๙๐.
ทำนายฝัน
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเช้าวานนี้ ข้าฝันประหลาดถึง 16 ประการ มันเป็นความฝันที่ทำให้เกิดความกลัวอย่างบอกไม่ถูก” พระเจ้าปเสนทิโกศลเล่าความฝันให้พระพุทธเจ้าฟังหมดทุกข้อ
“แล้วมหาบพิตรคิดเห็นเช่นไร” พระพุทธเจ้าถามกลับเมื่อฟังพระเจ้าปเสนทิโกศลเล่าจบ
“ข้าไร้ความคิดเห็นใดๆ เพราะมันเป็นภาพฝันที่แปลกประหลาด จนทำให้ข้าสามารถจดจำมันได้อย่างแม่นยำครบถ้วนทุกข้อ จากนั้นข้าจึงเล่าความฝันทั้งหมดให้พราหมณ์ปุโรหิตที่ชำนาญด้านการทำนายทายทัก พวกเขามีความเห็นว่านี่คือลางร้าย ที่จะเกิดกับข้าและเมืองของข้า ข้าจะต้องระงับมันด้วยเครื่องบูชายัญ 4 ประการ มีสัตว์ปีกหนึ่งร้อย สัตว์สี่เท้าหนึ่งร้อย สัตว์น้ำหนึ่งร้อย และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอีกหนึ่งร้อย โดยให้นำมันมาทำพิธีบูชายัญให้เร็วที่สุด แต่เนื่องจากเวลานี้เป็นช่วงหลังทุกขภัย ข้าวยากหมากแพง สัตว์ต่างๆ เหล่านั้นก็หายาก ข้าจึงระลึกถึงพระผู้มีพระภาค พระองค์คือผู้เลิศทั้งโลกมนุษย์และโลกสวรรค์ พระองค์คือผู้เลิศมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต พระองค์น่าจะมีวิธีช่วยระงับอาเพศนี้ให้กับข้าได้” พระเจ้าปเสนทิโกศลเล่าความกังวลใจให้พระพุทธเจ้าฟังโดยละเอียด
“ดูก่อนมหาบพิตร จริงอยู่ที่พระสุบินนี้คือลางบอกเหตุ แต่เหตุการณ์ร้ายทั้งหมดนี้ จะยังไม่เกิดขึ้นในสมัยของพระองค์ มันจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ท่านจงเลิกล้มพิธีบูชายัญเหล่านั้นเสีย เลิกล้มการเข่นฆ่า ที่จะทำให้ชีวิตของตนเองและผู้อื่นต้องมัวหมองเถิด เพราะพระสุบินของพระองค์ครั้งนี้ คือลางบอกเหตุให้กับผู้คนในอนาคต เมื่อโลกธาตุหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุด เมื่อใดที่ผู้ปกครองบ้านเมืองไม่อยู่ในศีลธรรม เมื่อใดที่อำมาตย์ข้าราชการไม่อยู่ในศีลธรรม เมื่อใดที่ไพร่ฟ้าประชาชนไม่อยู่ในศีลธรรม และเมื่อใดที่ภิกษุสมณะ ชีพราหมณ์ไม่อยู่ในศีลธรรม เมื่อนั้นคือวันแห่งการพิพากษา พระสุบินของมหาบพิตรทั้งหมดนั้น คือสัญญาณบอกเหตุให้เหล่าชาวโลกได้รู้ตัวว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำบางสิ่งบางอย่างแล้ว เปรียบดั่งโคชนสีดำทะมึนจากทั้งสี่ทิศ ต่างตั้งท่าจะพุ่งชนกัน แต่ด้วยพวกมันกำลังรอคอยการตัดสินใจใหม่ ของคนบนโลกในเวลานั้น มันจึงยังไม่พุ่งชนกันสักที” พระพุทธเจ้าทรงยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล จนทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลรู้สึกสบายใจขึ้น
“โอ้…ข้ารู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก แล้วภาพที่เหลือทั้งหมดนั้นมันหมายความว่าอย่างไร” พระเจ้าปเสนทิโกศลแสดงความรู้สึกพร้อมกับถามต่อ
“ที่เหลือทั้งหมดจะเป็นภาพของเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นสัญญาณเตือนหรือลางบอกเหตุว่าถึงเวลาเหล่านั้นแล้วหรือยัง”
“เมื่อใดที่โลกหมุนไปสู่ความเสื่อมสูงสุดทางจริยธรรม เมื่อใดที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ยอมรับการกระทำที่ชั่วช้าอย่างเปิดเผย เมื่อใดที่ข้าราชบริพารที่รับเหรียญทองเลี้ยงชีพจากเจ้านายของตนอยู่แล้ว แต่กลับไปรับสินบนเพื่ออำนวยผลให้กับคนนอกอีก เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นม้าอาชาไนยมีสองปาก สามารถกินหญ้าที่เอาไปป้อนได้ทั้งสองทาง”
“เมื่อใดที่โลกหมุนไปสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านตัณหา กามราคะ เมื่อใดที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่มีความละอายต่อบาป สมสู่กันไม่เลือกหน้าทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ใช้ชีวิตมัวเมาลุ่มหลงในกามคุณ สมสู่ได้แม้กระทั่งเด็กน้อยที่ยังเยาว์วัย เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นต้นไม้สูงเพียงคืบ แต่กลับติดดอกออกผลห้อยระย้า เรี่ยราดบนผืนดิน”
“เมื่อใดที่โลกหมุนไปสู่ความเสื่อมสูงสุดด้านการปกครอง เมื่อใดที่แต่งตั้งคนไม่มีคุณสมบัติมาบริหารบ้านเมือง เมื่อใดที่เลือกคนโง่เขลาเบาปัญญา คนไร้ความสามารถ ไร้ประสบการณ์มาบริหารบ้านเมือง เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตร ที่เห็นคนพยายามนำม้าแรกรุ่นเข้าเทียมแอก แต่มันกลับดื้อดึงไม่ยอมเข้าลากรถ”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อใดที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามเห็นผิดเป็นชอบ ชื่นชมผู้ทำบาป เมื่อใดที่ผู้เป็นแม่ยินดีสนับสนุน ที่จะเห็นลูกของตนทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นโสเภณี เพื่อตัวเองจะได้พลอยสุขสบายไปด้วย เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นแม่โคใหญ่ดูดกินนมจากเต้าของลูกน้อย”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านจิตใจ เมื่อใดที่มนุษย์ไม่เห็นค่าในคุณงามความดี แต่กลับให้ค่ากับรูปโฉมโนมพรรณและเครื่องประดับภายนอก เมื่อใดที่ภรรยาเอาเงินที่สามีอุตส่าห์ทำงานด้วยความเหนื่อยยาก ไปบำรุงบำเรอชายชู้ เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นบรุษหนึ่งนั่งถักเชือกที่ทำจากเถาวัลย์อยู่บนที่นั่ง แต่ใต้ที่นั่งนั้นกลับมีนางสุนัขจิ้งจอกคอยกัดกินเชือกเหล่านั้นเสีย”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านศีลธรรม เมื่อใดที่ผู้ปกครองไร้ซึ่งปัญญา ไม่เห็นค่าของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่เห็นค่าของผู้ประกอบคุณงามความดี กลับปูนบำเหน็จแก่พวกฉ้อฉลคดโกงและยกย่องให้เป็นเลิศ เมื่อใดที่คนดีต้องตกยากไม่ได้รับการเหลียวแล เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตร ที่เห็นภาพของเศรษฐีนำถาดทองคำไปรองรับอุจจาระปัสสาวะหมาจิ้งจอกป่า”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านคุณธรรม เมื่อใดที่กฎหมายบ้านเมืองไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ สังคมมีแต่ความอยุติธรรม คนทำผิดกฎหมายยังลอยนวล เพราะมีพวกมากมีทรัพย์มาก คนมีศีลธรรมต่างหลบลี้ปลีกตัวไปอยู่ตามชนบท ปล่อยให้บ้านเมืองมีแต่หมู่ชนที่คบคิดกันคดโกงหาประโยชน์ใส่ตัว เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตร ที่เห็นภาพของสระน้ำขนาดใหญ่ ที่มีฝูงสัตว์ลงไปกินน้ำ แต่แทนที่บริเวณนั้นน้ำจะขุ่นข้นมันกลับใสสะอาด ผิดกับตรงกลางสระที่ควรจะใสสะอาดแต่กลับกลายเป็นขุ่นข้น”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันอย่างที่สุด เมื่อใดที่มหาชนหมู่มากต้องตกอยู่ในความยากจนข้นแค้น ไม่มีแม้อาหารจะประทังชีวิต เมื่อใดที่ชนหมู่น้อยมีทรัพย์มากมายจนล้นฟ้า เมื่อใดที่มีการรีดนาทาเร้นจากผู้มีทรัพย์น้อยเอาไปบำรุงผู้มีทรัพย์มาก เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นภาพของมหาชนพากันตักน้ำไปใส่ตุ่มที่เต็มแล้วเต็มอีกจนล้น แต่ตุ่มที่ว่างเปล่ากลับไม่มีน้ำสักหยด”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดด้านเกียรติยศ เมื่อใดที่มีภิกษุสมณะทำตัวชั่วช้าได้ขึ้นเป็นใหญ่ ภิกษุที่หากินบนความเชื่อ ใช้เล่ห์กลต่างๆ ให้ผู้คนลุ่มหลงในบุญ เมื่อใดที่ภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่ได้รับการเหลียวแลจนต้องหลีกเร้น เมื่อใดที่คนดีศรีพระนครถูกมองว่าไร้ค่า แต่คนโง่เขลาเบาปัญญากลับได้ปกครองบ้านเมือง เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นภาพของฝูงแกะพากันรุมทึ้งกัดกินเนื้อพญาเสือโคร่ง”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดด้านศักดิ์ศรี เมื่อใดที่ผู้มีอำนาจลุ่มหลงในกิเลสตัณหา เมื่อใดที่สังคมนิยมการมีภรรยาเด็กคราวลูกคราวหลาน นางจะเอาแต่ใจ พูดจาทิ่มแทงอย่างไรผัวเฒ่าก็ยอม ขอเพียงแค่ได้เชยชมความสาว เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นภาพของฝูงเขียดพากันไล่ล่ากัดกินเนื้องูเห่า”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านสติปัญญา เมื่อใดที่ราชาผู้ปกครองบ้านเมืองไม่ได้มาจากบัณฑิต ไม่มีคุณธรรมประจำใจ พวกเขาจะพากันแต่งตั้งคนที่คดโกงฉ้อฉลมาเป็นใหญ่ เมื่อใดที่คนดีมีคุณธรรม คนมีปัญญาต้องตกต่ำ เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตร ที่เห็นภาพของฝูงหงส์สีทองพากันคุ้ยเขี่ยหากินตามพื้นดิน โดยมีอีกาเกาะบนกิ่งไม้เหนือฝูงหงส์ทองทั้งหลาย”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านศิลปวิทยาการ เมื่อใดที่คำพูดของนักปราชญ์ผู้ลึกซึ้งทางโลกและทางธรรมถูกมองว่า เป็นเรื่องไร้สาระไม่ได้รับความนิยม เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นภาพของผลน้ำเต้าแห้งกลับจมน้ำ”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านจิตสำนึกการแยกแยะผิดชอบชั่วดี เมื่อใดที่คำพูดของผู้กักขฬะ ลามกหยาบคายได้รับการยกย่อง ได้รับความนิยมชมชอบจากมหาชนหมู่มาก กลายเป็นคนมีชื่อเสียงมีผู้นับหน้าถือตา เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นภาพของหินก้อนใหญ่กลับลอยน้ำ”
“เมื่อใดที่โลกเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านศาสนา เมื่อใดที่ศาสนาของตถาคตเสื่อมลง เมื่อใดที่เหล่าภิกษุไม่แสดงธรรมให้ผู้คนพ้นจากทุกข์ ไม่แสดงธรรมไปสู่การเป็นจิตประภัสสร เมื่อใดที่ภิกษุแสดงธรรมเพื่อหวังลาภยศ หวังปัจจัยไทยทานหรือหวังให้ชนหมู่มากยกย่องสรรเสริญ เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นภาพของผู้คนพากันเอาไม้แก่นจันทน์ที่มีราคาแพงไปแลกกับเถาวัลย์เน่า”
“เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุดทางด้านสภาพแวดล้อม เมื่อใดที่โลกหมุนเข้าสู่ความวิปริตแปรปรวน เมื่อใดที่ในหนึ่งวันมีทั้งแดด ทั้งฝน ทั้งหนาว เมื่อใดที่แคว้นหนึ่งมีทั้งน้ำบริบูรณ์ดี มีทั้งน้ำท่วม มีทั้งน้ำแล้ง เมื่อใดที่แคว้นหนึ่งมีทั้งลมพัดเย็นสบาย มีทั้งร้อนอบอ้าว และมีทั้งพายุพัดจนบ้านเรือนพังทลาย เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งความหายนะครั้งใหญ่ที่จะมาถึง เปรียบเสมือนพระสุบินของมหาบพิตรที่เห็นภาพของข้าวหม้อหนึ่ง ที่หุงออกมาแล้วมีทั้งข้าวดิบ ข้าวแฉะและข้าวที่สุกพอดี”
“ดูก่อนมหาบพิตร สิ่งที่ตถาคตทูลมาทั้งหมดนี้ มันคือข้อความจากมหาเทพที่ตั้งใจส่งผ่านมายังพระองค์ เพื่อให้เรื่องนี้ถูกจารึกไว้ให้มนุษย์โลกในช่วงเวลานั้น ได้ตระหนักรู้ถึงภัยร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกาล วันที่โลกของเราหมุนเข้าสู่ความเสื่อมสูงสุด โปรดอย่าได้วิตกกังวลไปเลย ขอพระองค์จงเลิกล้มที่จะทำพิธีบูชายัญเหล่านั้นเสียเถิด” พระพุทธเจ้าพูด
“ข้อความจากมหาเทพอย่างนั้นรึ ท่านคือมหาเทพองค์ใดแล้วทำไมต้องส่งมากับข้าด้วย” พระเจ้าปเสนทิโกศลพูด
“พระองค์ไม่ต้องทรงรู้ก็ได้ว่าคือมหาเทพองค์ใด เพราะไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ขอให้พระองค์รู้ไว้อย่างเดียวว่า พระองค์คือหนึ่งในผู้ที่จะได้ไปร่วมในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครั้งนี้ด้วยเท่านั้น มหาเทพจึงจงใจส่งข้อความนี้มาหาพระองค์” พระพุทธเจ้าตรัส
“หมายความว่าข้าจะต้องไปเกิดในยุคแห่งความเสื่อมนั้นหรือ” พระเจ้าปเสนทิโกศลถาม
“เรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวมหาบพิตรเองว่า จะทรงเลือกเช่นนั้นหรือไม่” พระพุทธเจ้าตอบ
“ข้าไม่ขอเลือกแน่นอน ข้าปรารถนาที่จะไม่เกิดอีก ชาตินี้จะขอเป็นชาติสุดท้าย” พระเจ้าปเสนทิโกศลพูด
“พระองค์ยังมิต้องเลือก ณ เวลานี้ เมื่อถึงเวลาแห่งการเลือก มหาบพิตรค่อยตัดสินใจอีกครั้งเถิด” พระพุทธเจ้าพูด
“ถึงอย่างไรข้าก็ขอไม่ไปเกิดในยุคนั้นดอก” พระเจ้าปเสนทิโกศลย้ำ
“นี่เป็นพระสุบินของพระองค์แสดงว่า นี่คือจิตที่เป็นอนาคตของพระองค์ผ่านการดลใจของมหาเทพ พระองค์ต้องเป็นหนึ่งในผู้ที่จะได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างแน่นอน” พระพุทธเจ้ายืนยัน