออกจากพื้นที่นี้ไปเสีย ซึ่งก็จะมีแต่คนที่มีจิตละเอียดเท่านั้น ที่รับรู้กระแสความคิดนั้นได้
กลุ่มเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคที่ปฏิบัติการเหล่านี้มีสถานที่พำนักอาศัยอยู่ใต้ดิน ซึ่งก็มีอยู่หลายแห่งทั่วโลก แต่ตำแหน่งที่เปรียบเสมือนเป็นกองบัญชาการกลางคล้ายกับที่นี่ จะอยู่ที่บริเวณขั้วโลกเหนือลึกลงไปใต้ชั้นน้ำแข็งเกือบสิบกิโลเมตร แต่มีปากทางเข้า ห่างจากพื้นผิวไม่ถึงสองกิโลเมตร ลักษณะทางกายภาพเมื่อเข้าไปข้างใน จะเป็นเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่มีทุกอย่าง มีผืนดิน มีน้ำ มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีสัตว์ป่า และที่สำคัญคือมีดวงอาทิตย์ มีผู้คนอาศัยอยู่ในนั้นมากมายเหมือนกับที่นี่ พวกเธอบางคนเคยได้ไปเยือนสถานที่เหล่านั้นมาแล้วทางจิต เมื่อกลับออกมาเขาก็มักจะเข้าใจว่าโลกของเธอนั้นกลวง เพราะสิ่งที่เขาเห็นมันทำให้เขาคิดเช่นนั้น คือมันเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งมันก็ใหญ่จริงๆ อย่างที่ฉันเคยบอกเธอไปแล้วว่า มันใหญ่พอๆ กับจังหวัดหนึ่งของเธอเลย แต่เมื่อเทียบกับขนาดที่แท้จริงของโลกแล้ว มันก็ยังเป็นแค่จุดเล็กๆ เท่านั้น” เขาอธิบาย
“ที่นั่นมีรูปธรรมมนุษย์และคล้ายมนุษย์อาศัยอยู่มากมาย แต่มีผู้ที่เปรียบเสมือนเป็นหัวหน้าหรือผู้ปกครองในส่วนงานใต้ดินนี้เพียงคนเดียว ชื่อของเขาออกเสียงว่า ‘ชีวาแอตลาซา’ หลายคนรู้จักเขาดีในนามว่าชีวา หรือชีวะ หรือแอตลาส ผู้คนมักจะขนานนามเขาว่าเป็นเจ้าแห่งพื้นพิภพ,เจ้าผู้พิทักษ์โลก หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งการทำลายล้างเพราะเขาคือผู้กำหนดให้เกิดแผ่นดินไหวและทำให้ภูเขาไฟระเบิด เขาทำหน้าที่ดูแลงานส่วนนี้มานานมากแล้ว ในช่วงต้นของยุคก่อนประวัติศาสตร์มีคนเอาชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อทวีป และกลายเป็นมหาสมุทรในเวลาต่อมา นั่นก็คือทวีปแอตแลนติสและมหาสมุทรแอตแลนติก หน้าที่หลักของเขาคือดูแลแกนหมุนของโลกให้คงที่สม่ำเสมอ ไม่ให้มันผิดเพี้ยนแม้สักองศาเดียว ยกเว้นจะมีแผนการทำให้มันเปลี่ยน หากเรามีโอกาสเข้าไปในที่พำนักของเขา เราจะเห็นเสาศิลาขนาดมหึมาอยู่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลางห้องโถงใหญ่ แท่งศิลานี้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนฐานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ช่วงกลางเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม และช่วงปลายเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก มนุษย์
ที่เคยท่องเที่ยวด้วยจิตและมีโอกาสได้เห็นสิ่งนี้ แต่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร จึงตีความไปต่างๆ นานา บนพื้นฐานความเชื่อของตัวเอง เช่นเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศชายบ้าง เป็นสัญลักษณ์ของผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งบ้าง แต่แท้ที่จริงแล้วเสาศิลาอันนี้คือเครื่องมือตรวจวัดอัตราการหมุนของโลก ที่จริงรอบๆ เสาศิลาอันนี้ยังมีเครื่องมือการวัดค่าต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันประกอบอยู่อีกหลายชิ้น เช่นเครื่องมือการวัดอัตราการหมุนของโลก องศาการเอียง วันเวลา ที่ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย จุดนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นแกนกลางของระบบโลก เป็นเหมือนศูนย์สังเกตการณ์ของโลก บางคนจึงเปรียบภารกิจนี้ของเขา ว่าเป็นผู้ที่แบกโลกใบนี้ไว้ทั้งใบ”
“ภารกิจของเขาดูเหมือนของพระศิวะในตำนานเทพฮินดูและเทพแอตลาสในตำนานเทพกรีกเลยนะครับ ดูเหมือนเขาจะเป็นสองคนในร่างเดียวกันนะ” ผมตั้งข้อสงสัย
“เปล่าเลย… เขาคือคนๆ เดียว แต่คนที่เคยสัมผัสกับเขาต่างหากที่เรียกชื่อเขาต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบและคุณสมบัติของเขา บางคนอาจจะเห็นหรือรู้จักเขาในบทบาทของการทำลาย บางคนอาจจะรับรู้ในบทบาทของผู้พิทักษ์ ผสมกับความเชื่อที่เป็นพื้นฐาน ทำให้ภาพของเขาคนนี้จึงออกมาต่างกันในแต่ละเชื้อชาติและวัฒนธรรม”
“แล้วตำนานต่างๆ ที่เป็นเรื่องเล่าของท่าน.. เออ…ท่าน…ชีวาแอตลาซา…นี้ล่ะครับ มีเรื่องราวแบบที่ตำนานนั้นบอกหรือเปล่าครับ” ผมถาม
“ฉันขอให้เธอเข้าใจหลักการมองความรู้ที่มีอยู่บนโลกนี้ไว้ว่า เรื่องที่เธอรู้ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเรื่องอะไร จะมีส่วนที่เป็นทั้งความจริงและความเท็จผสมกันอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งในคัมภีร์ทางศาสนา ส่วนใหญ่จะมีความจริงหลงเหลือไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์” เขาพูด
“20 เปอร์เซ็นต์เองหรือครับ” ผมถามย้ำ
“ใช่… แต่สำหรับเรื่องราวที่เป็นตำนานหรือเรื่องเล่าที่เป็นแนวอภินิหารความมหัศจรรย์ จะเหลือความจริงเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เหตุเพราะว่าเรื่องราวเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากวัตถุประสงค์อื่น เช่นสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความยำเกรง ทำให้ดูศักดิ์สิทธิ์ ดูน่าเคารพ เลื่อมใส ทำให้ดูตื่นเต้น หรือพูดอีกแบบว่า ทำให้เกิดความกลัวเพื่อให้เรามองเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องที่สูงส่งเกินความสามารถที่มนุษย์จะรับรู้ได้ ซึ่งยังผลให้ผู้ที่สามารถเข้าถึงหรือนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้น กลายเป็นตัวแทนแห่งเทพเจ้าหรือเป็นคนพิเศษไปโดยปริยาย” เขาตอบ
“โห!…เหลือแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เองหรือครับ” ผมอุทานกึ่งถาม
“ใช่… มีผู้คนมากมายในอดีตที่ฝึกจิตจนสามารถล่วงรู้ข้อมูลจากจักรวาลได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่เมื่อเขาทำได้เขาก็รู้สึกว่าตนเองเก่ง พิเศษ เหนือกว่าใคร ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดเป็นความหยิ่งผยอง หรือมีตัวตนชนิดที่ยากที่จะมองเห็นและจัดการ หลังจากนั้นกระแสความคิดของเขาก็จะคับแคบลงทันที จากที่เคยกระจายออกไปแบบไม่สิ้นสุด ก็กลายเป็นจำกัดอาณาเขตอยู่แค่กับตนเอง เพราะความมีอัตตา
และวินาทีนั้นเองความจริงที่จริงแท้ก็ถูกปิดลง การรับรู้ความจริงของเขาก็จะไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป ความจริงจึงถูกแต่งแต้มด้วยมโนคติของตนเอง ด้วยอัตตาของตนเอง และนี่คือสาเหตุว่า ทำไมความจริงถึงเหลือเพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ เข้าใจเรื่องที่ฉันพูดไหม” เขาทิ้งท้ายด้วยการถามย้ำ
“พอเข้าใจครับ…เออ..ท่านครับ ผมสงสัยเกี่ยวกับเรื่องดวงอาทิตย์ที่อยู่ภายในนี้ว่ามันประกอบจากอะไร และหลักการทำงานของมันเป็นอย่างไร แต่ยังไม่มีจังหวะได้ถาม ท่านช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ” ผมถาม
“พวกเราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘รา’ ถ้าจะให้อธิบายหลักการทำงานของมัน คงจะละเอียดและยากเกินไปสำหรับเธอ แต่ถ้าให้อธิบายคร่าวๆ ก็พอได้ ที่จริงสิ่งนี้ไม่มีส่วนใดเหมือนกับดวงอาทิตย์จริงๆ ของเธอเลย เพราะสารประกอบและกระบวนการเกิดแสงของมันนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ได้กลับเหมือนกัน นั่นคือแสงสว่างและความร้อน โดยเฉพาะรังสีที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและสัตว์ ถ้าจะบอกว่าสิ่งนี้คือเครื่องกำเนิดพลังงานให้กับเราก็ได้ เพราะมันสามารถทำให้พืชเจริญเติบโต ทำให้เกิดวัฏจักรต่างๆ เช่นการระเหยของน้ำและสารละลายอื่นๆ และที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้เกิดวัฏจักรของนาฬิกาชีวิต”
“เป็นอย่างไรครับนาฬิกาชีวิต” ผมถามทันที
“มันคือกลไกการทำงานอัตโนมัติภายในที่ทั้งคน, สัตว์ และพืชจะต้องอาศัยการกำหนดเวลาชีวิตจากดวงอาทิตย์ หรือถ้าจะให้อธิบายอย่างละเอียดก็คือ กลไกการทำงานภายในของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด จะทำงานสอดคล้องกับแสงอาทิตย์เช่น พืชจะมีปฏิกิริยาโดยตรงกับแสงหรือการสังเคราะห์แสง ทำให้เกิดปฏิกิริยาคลายก๊าซออกซิเจนออกมาในเวลากลางวัน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในเวลากลางคืน รวมไปถึงกลไกการทำงานของอวัยวะภายในของสัตว์และมนุษย์ที่จะต้องทำงานเป็นเวลา เช่นตับ ม้าม ทำงานเวลาไหน ทุกๆ ช่วงเวลาล้วนมีผลและถูกกำหนดเวลาจากดวงอาทิตย์ ไม่เช่นนั้นการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ จะสับสนและแปรปรวนจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้” เขาตอบ
“อ้อ..นึกออกแล้ว เคยมีใครบางคนบอกเรื่องนี้แล้วครับ” ผมตอบ
“เหตุที่เราต้องมีดวงอาทิตย์ เพราะนาฬิกาชีวิตของเหล่ารูปธรรมที่มาทำงานบนโลกใบนี้ไม่เท่ากัน เราจึงกำหนดให้มีสถานที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับพวกเขา ซึ่งพวกเขาก็จะเลือกสถานที่พำนักตามนาฬิกาของเขา”