อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๕๑.

๕๑.

บุรุษชุดเหลือง

“เหตุกาณ์ครั้งนั้น สร้างจุดเปลี่ยนให้เกิดขึ้นหลายอย่าง โดยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะออกเดินทางจากเมืองสาวัตถี พระองค์ได้ขอความร่วมมือจากผู้ที่จะร่วมเดินทางไปให้ห่มผ้าสีใหม่ โดยพระองค์ได้ออกปากขอผ้ามาจากชาวบ้าน แล้วนำไปย้อมด้วยขมิ้นให้เป็นสีเหลืองสด ซึ่งโดยมากรูปแบบการแต่งกายของเหล่านักพรตดาบสรวมถึงพระพุทธเจ้าเองในสมัยนั้น มักนิยมใช้ผ้าฝ้ายดิบที่ไม่ได้ผ่านการย้อมสีใดๆ หรือบางพวกก็นุ่งห่มด้วยหนังสัตว์ หนังเสือ ซึ่งก่อนหน้านั้นสำหรับผู้ที่สมัครใจมาเป็นนักบวชกับพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้บังคับแต่อย่างใด แต่ละคนจึงนุ่งห่มด้วยผ้าฝ้ายสีธรรมชาติเสียเป็นส่วนใหญ่” เขาอธิบาย

“แล้วทำไมพระองค์ถึงเลือกสีเหลืองสดแบบนั้นล่ะครับ ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมพระต้องห่มผ้าสีเหลือง” ผมถาม

“วัตถุประสงค์สำคัญคือตอนนั้นพระองค์ต้องการเพียงให้ผู้คนสังเกตเห็นได้ง่าย จดจำได้ง่าย เมื่อคณะของพระองค์เดินทางไปทางไหน ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร แค่ต้องการให้เห็นภาพของกลุ่มคนสวมชุดสีเหลืองเดินผ่านไปเท่านั้น และเมื่อมีคณะของอชิตะเดินทางตามหาภายหลัง ซึ่งเป็นกองคาราวานใหญ่โต เมื่อพวกเขารู้ว่าเธอกำลังตามหาพระพุทธเจ้าเขาก็จะนึกออกทันทีว่า น่าจะเป็นคณะบุรุษชุดสีเหลืองที่เคยเดินทางผ่านไป ซึ่งจะไม่มีทางซ้ำกับนักพรตอื่นอย่างแน่นอน นี่คือยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมาก” เขาอธิบาย

“ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องเรียกว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดและวางกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ให้เกิดการจดจำที่เก่งมาก” ผมตั้งข้อสังเกต

“ใช่แล้ว และสิ่งนี้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเพราะหลังจากนั้น ผ้าสีเหลืองก็กลายเป็นเครื่องแบบของพระในพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน” เขาอธิบาย

“การห่มผ้าเหลืองเริ่มต้นจากตรงนี้เองหรือครับ แล้วเรื่องราวเป็นอย่างไรต่อครับ” ผมถาม

“การเดินทางของเธอก็เริ่มขึ้นนับจากนี้ เธอเข้าไปสัมผัสมันด้วยตัวเองดีไหม” เขาเสนอ

“ผมขอให้ท่านเล่าไปด้วยและผมก็เข้าไปอยู่ในจิตของอชิตะด้วยได้ไหมครับ เพราะผมต้องการรู้เรื่องราวทั้งหมดจากมุมมองของพระพุทธเจ้าและจากมุมมองของคนอื่นๆ รวมถึงมุมมองของอชิตะไปพร้อมๆ กัน” ผมถาม

“ได้สิ จะลองใช้วิธีนี้ดูบ้างก็ได้” เขาตอบ

 

“ในช่วงเวลานั้น เท่ากับเธอและสมาชิกทั้งหมดเหมือนได้กลับบ้าน ญาติพี่น้องทุกคนรวมถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลต่างตื่นเต้นดีใจที่เห็นพวกเธอกลับมา และพวกเขาก็เล่าประสบการณ์ที่ได้อยู่ใกล้ชิดและอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร พวกเขาได้บรรยายกรรมวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงจิตตปัญญาที่อยู่ภายใน ซึ่งมีความแปลกประหลาดกว่าทุกๆ สำนักในเวลานั้น ประกอบกับพวกเธอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองขนานใหญ่ ทั้งการตัดถนนเพิ่ม การขยายพื้นที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยออกไป มีเรือนพักแรมสำหรับคนต่างถิ่นผุดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการสร้างสถานที่สำหรับพระพุทธเจ้าได้ใช้เป็นที่พำนักแห่งใหม่ ที่ชื่อว่าวัด ‘เชตวันมหาวิหาร’ ซึ่งสร้างโดยมหาเศรษฐีสุทัตตะ อันประกอบด้วยศาลาขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้คนที่จะเดินทางมาเข้าพบพระพุทธเจ้า ตัวศาลามีหลังคาเรือนยอดที่ลดหลั่นกันนับได้ถึง 12 ชั้นซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

“ท่านครับที่ท่านบอกว่า กรรมวิธีการสอนที่แปลกประหลาดของพระพุทธเจ้าเมื่อสักครู่นั้น มันหมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถาม

“เรื่องนี้เธอย่อมรู้ดีอยู่แล้ว เพราะเธอได้ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาทั้งหมด เพียงแต่ฉันจะช่วยเตือนความทรงจำให้เธอ เธอลองตอบคำถามฉันก่อนสิว่า ขณะที่เธออยู่ในคราบของอชิตะนี้ เธอใช้กรรมวิธีอย่างไรในการแสวงหาสัจธรรม เพื่อเป็นแนวทางการหลุดพ้น” เขาถาม

“อืม… ถ้าเอาตามวิถีของท่านภาวรีย์ เนื่องจากท่านเป็นพราหมณ์ผู้ทรงความรู้มาก่อน ท่านคือครูบาอาจารย์ที่เคยสอนเกี่ยวกับคัมภีร์พระเวท คัมภีร์ไตรเภท และคัมภีร์โหราศาสตร์โบราณทั้งหมดมาก่อน แต่ท่านก็เบื่อหน่ายในวิถีของพราหมณ์ที่ยังข้องแวะเรื่องทางโลก ชีวิตของพราหมณ์ยังประกอบไปด้วยเครื่องเศร้าหมองต่างๆ มีการครองเรือนมีลูกมีเมีย โดยเฉพาะการเป็นที่ปรึกษาและวางแผนดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้านให้แก่กษัตริย์และผู้คน  ท่านจึงสละทุกอย่างเพื่อออกแสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้น โดยวิถีปฏิบัติประจำวันที่ท่านกำหนดคือให้ทุกคนปลีกตนเอง ไม่พบปะพูดคุยกัน ไม่มีกิจกรรมใดๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนภายนอก ให้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเจริญสติภาวนา อยู่กับตนเอง อยู่กับลมหายใจของตนเอง เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยความบริสุทธิ์นั้นจะประกอบด้วยการละกิเลสตัณหาต่างๆ ทั้งเรื่องการกินการอยู่ การอดทนอดกลั้นต่อกามราคะ ด้วยการรักษาศีล ยึดถือพรหมจรรย์ ปฏิเสธมหรสพ ความบันเทิงทุกชนิด และไม่ข้องแวะกับอบายมุขทั้งปวง” ผมอธิบาย

“เธอคิดว่ากรรมวิธีนี้เป็นการแสวงหาการหลุดพ้นจากภายนอกหรือจากภายใน” เขาถาม

“หือ… ผมไม่เข้าใจคำถามครับ” ผมถาม

“ถามอย่างนี้ก็ได้ เธอคิดว่าการทำแบบนั้น เธอพึ่งพาตนเองหรือพึ่งพาสิ่งภายนอก” เขาถามย้ำ

“พึ่งพาตนเองสิครับ เพราะเราอุตส่าห์แสวงหาสถานที่สงบๆ ไม่มีสิ่งเร้าใดๆ เพื่อจะได้มีโอกาสค้นพบสัจธรรมจากภายใน” ผมตอบ

“ถ้าเธอไม่มีสถานที่สงบแบบนั้น เธอคงหมดโอกาสค้นพบมันสินะ” เขาถามต่อ

“เออๆ ๆ… ก็คงไม่…พบมั้งครับ” ผมเริ่มไม่ค่อยแน่ใจพร้อมกับรู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกต้อนให้จนมุม

“ที่เธอรู้สึกนั้นถูกต้องแล้ว แต่เธอกำลังย้อนแย้งกับตนเอง ถ้าเธอต้องไปใช้ชีวิตแบบนั้นเธอจึงจะสามารถบรรลุสัจธรรมได้ ก็แสดงว่า เธอต้องพึ่งพาสิ่งภายนอกอยู่ นั่นก็คือจะต้องมีสถานที่เอื้ออำนวย จะต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หรือจะต้องมีกรรมวิธี และที่เธอกำลังเดินทางรอนแรมเพื่อจะได้ไปพบกับมหาบุรุษอยู่นี้ ก็เป็นเพราะเธอกำลังใช้กรรมวิธีแบบการแสวงหาจากสิ่งภายนอกอยู่ เธอกำลังปรารถนาให้พระองค์ช่วยนำทาง หากไม่มีสิ่งภายนอกเหล่านั้น เธอจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของเธอได้” เขาอธิบาย