อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๕๓.

๕๓.

ความอ่อนแอ

“เพราะเขากลัวและอ่อนแอนะสิ เลยทำให้พวกเขาส่วนใหญ่พลาดโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย” เขาตอบ

“อะไรนะครับ…มันเกี่ยวกับความอ่อนแอและความกลัวอย่างไรครับ” ผมถาม

“หากเธอจะต้องทำอะไรสักอย่างดัวยตนเอง หรือต้องเดินทางไปไหนด้วยตนเองโดยเฉพาะไปในที่ที่เธอไม่เคยไป เธอก็จะไม่มั่นใจ เธอมักจะเกิดความกังวลหรือความกลัว  และส่งผลให้เธอขาดพลังอำนาจหรือขาดความกล้าหาญในตนเอง ฉันขอยกตัวอย่างอย่างนี้ก็แล้วกัน สมมุติว่าเธอกำลังลอยคออยู่กลางแม่น้ำอันมืดมิด ถ้าเธอไม่รู้อะไรเลย เธอย่อมรู้สึกอ้างว้าง ไม่ปลอดภัยและแน่นอนที่สุด เธอกลัว

สมมุติว่าที่ฝั่ง มีคนอยู่สองคนกำลังหาวิธีที่จะช่วยเธออยู่ คนที่หนึ่งโยนห่วงยางเป่าลมให้เธอเกาะ พร้อมกับโยนเชือกอีกเส้นหนึ่งให้เธอจับ เพื่อที่เขาจะได้ลากเธอเข้าฝั่ง กับอีกคนหนึ่งตะโกนบอกเธอว่า ให้พยายามตีขาสลับไปมาเพื่อพยุงตัวให้ลอยไว้ จากนั้นก็สอนให้เธอใช้กำลังแขนขาของตัวเอง พยายามว่ายน้ำเข้าฝั่งมาตามทิศทางที่เธอได้ยินเสียง เธอคิดว่าเธอจะเลือกวิธีการช่วยเหลือของใคร”

“ผมก็ต้องเลือกห่วงยางกับเชือกสิครับ”ผมตอบ

“ใช่แล้ว…นี่คือพื้นฐานเรื่องความอ่อนแอที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน เพราะคนส่วนใหญ่จะเลือกรับการช่วยเหลือจากผู้อื่นมากกว่าจะเลือกช่วยตัวเอง” เขาตอบ

“ก็ในเมื่อมันสามารถทำให้ถึงฝั่งได้เหมือนกัน แล้วมันก็ง่ายและเร็วกว่าด้วย ซึ่งถ้าผมว่ายน้ำไม่เก่ง การจะมาฝึกว่ายน้ำในสถานการณ์แบบนั้น มันอาจจะไม่ทันการหรือมีความเสี่ยงมากกว่าไหมครับ” ผมแสดงความเห็น

“และนี้คือพื้นฐานเรื่องความอ่อนแอ เมื่อเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์แห่งความกลัว และกำลังแสวงหาวิธีที่จะออกจากความกลัวนั้น ส่วนใหญ่มักจะมองหาที่พึ่ง มองหาความช่วยเหลือก่อนเสมอ ที่จริงมนุษย์ทุกคนแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ก็มักจะเริ่มต้นด้วยการแสวงหาจากภายนอกก่อนเหมือนกัน เนื่องจากทุกคนยังอยู่ในความอ่อนแอหรือความไม่รู้

และความรู้ที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องรู้คือ รู้ว่าเขาสามารถเข้าถึง ‘การรู้’ นั้นได้ด้วยตนเอง นี่คือ ‘การรู้’ ว่าตัวเองนั้นเป็นใครมีศักยภาพมากขนาดไหน เพราะนี่คือกุญแจที่จะไขไปสู่ความรู้อีกมากมาย ซึ่งพระพุทธเจ้าของเธอเป็นผู้ค้นพบ ถึงแม้การรู้แบบนี้ จะดูว่ามันง่ายแต่มันยากตรงที่ตัดสินใจ” เขาอธิบาย

“ตัดสินใจอะไรหรือครับ” ผมถาม

“ตัดสินเลือกที่จะพึ่งศักยภาพของตัวเอง เพราะโดยมากเธอเลือกความสะดวกสบายโดยมีคนดึงเธอมาถึงฝั่ง เธอจึงขาดอำนาจหรือศักยภาพแห่งการพึ่งตนเอง หรือการรู้ด้วยตนเองนั้นไปเสีย ถ้าเธอไปถึงริมฝั่ง เธอจึงไม่สามารถปีนขึ้นฝั่งได้ เพราะนับจากนี้ทุกคนจะต้องเป็นผู้ที่ทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครสามารถช่วยทำให้ใครได้ ทุกคนจะต้องขึ้นไปด้วยตนเองเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเธอมาลอยคออยู่ใกล้ฝั่งแล้ว หากเธอเคยชินกับการพึ่งพาใครสักคน และที่ผ่านมาเธอไม่มีพลังอำนาจในการพึ่งพาตนเองเลย เธอไม่มีประสบการณ์การว่ายน้ำ เธอไม่รู้จักการประยุกต์ ไม่รู้จักปัญญาจากศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะไม่มีความกล้าหาญที่จะทำสิ่งนั้นด้วยตนเอง เธอก็จะไม่มีทักษะการฝ่าด่านสุดท้ายที่ยากและซับซ้อนนี้ไปได้” เขาอธิบาย

“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะครับ” ผมถามต่อ

“เพราะเธอไร้อำนาจในตัวเอง เนื่องจากเหล่าผู้รู้ทั้งหลายมักจะสร้างความกลัวและทำให้ต้องพึ่งพาพวกเขาอยู่ตลอด ในอดีตมีผู้คนมากมายที่เคยมีประสบการณ์การเข้าถึงสภาวะแห่งปัญญาแบบนี้มาแล้วมากมาย แต่พวกเขากลับบอกผู้คนว่า มันเป็นเรื่องยากเพื่อให้คนอื่นๆ ต้องพึ่งพาเขา จะมีเฉพาะคนพิเศษเท่านั้นจึงจะทำได้ และการเข้าถึงสภาวะแบบนั้นได้ จะต้องผ่านขั้นตอน ผ่านการฝึกฝน และผ่านกระบวนการสั่งสมมาหลายภพหลายชาติ โดยพวกเขาจะเลือกบอกแต่เฉพาะความรู้ มากกว่าบอกวิธีการเข้าถึงความรู้ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์สำคัญ นั่นคือความต้องการให้ผู้คนมองว่า เขาคือคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ เหนือกว่าหรือเก่งกว่าคนทั่วไป เพื่อจะให้คนอื่นเกิดความศรัทธาในตัวเขา ถึงแม้ว่าสัจธรรมหรือความรู้ต่าง ๆ ที่เขานำมาบอกเล่านั้นจะเป็นความจริง แต่สิ่งที่เขาปกปิดคือวิธีการ ที่จะทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงมันด้วยตนเอง ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่ความลับนี้ถูกเปิดเผย ผู้คนก็จะรู้ทันทีว่าเขาไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใด เพราะแท้ที่จริงทุกคนมีสิทธิ์และมีศักยภาพที่จะเข้าถึงมันได้อย่างเท่าเทียมกัน  ถ้าใครเกิดรู้ว่าสิ่งนั้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง ใครๆ ก็สามารถทำได้ เขาก็จะหมดความสำคัญและไม่มีใครศรัทธาเขาอีกต่อไป  เขาจึงเลือกที่จะบอกเล่าเฉพาะความรู้ที่ตนเองได้มาจากสภาวะนั้น ซึ่งบางคนก็อาจจะรู้มาแค่บางช่วงบางตอน พวกเขาจึงนำมาเขียนเป็นตำราหรือเป็นคัมภีร์  ซึ่งวิธีการนี้ ก็เป็นวิธีการที่ตอบสนองจุดอ่อนของคนส่วนใหญ่ได้ดีด้วย เพราะธรรมชาติของคนส่วนใหญ่มักต้องการความรู้ที่เป็นสูตรสำเร็จ เขาต้องการให้คนอื่นบอกมาเลยว่าคืออะไร โดยมีต้นเหตุมาจากความกลัวและความอ่อนแอ ที่ฉันบอกเธอไปแล้ว”

“ท่านครับ ผมสงสัยครับ แล้วทำไมพระพุทธเจ้าถึงสร้างศาสนาของพระองค์ เป็นแบบที่ท่านกำลังพูดมาทั้งหมดล่ะครับ เช่นแต่งคัมภีร์เพื่อให้คนท่องจำ และโดยเฉพาะเรื่องการมีพระภิกษุสงฆ์เพื่อให้ผู้คนเคารพกราบไหว้และพึ่งพา” ผมถาม

“สิ่งต่างๆ ที่เธอเห็น ณ ปัจจุบันนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้กำหนดและก็ไม่ใช่ความประสงค์ของพระพุทธเจ้า ทุกอย่างมันเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งปัจจัยการเกิดของกระบวนการเหล่านี้ ล้วนมาจากพื้นฐานของความอ่อนแอและความกลัวทั้งสิ้น ฉันขอเปิดเผยเรื่องที่เธอจำเป็นต้องรู้อีกเรื่องหนึ่งคือ พระพุทธเจ้ารู้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นหลังจากที่ท่านละสังขารไปแล้ว เพราะเขารู้กลไกขั้นพื้นฐานเหล่านี้ดี เขาจึงมอบหมายให้พวกเธอมาทำหน้าที่แก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นนี้ ณ เวลานี้” ท่านโภเชอธิบาย

“มอบหมายให้พวกผม… หมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถามเพราะผมไม่รู้ว่า ไปรับการมอบหมายนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“ที่ฉันต้องพาเธอมารู้ มาเห็นเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็เพราะต้องการให้เธอเข้าใจบทบาทและภารกิจของเธอและเพื่อนๆ ของเธอ เพื่อให้รู้เสียทีว่า แท้ที่จริงแล้วพวกเธอเป็นใครและต้องทำอะไร นับจากนี้เป็นต้นไป” เขาตอบ

“ท่านช่วยอธิบายรายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ” ผมร้องขอ

“ใจเย็นๆ เธอได้รู้แน่ๆ เอาเป็นว่า ขอให้เธอรู้ไว้แค่ว่า คัมภีร์ที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นคนเขียนบันทึกด้วยตนเอง เพราะเวลานั้นเป็นเพียงการสนทนาระหว่างพระองค์กับผู้คน โดยมีเหล่าคนสนิท ผู้ติดตามร่วมฟังด้วยเท่านั้น ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว จึงได้มีการเริ่มจดบันทึก โดยเป็นความประสงค์ของเหล่าพระราชาที่เคารพและศรัทธาพระพุทธเจ้า ด้วยเกรงว่าข้อธรรมต่างๆที่พระพุทธเจ้าเคยพูดไว้จะสูญหายไปตามกาลเวลา ซึ่งในช่วงต้น เป็นการบันทึกเพียงข้อธรรมที่เป็นหัวใจสำคัญ, เรื่องเล่าต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าเคยเล่า และความเป็นมาเกี่ยวกับพุทธประวัติ

ผู้ที่จดบันทึกนี้ ก็คือเหล่าสาวกของพระพุทธเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นพระอริยบุคคลหรือเป็นพระอรหันต์แล้ว ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า ความรู้ที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยปี พราหมณ์บางคนได้เล็งเห็นว่า ผู้คนให้ความเคารพศรัทธาพระสงฆ์ในพุทธศาสนามากกว่า พวกเขาจึงได้เข้ามาแฝงตัวอยู่ในคราบของพระสงฆ์ และได้นำจารีตแบบพราหมณ์ มาปรับให้เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ตอบสนองความต้องการของประชาชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี นั่นคือการเกื้อกูลต่อความกลัวและความต้องพึ่งพาให้สมความปรารถนาหรือความอ่อนแอ จึงทำให้เกิดเป็นการแจกแจงข้อธรรม ออกมาเป็นหลักธรรมมากมาย เกิดเป็นหลักสูตรเพื่อให้เกิดระบบการเรียนการสอนแบบท่องจำ โดยเอาข้อธรรมที่พระพุทธองค์กล่าว มาตัดหรือตีความเรื่องการเข้าถึงพุทธะ ให้ผิดเพี้ยนไป มีทั้งแต่งแต้มเรื่องราวพุทธประวัติ ให้มีความวิจิตรพิสดารเพื่อสร้างให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นคนวิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของสถานภาพของพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเขาได้สร้างพระสงฆ์ให้กลายเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า โดยนำขนบธรรมเนียมแบบเดียวกับวิถีของพราหมณ์ ที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้ากลับมาใช้ ดังนั้น การเข้าพบพระสงฆ์จึงต้องหมอบกราบ ห้ามตำหนิติเตียนพระสงฆ์ ต้องให้ความเคารพศรัทธา ถึงแม้จะเห็นว่าเขามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจ้าใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อลบล้างกฎเกณฑ์เหล่านี้ให้หมดไป เพราะพระองค์รู้ดีว่า ทุกคนคือดวงจิตวิญญาณที่มาจากจิตเดิมแท้ดวงเดียวกัน ทุกคนล้วนเป็นพี่น้องกัน และที่สำคัญพระองค์รู้ดีว่า วิธีการเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพุทธะในตนเอง หรือปัญญาจากจิตวิญญาณของตนเอง เพราะหากผู้คนให้ความศรัทธากับบุคคลอื่น หรือพึ่งพาสิ่งภายนอกไปเสียแล้ว โอกาสที่จะศรัทธาตนเองและพึ่งพาตนเองก็ปิดลง เมื่อพราหมณ์เดียรถีย์เข้ามาแฝงตัวอยู่ในคราบของพระภิกษุสงฆ์มากขึ้นๆ นั่นเท่ากับพุทธศาสนาได้ถูกยึดคืนเป็นของพราหมณ์ไปโดยปริยาย”