๙๖.
สนทนาภาษาจิต
“วันนี้พระพุทธเจ้าจะประกาศหาอาสาสมัคร” ท่านโภเชตอบ
“อาสาสมัครเพื่อไปเผยแผ่หลักธรรมของพระองค์ใช่ไหมครับ” ผมเดาด้วยความคิด
“เรื่องการเผยแผ่การเป็นพุทธะนั้นถือว่าหน้าที่ของภิกษุ หรือผู้ที่สามารถเข้าถึงการเป็นพุทธะอยู่แล้ว แต่ในค่ำคืนนี้พระองค์จะขออาสาสมัครไปทำอะไรที่มากกว่านั้น”
“ไปทำอะไรหรือครับ” ผมถาม
“เขาจะขออาสาสมัครไปบอกหลักธรรมนี้ให้กับคนในโลกอนาคต โดยจะต้องเดินทางข้ามกาลเวลาไปอีก 2,500 กว่าปี” เขาตอบ
“ว้าว…มหัศจรรย์แท้ มีการเดินทางข้ามกาลเวลาแบบนี้กันด้วยหรือครับ” ผมถาม
“มีสิ…นี่คือปรากฏการณ์การขออาสาสมัครทางจิตวิญญาณ ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย” ท่านโภเชตอบ
“น่าตื่นเต้นจัง…แล้วทำไมต้องมีอาสาสมัครไปทำอย่างนั้น และทำไมถึงเป็นครั้งใหญ่ที่สุดด้วยครับ” ผมถาม
“ในอดีตพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะต้องเคยผ่านการเป็นอาสาสมัครแบบนี้มาก่อน ซึ่งเขาจะต้องเคยเป็นผู้ที่เข้าถึงการเป็นพุทธะมาแล้ว ในภพชาติใดภพชาติหนึ่ง ในยุคใดยุคหนึ่ง ซึ่งในแต่ละยุค จะมีเหตุผลที่ทำให้ต้องมีมหาบุรุษมาเกิดต่างกัน แต่จะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกคนจะต้องสามารถเข้าถึงสัจธรรมสูงสุด และคนคนนั้นจะต้องเสียสละตนเอง ไปเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะถึงวันเวลาที่จะได้ไปเกิดเป็นพุทธเจ้า ซึ่งยุคที่เขามาเกิดนั้น ระดับพลังงานมวลรวมของคนบนโลก มักจะตกต่ำ ดังนั้นมหาบุรุษรุ่นพี่ที่เล็งเห็นว่าเวลาใดจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น จึงประกาศหาอาสาสมัครเพื่อจะเดินทางข้ามกาลเวลา ไปสร้างความเข้าใจให้กับผู้คนในอนาคต เพราะมหาบุรุษแต่ละคน จะมีญาณหยั่งรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น และเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เขาจึงวางแผนล่วงหน้าที่จะส่งคนไปปฏิบัติหน้าที่ในเวลานั้นๆ”
“และวันนี้ คือวันที่พระพุทธเจ้าเปิดรับอาสาสมัคร ที่จะไปเป็นแสงสว่างให้กับผู้คนในยุคแห่งความมืด ที่จะเกิดขึ้นในอีก 2,500 ปีข้างหน้า โดยปรกติผู้ที่จะอาสาไปทำงานลักษณะนี้ จะมีเพียงยุคละหนึ่งคนเท่านั้น อย่างพระพุทธเจ้าก็อาสามาแค่คนเดียวในช่วงเวลานั้นๆ เนื่องจากการกระทำเช่นนี้จะต้องอาศัยความเสียสละอย่างมาก คือการยอมให้ตนเองกลับมาเวียนว่ายตายเกิด อีกหลายร้อยหลายพันชาติ เพื่อรอเวลาให้ถึงวันนั้น ทั้งๆ ที่ตนเองสามารถพ้นจากสภาวะนั้นได้แล้ว”
“และเนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างมาประจวบเหมาะ เพราะในช่วงเวลาที่เธออาสามาทำภารกิจครั้งนี้ อย่างที่ฉันได้บอกเธอไปตั้งแต่แรกแล้วว่า จะเป็นเวลาที่มีความเสื่อมที่สุดในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านสังคม ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านศีลธรรมหรือด้านจิตใจ ช่วงนี้เป็นเวลาที่ประดิษฐกรรมทางเทคโนโลยีกำลังบ่อนทำลายโลกในอัตราเร่ง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีอาวุธมหาประลัยที่พร้อมจะระเบิดโลกให้กลายเป็นจุลได้ภายในพริบตา ผู้คนมีสภาวะอารมณ์ที่วิปริตแปรปรวน อันส่งผลไปถึงทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวให้วิปริตตามไปด้วย
ในขณะเดียวกัน เอกภพของเธอก็อยู่ในช่วงการเดินทางเข้าสู่โซนสว่าง ซึ่งเป็นสภาวะที่เอกภพจำเป็นจะต้องมีการยกระดับทางพลังงานใหม่ทั้งหมด และแน่นอนตัวโลกก็จะต้องเข้าสู่รหัสแห่งการปรับค่าสนามพลังงานใหม่โดยเร็วที่สุด”
“พระพุทธเจ้ารู้เรื่องนี้ดี จึงตั้งใจขอให้พวกเธอไปทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ เพราะมันคือการปรับระบบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่มีการกำเนิดโลก กำเนิดจักรวาลขึ้นมาเลยทีเดียว
เอาละ…ต่อไปนี้คือความหมายที่สอง จากคำถามที่ฉันค้างเธอไว้เกี่ยวกับเรื่องของคำว่า ‘โพธิสัตว์’ ที่ว่าทำไมภาพของโพธิสัตว์ถึงเป็นผู้หญิงหรือเป็นโพธิสัตว์พันมือ เธอจะได้รับคำตอบผ่านประสบการณ์ของเธอนับจากนี้เป็นต้นไป” ท่านโภเชชี้ชวน
“ว้าว… แสดงว่าโพธิสัตว์กวนอิม และโพธิสัตว์พันมือมีอยู่จริงอย่างนั้นหรือครับ ผมชักอยากเห็นภาพของเขาแล้วสิ” ผมพูด
“จริงหรือไม่จริง เธอก็ลองไปพิสูจน์มันด้วยตนเองเถอะ” ท่านโภเชพูด
ทันทีที่คณะของอชิตะไปถึงวัดบุปผาราม ท่ามกลางคนจำนวนมากที่นั่งล้อมวงกันอยู่ เขาก็ล้วงเอาถ้วยดินเผาขนาดเล็กที่บรรจุไขขี้ผึ้งออกมาจากย่าม แล้วนำไปต่อไฟกับผู้ที่นั่งอยู่ก่อน จากนั้นแต่ละคนก็กระจายกันไปนั่งตามจุดต่างๆ ที่ยังว่างอยู่ อชิตะนั่งลงในท่าขัดสมาธิแล้วหลับตากำหนดจิตให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย
จากมุมมองของอชิตะที่เห็นในขณะนี้ เป็นภาพของทุกคนกำลังนั่งในท่าขัดสมาธินิ่งสงบ โดยมีดวงไฟเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงหน้า ล้อมเป็นวงกลมขนาดใหญ่ ท่ามกลางความเงียบสงัดของคืนวันเพ็ญ ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่อาจจะแยกแยะได้ว่า ใครเป็นใคร คนไหนคือพระพุทธเจ้า เพราะทุกคนต่างนั่งในระดับเดียวเท่ากันหมด
แต่สำหรับผมกลับเห็นอีกภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพที่ผู้คนเหล่านั้นต่างแสดงความเห็น และพูดคุยถึงการปรากฏตัวของอชิตะ
“ทำไมผมจึงเห็นไม่เหมือนกับที่อชิตะเห็นล่ะครับ” ผมถามท่านโภเช
“เธอจำไม่ได้หรือว่า ขณะนี้เธอกำลังอยู่ในสภาวะของจิต การที่เธอเห็นภาพหรือได้ยินเสียงของจิตก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” ท่านโภเชตอบ
“จำได้ครับ นี่คือภาพที่จิตเขาคุยกันใช่ไหมครับ” ผมตอบ
“ใช่แล้ว”ท่านโภเชตอบ
“เรากำลังรอเธออยู่นะ…อชิตะ” เสียงหนึ่งที่คุ้นหูดังก้องขึ้นมาพร้อมกับภาพของพระพุทธเจ้าปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับว่าพระองค์กำลังตรัสอยู่ใกล้ๆ
“ขอรับ…พระองค์รอข้าฯ ด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ” เสียง
ของอชิตะตอบ
“ท่านโภเชครับ อชิตะก็เห็นและได้ยินทางจิต แบบเดียวกับที่ผมกำลังเห็นด้วยหรือครับ” ผมตั้งคำถามกับท่านโภเช
“ทุกคนที่เข้าสู่สภาวะปัญญาของจิตวิญญาณได้แล้ว แต่ละคนจะมีทักษะพิเศษอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่นบางคนสามารถท่องเที่ยวด้วยจิต บางคนมีหูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ปรกติ ตาเนื้อ หูเนื้อไม่สามารถรับรู้ได้ บางคนระลึกชาติได้ บางคนรู้ใจคน และสามารถกำหนดใจคนได้ บางคนแสดงปาฏิหาริย์ได้ ซึ่งทั้งหมดมันคือปรากฏการณ์ที่เกิดจากการมีทักษะพื้นฐานก่อนที่จะเข้าถึงการเป็นพุทธะ หรือเข้าถึงปัญญาญาณ ซึ่งมันเป็นสภาวะที่เกิดจากความรู้สึกที่ละเอียด คล้ายกับคนที่ดาวทึงร่า ที่คุยกันด้วยความรู้สึกหรือด้วยจิต การประชุมกันในวันนี้ ทุกคนจึงใช้วิธีคุยกันด้วยภาษากายผสมกับภาษาจิต หมายความว่า ขณะที่เขาพูดด้วยการออกเสียง หากเป็นกายภาพอย่างเดียวจะไม่สามารถได้ยินกันทั่วถึง แต่หากผสมด้วยภาษาจิต การรับรู้นั้นจะมีความแม่นยำมากที่สุด และไม่มีอุปสรรคด้านพื้นที่ ไม่ว่าคนคนนั้นจะนั่งห่างจากวงสนทนาแค่ไหน ทุกคนก็จะรู้สึกเหมือนได้คุยกันอยู่ใกล้ๆ โดยพวกเขาใช้วิธีนั่งในท่าที่สบาย ลดการสัมผัสรับรู้ทางกายลง แล้วพวกเขาทั้งหมดก็เข้าสู่วงสนทนากันด้วยจิต” ท่านโภเชตอบ
“ว้าว…มีการประชุมทางจิตแบบนี้ด้วย แปลกดีนะครับ” ผมพูด
“มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย สำหรับผู้ที่มีความละเอียดทางจิต หรือสามารถจับความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นได้ ซึ่งรูปแบบของมันจะปรากฏเป็นคลื่นการรับรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่บางเบากว่าคลื่นการรับรู้ทางกายภาพหลายสิบเท่า ซึ่งเป็นช่องทางการรับรู้ที่มนุษย์ทั่วๆ ไปไม่รู้จัก แต่สำหรับคนที่มีความละเอียดทางจิตแล้ว มันจะชัดเจนมากกว่าการรับรู้ทางกายเสียอีก” ท่านโภเชอธิบาย
“ที่พวกเรารอท่านเพราะพระพุทธองค์บอกว่า จะยังไม่แจ้งอะไรตราบใดที่ไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งพวกเราก็ถามพระองค์ว่ากี่คนถึงจะเรียกว่าครบ ทั้งๆ ที่พวกเรามากันกว่าพันคนแล้ว พระองค์ก็ยังบอกว่าไม่ครบ” เสียงของนางวิสาขาปรากฏขึ้น
“ใช่…แต่พอท่านเดินทางมาถึงพระองค์ก็บอกว่าครบแล้ว จะไม่ให้พวกเราคิดได้อย่างไรว่า พระองค์กำลังรอท่านอยู่” เสียงของพระนางมัลลิกาปรากฏขึ้นพร้อมใบหน้าของเธอ
“ใช่ๆ…ฉันเห็นด้วย พระองค์รอท่านอย่างแน่นอน” เสียงของผู้คนที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ท่านโภเชครับ บุคคลที่ปรากฏอยู่นี้คือบุคคลที่อชิตะใกล้ชิดและรู้จักเกือบทั้งหมดเลยนี่ครับ ไม่ว่าจะเป็นนางวิสาขา นางมัลลิกา นางปชาบดี เขมาเถรี ภิกษุที่เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า รวมถึงบุคคลใกล้ชิดอื่นๆ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล และภรรยาของอชิตะครั้งที่เคยเป็นพราหมณ์ปุโรหิต ซึ่งบัดนี้มาบวชเป็นภิกษุณีด้วย เรื่องนี้มันมีความหมายอย่างไรครับ” ผมถามแทรกขึ้นจากการรับรู้ของอชิตะในเวลานี้
“ทุกคนในที่นี้คือผู้ที่ใกล้ชิดเธอ และเป็นผู้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น หลายคนตั้งใจเดินทางมาหาพระองค์จากแดนไกล ด้วยญาณหยั่งรู้ว่าจะต้องมีเรื่องพิเศษเกิดขึ้นในวันนี้” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“พวกเขาเป็นใครกันบ้างครับ” ผมถาม
“ถ้าฉันเอ่ยชื่อเธอก็จะรู้จักพวกเขาหมดทุกคน ชื่อของพวกเขาได้ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ให้เธอได้รู้จักมาตลอด แต่มีอยู่คนหนึ่ง ที่ขณะนี้เหลือแต่จิต ซึ่งตอนนั้นเขาไม่มีสภาพที่เป็นร่างกายแบบมนุษย์แล้ว ดังนั้นการประชุมวันนี้จะมีคนตัวจริงๆ เพียงแค่ 1,249 คนเท่านั้น” เขาอธิบาย
“หมายความว่าเขาเป็นเทพอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม