อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๔๖.

๔๖.

เดินทางไกล

“ขอองค์เทพเทวาทั้งสิบหกชั้นฟ้าสิบห้าชั้นดิน ได้โปรดอำนวยชัยให้พวกเจ้าทั้งหลายเดินทางโดยสะดวกปราศจากอุปสรรค เภทภัยอันตรายใดๆ ขออย่าได้มากล้ำกราย ขอให้พวกเจ้าทั้งหลายสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจใว้ ขอให้ได้พบกับอมตธรรมอันประเสริฐเพื่อเป็นปัจจัยให้เจ้าทั้งหลายก้าวสู่พระนิพพานเถิด” ท่านภาวรีย์กล่าวคำอวยพรตามความเคยชิน

“สาธุ…” เสียงดาบสทั้งหมดกล่าวสาธุพร้อมกัน

“ไปเถิดศิษย์รักของข้า…วันนี้ข้ารู้สึกยินดีกับพวกเจ้าทุกคน หากโชควาสนาของข้ายังมี ก็ขอให้ข้าได้พบพวกเจ้าอีกครั้ง” ท่านภาวรีย์พูดเหมือนตระหนักรู้ว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นหน้าศิษย์ทุกคน

จากนั้นอชิตะจึงนั่งคุกเข่าลงกับพื้น และนี่ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บอกกับทุกคนว่าจะต้องทำอะไร ทุกคนจึงพร้อมใจกันนั่งลงตามและกราบกับพื้นพร้อม ๆกัน เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูที่มีต่อครูบาอาจารย์ จากนั้นคณะดาบสทั้ง 16,016 คนก็ออกเดินทางโดยมีคณะหัวหน้าดาบสทั้ง 16 คนเป็นผู้นำ ในวันแรกของการเดินทางนั้นค่อนข้างติดขัดเนื่องจากเป็นคณะใหญ่ การสื่อสารระหว่างหัวขบวนกับท้ายขบวนจึงมีความยากลำบาก ดังนั้นการเดินทางในช่วงต้นของพวกเขาจึงยังอยู่ภายในเกาะของท่านภาวรีย์ เพราะจากตอนใต้ของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของอาศรมเรือนพัก ไปจรดตอนเหนือสุด ตรงจุดที่มีแม่น้ำแยกออกเป็นสองสาย มีระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อเดินทางมาถึงตอนเหนือสุดของเกาะ ก็เป็นเวลาเย็นพอดี คณะจึงค้างแรมกัน ณ บริเวณนั้น ซึ่งเหล่าอำมาตย์แห่งกรุงสาวัตถีได้เคยสร้างท่าน้ำ และซุ้มที่พักไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสิ้นสุดเขตแดนของท่านภาวรีย์แล้ว

การเดินทางขึ้นไปทางเหนือจะแตกต่างจากการล่องลงใต้มากเพราะไม่สามารถใช้แพหรือเรือได้  ต้องใช้เกวียนหรือเดินเท้า ตลอดเส้นทางจะผ่านชุมชนและเมืองต่างๆ เป็นระยะๆ ซึ่งที่ตั้งของเมืองส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ดังนั้นการเดินทางจึงอาศัยเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำเป็นหลัก ยกเว้นบางช่วงที่แม่น้ำมีความคดเคี้ยว เส้นทางก็จะตัดลัดไปบ้าง เมืองแรกที่คณะไปพักค้างแรมกันคือ เมืองอุชเชนี ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เป็นเขตแดนของท่านภาวรีย์ไป 2 โยชน์หรือราว 32 กิโลเมตร ดังนั้นในวันที่สองของการเดินทาง จึงมีกำหนดการที่จะออกกันตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจะได้ไปถึงเมืองไม่ค่ำมาก ซึ่งจะทำให้ชาวเมืองรู้ข่าวการมาของคณะดาบส เพื่อจัดเตรียมอาหารสำหรับมาถวายในตอนรุ่งเช้าได้

แล้วก็เป็นตามที่คาดการณ์ไว้ เราเดินทางไปถึงเมืองนั้นในช่วงบ่ายแก่ๆ พอดี สภาพสองข้างทางก่อนถึงกำแพงเมืองมีชุมชนอยู่กันอย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่จะปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำ นอกเมืองมีเทวาลัย รูปแบบสถาปัตยกรรมลักษณะเดียวกับปราสาทหินของขอม แต่ที่นี่จะก่อด้วยอิฐฉาบปูนและประดับด้วยทองคำ ซึ่งดูแตกต่างอย่างชัดเจนจากสภาพบ้านเรือนทั่วไปที่ใช้วัสดุธรรมชาติ เทวาลัยของเมืองนี้มีอยู่หลายแห่งมีทั้งเล็กทั้งใหญ่ มีหมู่บ้านของพราหมณ์ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับเทวาลัย ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆเพราะบ้านจะสร้างอย่างปราณีตหลังคามุงด้วยกระเบื้องจึงดูดีกว่า  ผู้คนในเมืองเมื่อเห็นคณะดาบสจำนวนมากเดินทางมาจึงแตกตื่นว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจึงพากันเข้ามาสอบถามว่าเราเป็นใครมาจากไหน เมื่อได้คำตอบว่าเป็นคณะดาบสมาจากสำนักของท่านภาวรีย์ ทุกคนก็ร้องอ้อ เพราะสำนักของท่านมีชื่อเสียงเรื่องความเมตตา บริจาคเหรียญทองให้แก่ผู้ยากไร้

คณะของเราได้อาศัยร่มไม้ใหญ่ บริเวณรอบคูน้ำนอกกำแพงเมืองอุชเชนีเป็นที่ค้างแรม ข่าวการมาของพวกเราแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วจนไปถึงหูของท่านเจ้าเมืองและเหล่าพราหมณ์ปุโรหิต เย็นวันนั้นจึงมีคณะทหารมหาดเล็กมาเชิญให้พวกเรา ไปเข้าเฝ้าพระราชาในวันรุ่งขึ้นเพื่อพระองค์จะได้ถวายภัตตาหารเช้าด้วย อชิตะซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าจึงรับคำเชิญ

วันรุ่งขึ้นคณะดาบสทั้ง 16 คน ก็เดินทางไปยังสถานที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับรับภัตตาหารเช้า เมื่อฉันเสร็จเรียบร้อย  พระราชาจึงมีโอกาสสนทนากับอชิตดาบสซึ่งเป็นหัวหน้า เมื่อสอบถามและรู้ประวัติของคณะดาบสว่าเป็นใครมาจากไหนแล้ว พระองค์จึงถามต่อถึงสาเหตุในการเดินทาง

“ท่านดาบสผู้ทรงศีล ท่านกำลังจะเดินทางไปที่ใดและมีเหตุสำคัญไฉนจึงเดินทางเป็นคณะใหญ่ขนาดนี้” พระราชาถาม

“ข้าแต่มหาบพิตร ข้าฯ กำลังจะเดินทางไปยังกรุงสาวัตถีอันเป็นที่พำนักของมหาบุรุษ ตามนิมิตของมหาเทวาที่แจ้งกับท่านอาจารย์ของข้าฯ ว่า บัดนี้ พระผู้แจ้งในโลกธรรมพระองค์นั้น เป็นมหาบุรุษที่จะมาโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นจากสังสารวัฏ เป็นผู้มีรัศมีเรืองรองต้องตามตำรามหาปุริสลักษณะทั้ง ๓๒ ประการ ผู้ทรงมีพระจักษุแจ้งในสรรพธรรมแห่งกรรมทั้งปวง เป็นผู้ถึงฝั่งอันสิ้นแล้วด้วยกิเลส ทรงบรรลุอภิญญาทศพลญาณครบถ้วน ทรงเป็นมหาศาสดาของโลกผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ได้อุบัติขึ้นบนโลกมนุษย์แล้ว” อชิตะตอบ

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะขอให้ราชครูของข้าติดตามท่านไปยังกรุงสาวัตถีด้วยจะได้ไหม เพื่ออัญเชิญมหาบุรุษผู้นั้นมาโปรดที่เมืองของข้าบ้าง” พระราชาถาม

“ข้าแต่มหาบพิตร ข้าฯ ยินดีอย่างยิ่งที่จะมีคณะของพระองค์ติดตามไปด้วย” อชิตะตอบ

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอจัดไพร่พลส่วนหนึ่งดูแลเรื่องการหุงหาภัตตาหารระหว่างทางแด่คณะดาบสเพื่อมิให้ต้องลำบาก” พระราชาเสนอ

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณ มหาบพิตร” อชิตะตอบ

“ท่านอำมาตย์และท่านราชครู วันนี้ท่านจงไปแจ้งแก่พราหมณ์ที่สมัครใจจะร่วมเดินทางไปกับคณะของท่านอชิตดาบส และจัดไพร่พลพร้อมกับเสบียง บรรทุกใส่เกวียนให้แล้วเสร็จ ก่อนรุ่งสางของวันพรุ่งนี้” พระราชาสั่งการ

เมื่อท่านเจ้าเมืองประกาศหาพราหมณ์อาสาสมัครที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะของอชิตดาบส ภายในวันเดียวก็มีผู้ประสงค์ร่วมเดินทางถึง 100 คน สมทบกับคณะไพร่พลที่ทำหน้าที่ขนสัมภาระด้วยเกวียน 100 เล่มพร้อมพลขับอีก 100 คน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงมีผู้ร่วมเดินทางเพิ่มอีก 200 คน การมาที่เมืองอุชเชนีครั้งนี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คณะของอชิตะมีแบบแผนการเดินทางมากขึ้น เนื่องจากมีคณะไพร่พลที่เชี่ยวชาญการเดินทางเป็นหมู่คณะ ซึ่งโดยปรกติพวกเขาจะทำหน้าที่ติดตามกองทัพ โดยเขาได้กระจายกองเกวียนทั้ง 100 เล่มให้ทั่วทั้งขบวน เกวียนแต่ละเล่มก็มีผู้ขับซึ่งทำหน้าที่สื่อสารเป็นทอดๆ จากหัวขบวนถึงท้ายขบวน ทำให้ขบวนเข้าใจตรงกันสามารถเคลื่อนที่เป็นกลุ่มก้อน และไม่เสียเวลารอกันไปรอกันมา

แน่นอน เมื่อมีกองเกวียนเพิ่มมาอีก 100 เล่ม ภาพการเดินทางจึงดูเหมือนเป็นการเคลื่อนกองทัพขนาดย่อมๆ เมื่อเดินทางผ่านเมืองไหน ชุมชนไหน จึงทำให้เป็นที่สนใจมากขึ้นไปอีก

“ท่านโภเชครับ เมืองอุชเชนี ปัจจุบันคือที่ไหนหรือครับ” ผมถามแทรกด้วยความอยากรู้

“จากจุดที่คณะของเธอค้างแรมกันในคืนแรก ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่กรรมสิทธิ์ของท่านภาวรีย์ ตรงจุดนั้นปัจจุบันเรียกว่าเมืองอ่างทองหรือชื่อเดิมว่าอู่ทอง และเมื่อเธอเดินทางเลียบแม่น้ำโคธาวรี หรือที่ปัจจุบันเธอเรียกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปอีกราว 20 กิโลเมตร จุดนี้ต้องแยกไปทางซ้าย ปัจจุบันมันกลายเป็นแม่น้ำขนาดเล็ก ซึ่งแต่เดิมมันเคยเป็นเส้นทางสายหลักมุ่งหน้าไปสู่เมืองอุชเชนี แต่เนื่องจากแม่น้ำเปลี่ยนทิศมันจึงลดความสำคัญลง  ซึ่งตำแหน่งของเมือง อุชเชนีจะอยู่ห่างจากจุดแยกนี้ไปอีกราว 12 กิโลเมตร อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ตรงบริเวณวัดพระนอนจักรสีห์ ซึ่งเรื่องราวของพระนอนองค์นี้ ในอดีตก็มีความเกี่ยวข้องกับเธอโดยตรงด้วย” ท่านโภเชตอบพร้อมกับเพิ่มเรื่องราวที่ทำให้ผมสนใจ

“เกี่ยวข้องกับผมอย่างไรหรือครับ” ผมถามด้วยความตื่นเต้น

“เธอคือผู้สร้างพระนอนองค์นี้ขึ้นมา ในภพชาติหลังจากที่เธอเกิดเป็นอชิตะนี้ไปอีกราวๆ 1,000 ปี”  ท่านโภเชตอบ

“ผมสร้างพระนอนหรือครับ มีนัยสำคัญอะไรไหมครับ” ผมถาม

“มีแน่นอน เธออยากรู้ไหมล่ะ” ท่านโภเชถาม

“อยากรู้สิครับ เราพักเรื่องของอชิตะไว้ก่อนก็ได้” ผมเสนอ