๗๖.
ภิกขุ
“แต่เวลานี้ปัญหาใหญ่ของเธอคือ เธอจะทำอย่างไรให้ผู้คนส่วนใหญ่ สามารถรับรู้และรู้สึกถึงการเป็นพระเจ้าให้ได้มากที่สุดมากกว่า เพราะไม่ว่าจะเป็นยาจก ขอทาน กรรมกร ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี ราชามหากษัตริย์ ทุกคนล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์จำเพาะของโลกใบนี้ทั้งสิ้น ทุกคนต่างไม่รู้ว่าตนเองคือใคร มาจากไหน มาทำอะไร และจะกลับไปที่ไหน เหมือนกันทุกคน”
“ดังนั้นในฐานะที่พวกเธอคือผู้ที่รู้แล้ว ในฐานะที่พวกเธอคือผู้ที่ตื่นจากความหลับใหลนั้นแล้ว ในฐานะที่พวกเธอได้ปลดเปลื้องพันธนาการ จนทำให้จิตของเธอเป็นอิสระ และรู้สึกถึงความเบิกบานได้แล้ว บัดนี้เธอคือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้แจ้ง เธอคือผู้ที่ได้ชื่อว่าบรรลุสัจธรรมสูงสุดเพราะเธอคือพระเจ้า เธอคือพุทธะ ไม่มีสิ่งใดจะสูงส่งไปกว่านี้อีกแล้ว นับจากนี้ หากเธอเลือกที่จะเป็นเพียงผู้รู้แจ้ง แต่เธอไม่บอกการ ‘เป็น’ นี้กับผู้คนเลย เธอก็จะเป็นเพียงปัจเจกพุทธะ เพราะเธอไม่สามารถสร้างผู้รู้แจ้งคนใหม่ได้”
“หากเธอปรารถนาที่จะเป็นมากกว่าผู้รู้แจ้ง เธอจะต้องส่งมอบสิ่งที่เธอได้รับมานี้กับผู้อื่น ดังนั้นฉันจึงมีทางเลือกใหม่มาเสนอให้เธอว่า เธอจะเลือกเป็นปัจเจกพุทธะ หรือจะเลือกเป็นพุทธเจ้า หากเธอเลือกที่จะเป็นพุทธเจ้า เรามาร่วมมือกันถ่ายทอดเรื่องนี้ให้แก่ชาวโลก อย่างที่เธอได้รับในวันนี้”
“ข้าพระเจ้าเลือกที่จะเป็นพุทธเจ้าขอรับ” อชิตะที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดพูดเป็นคนแรก หลังจากนั้นคนอื่นๆ จึงพูดตาม
“ข้าพระเจ้าเลือกจะเป็นพุทธเจ้าขอรับๆ ๆ ๆ…” เสียงของทุกคนที่ได้ยินการสนทนาในศาลาพูดขึ้นพร้อมกัน
“ดีแล้วท่านผู้เจริญทั้งหลาย… ในเมื่อทุกคนลั่นวาจาเช่นนั้น นับจากนี้เป็นต้นไปฉันจะเรียกเธอทุกคนว่า ‘ภิกขุ’ ซึ่งหมายถึงผู้ที่อาสามาเปิดเผยความรู้นี้ของพระเจ้า หมายถึงผู้ที่อุทิศตนทั้งชีวิตเพื่อการทำงานนี้ หมายถึงผู้ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว สละความสุขทางกายออกเดินทางจาริกไปยังที่ต่างๆ เพื่อเผยแผ่การเป็นพุทธเจ้า จากนี้ไปไม่มีเรื่องใดจะสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องลาภยศสรรเสริญ จะเป็นเรื่องรองสำหรับภิกขุ”
“ต่อไปนี้พวกเธอจงเป็นภิกขุ ผู้มีร่างกายเป็นมนุษย์แต่มีหัวใจเป็นพุทธะ ภิกขุผู้ที่หยุดการแสวงหาการรู้จากภายนอก ภิกขุผู้ประจักษ์แจ้งถึงพุทธะที่อยู่ภายใน และมีความปรารถนาที่จะให้ทุกคนสามารถเป็นพุทธะได้เฉกเช่นเดียวกัน” พระพุทธเจ้าพูด
“ท่านโภเชครับ นี่คือพิธีการบวชเป็นพระสงฆ์ของพระพุทธเจ้าในสมัยนั้นหรือครับ” ผมถามแทรก
“ถูกต้องแล้ว ในช่วงแรกของการบวชจะมีเท่านี้ คือเป็นแค่การปวารณาตัวที่จะมาเป็นภิกขุ ในคืนวันนั้นมีผู้ที่ได้ยินการสนทนาของพระพุทธเจ้ากว่า 200 คน แต่มีผู้เข้าใจเนื้อความสำคัญและประจักษ์แจ้ง ได้ 98 คน ส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าดาบส ซึ่งมีบริวารติดตามรับใช้นับร้อยคน หลังจากนั้นหัวหน้าดาบสทุกคนก็ได้ไปถ่ายทอดคำสอนนี้แก่บริวารที่รับผิดชอบอยู่ บางคนที่ยังมีความสงสัยในหลักการก็มาขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อสอบถามข้อข้องใจตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม
ช่วงเวลานั้น เหล่าคณะดาบสกว่า 16,000 คน และคณะฆราวาสอีก 2,000 คน มีผู้ที่ตัดสินใจเลือกเป็นพุทธะและตัดสินใจบวชเป็นภิกขุกับพระพุทธเจ้าทั้งหมด18,000 คน
ในช่วงเวลาดังกล่าว พระยาอโศกได้สั่งการให้เตรียมผ้าย้อมขมิ้นชันสีเหลืองไว้จำนวนมาก เพื่อใช้ประกอบพิธีอุปสมบทหมู่ โดยมีเจ้าผู้ครองนครไพศาลีและพระยาอโศกเป็นประธานพิธี จึงถือว่าเป็นพิธีบวชหมู่ที่มีภิกขุจำนวนมากที่สุดเป็นครั้งแรกของพระพุทธศาสนา” ท่านโภเชอธิบาย
“ท่านครับการบวชครั้งนั้น ทุกคนก็จะยังไม่ได้โกนหัวอย่างที่ท่านบอกในตอนแรกใช่ไหมครับ เพราะดูจากภาพที่ผมเห็น ทุกคนยังมีผมเหมือนเดิม” ผมถาม
“ใช่แล้ว เพราะวัตถุประสงค์ในการบวชในช่วงต้นๆ ของพระพุทธเจ้า คือการออกเดินทางเพื่อไปเผยแผ่วิธีการเข้าถึงสัจธรรมจากการเป็นพุทธะภายใน โดยมีสัญลักษณ์ของนักบวชในพุทธศาสนาคือ จากแต่เดิมห่มผ้าฝ้ายสีธรรมชาติ มาย้อมด้วยขมิ้นเป็นสีเหลืองสดและถือบาตรโลหะอีกหนึ่งใบ ซึ่งในสมัยนั้นคนที่เป็นดาบสส่วนใหญ่จะมีบาตรไว้สำหรับบิณฑบาต และใช้สอยกันทุกคนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการโกนหัวนั้นอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า มันเกิดขึ้น หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็มีที่มาจากจุดเล็กๆที่สามารถขยายกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาถึงวันนี้ เนื่องมาจากการตัดสินใจของคนกลุ่มหนึ่งในช่วงที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน”
“เรื่องราวเป็นอย่างไรครับ” ผมถามทันที
“ในคืนก่อนที่จะมีการถวายพระเพลิงพระศพของพระพุทธเจ้า เหล่าภิกขุที่ติดตามพระพุทธเจ้าในเวลานั้น รวมกับภิกขุที่รู้ข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่สามารถเดินทางมาร่วมพิธีถวายพระเพลิงได้ รวมแล้วเกือบห้าร้อยคน พวกเขาต่างต้องการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า หนึ่งในนั้นก็คือพระมหากัสสปะ ที่ได้เสนอให้ภิกขุทุกคนในที่นั้นพร้อมใจกันแสดงการไว้อาลัยต่อหน้าพระศพของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการโกนผมและโกนคิ้ว โดยพวกเขาตกลงกันว่าจะถือการโกนหัวอย่างนี้ไปตลอดชีวิต คืนวันนั้นเองพวกเขาจึงช่วยกันโกนผมและโกนคิ้วให้กันและกัน เช้าวันรุ่งขึ้นประชาชนที่มาเข้าร่วมพิธี จึงได้เห็นภาพของบุรุษชุดเหลือง โกนหัว นั่งเรียงรายต่อหน้าพิธีศพอย่างพร้อมเพรียง จนทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งและเห็นถึงความกตัญญูที่มีต่อพระพุทธเจ้าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”
“และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เหล่าภิกขุทุกคน ที่รู้ข่าวในภายหลังถึงแม้จะไม่ได้มาร่วมในพิธีศพ ต่างก็ปฏิบัติตามด้วยความสมัครใจ และถือการโกนผมเช่นนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน” ท่านโภเชอธิบาย
“อ้อ เข้าใจแล้ว ที่มาเป็นอย่างนี้เอง แล้วเหตุการณ์นับจากนี้เป็นอย่างไรต่อครับ” ผมถาม
“หลังจากพิธีบวชคณะของอชิตะแล้ว พระพุทธเจ้าก็ออกเดินทางต่อไปยังวิหารเวฬุวันใกล้กรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านขากลับกรุงสาวัตถีพอดี สถานที่แห่งนี้เป็นที่พำนักแรกที่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงสร้างถวายพระพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะย้ายไปอยู่ที่วิหารเชตวัน นครสาวัตถีอย่างถาวร เนื่องจากกรุงราชคฤห์เวลานั้นเกิดเหตุการณ์แย่งชิงราชสมบัติ และมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าเมือง” ท่านโภเชอธิบาย
“วิหารเวฬุวันและกรุงราชคฤห์อยู่ที่ไหนครับ” ผมถาม
“ที่ตั้งของกรุงราชคฤห์ อยู่ที่ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันยังสามารถเห็นร่องรอยความเป็นเมืองหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งซากกำแพงเมืองและคูน้ำรอบเมือง
ส่วนวิหารเวฬุวันนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากกรุงราชคฤห์ไปราว 1 กิโลเมตร ปัจจุบันเธอจะรู้จักกันในชื่อว่า วัดพระแท่นศิลาอาสน์” ท่านโภเชอธิบาย
“วัดพระแท่นศิลาอาสน์… ที่นี่คือวัดเวฬุวันที่เป็นวัดแห่งแรกของพุทธศาสนาใช่ไหมครับ” ผมพูด
“ใช่แล้ว”
“พระองค์เดินทางไปทำไม และมีอะไรเป็นข้อสังเกตว่า ที่นี่คือวัดเวฬุวันหรือครับ” ผมถาม
“เนื่องจากภารกิจครั้งนี้ของพระองค์คือการเดินทางจาริกไปเพื่อกำหนดจุดสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพระองค์ ซึ่งวัดเวฬุวันถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญ พระยาอโศกจึงเห็นว่าสมควรจะไปฝังพระเกศาธาตุไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ภิกขุรุ่นหลังได้รู้และสืบทอดต่อๆ กัน ซึ่งวัดเวฬุวันสมัยนั้นไม่ได้มีสภาพอย่างเช่นปัจจุบัน ที่นั่นเป็นป่าไผ่พันธ์ุท้องถิ่นชนิดหนึ่ง ที่มีความร่มรื่น มีลำใหญ่และต้นตั้งตรง สวยงาม ลักษณะของกอดูสะอาดไม่รกรุงรัง ตัวลำจะมีฝ้าขาวๆ เคลือบอยู่ พื้นที่แห่งนี้พระเจ้าพิมพิสารมักใช้เป็นที่พักผ่อนอยู่เป็นประจำ ก่อนที่จะสร้างศาลาไม้ขนาดใหญ่ไว้ สำหรับเป็นที่ประชุมและบ้านหลังเล็กๆ สำหรับพักอาศัยจำนวนหลายสิบหลังถวายแด่พระพุทธเจ้า สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเวลานั้นทำจากไม้และไม้ไผ่ ซึ่งไม่คงทนถาวร สิ่งที่เป็นถาวรวัตถุมีเพียงไม่กี่ชิ้นได้แก่แท่นหินรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 1 เมตรคูณ 2 เมตร ซึ่งพระพุทธเจ้ามักจะใช้แท่นหินนี้เป็นที่ประทับ นั่งพูดคุยกับผู้คนที่มาเข้าพบมากกว่าในศาลา เพราะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ กับกระถางทรงสี่เหลี่ยมที่โกลนจากหินแบบง่ายๆ สำหรับบ้วนน้ำหมาก”
“กระถางบ้วนน้ำหมากอย่างงั้นหรือครับ แสดงว่าพระพุทธเจ้ากินหมากด้วยหรือครับ” ผมถามแทรก
“ในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เด็กหนุ่ม หญิงสาว คนเฒ่า คนแก่ จะมีฐานะยากจน หรือร่ำรวย ก็ล้วนกินหมากกันทุกคน เหตุผลที่เขากินหมากนั้น เป็นทั้งเรื่องค่านิยมทางวัฒนธรรม และเป็นเรื่องการช่วยแก้ปัญหาโรคในช่องปาก เช่น โรคเหงือก โรคฟันผุ โรครำมะนาด โรคกลิ่นปาก อีกทั้งยังแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ ทำให้ธาตุในร่างกายสมดุลดี ดังนั้นสถานที่ไหน ที่เป็นที่ชุมนุมของผู้คน และต้องการให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาจะต้องจัดเตรียมพื้นที่สำหรับบ้วนน้ำหมาก และคายหมากที่เคี้ยวแล้วให้เป็นที่เป็นทางเสมอ”
“และยังมีแท่นหินอีกแท่นหนึ่ง ตั้งอยู่บนยอดเนินเขาใกล้ๆ ที่นี่ พระพุทธเจ้ามักจะขึ้นไปพักผ่อนยามค่ำคืน โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน เพราะสามารถรับลมได้ดีกว่าด้านล่าง ในการไปแวะเยี่ยมวัดเวฬุวันในครั้งนี้ของพระพุทธเจ้ากับพระยาอโศก พระองค์ตั้งใจจะมาทำสัญลักษณ์ เพื่อให้รู้ว่าครั้งหนึ่ง ที่นี่เคยเป็นวัดเวฬุวันเท่านั้น”
“เมื่อพระองค์เดินทางไปถึงก็พบกับภาพอันน่าสลดใจ วิหารเวฬุวันถูกทิ้งร้าง ไร้การดูแล ต้นไม้ถูกปล่อยให้รก ปกคลุมจนหนาแน่น แต่นับว่าโชคดีที่เป็นป่าไผ่ ทำให้วัชพืชขึ้นไม่ได้ แต่ลานต่างๆที่เคยคราคร่ำไปด้วยผู้คน ตอนนี้มีแต่ใบไม้ใบไผ่ทับถมกัน ศาลาไม้ก็ผุพัง หลังคาที่มุงด้วยหญ้าคาก็ทรุดโทรม เหลือแต่โครงและเสาไม้ที่ยังพอใช้การได้ สิ่งที่ยังอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด คือแท่นหินและกระถางบ้วนน้ำหมากหินทรงสี่เหลี่ยม ทันทีที่ไปถึงพระยาอโศกก็สั่งการให้เก็บกวาดลานแท่นหินให้สะอาด และเตรียมขุดหลุมเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุโดยใช้หินศิลาแลงที่พอจะหาได้จากละแวกนั้นมาเป็นวัสดุ พระองค์ได้สั่งให้หาหินทรายมาโกลนให้เป็นแท่งทรงกระบอก และนำมาเรียงต่อๆ กันให้สูงราว 3 เมตร เพื่อเป็นเครื่องหมายให้กับผู้ที่จะมาสืบทอดต่อ ได้รู้ว่าที่นี่มีความสำคัญอย่างไร หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าจึงขอให้ภิกขุอาสาประจำอยู่ที่นี่ 3 คน เพื่อดูแลวัดแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธเจ้า จากนั้นพระพุทธเจ้าก็เดินทางกลับยังไปกรุงสาวัตถี โดยแยกทางกับพระยาอโศกที่เมืองราชคฤห์นี้เอง”
“ท่านโภเชครับ เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้นทำไมพระพุทธเจ้าถึงทิ้งวิหารเวฬุวันให้ร้างไปครับ” ผมถาม